ปัญหาสิ่งแวดล้อม (Environmental Problems) http://greenheartatwork.blogspot.com/2016/12/pressing-environmental-issues.html ผู้สอน รศ.ดร.พรไสว ไพรพิภัช รายวิชา SC902201 ENVIRONMENTAL SCIENCE 1 หัวข้อปัญหาสิ่งแวดล้อม ➢ สาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อม ➢ ประเภทของปัญหาสิ่งแวดล้อม มี 2 ประเภท คือ 1) การเสื่อมโทรมของทรัพยากร (ดิน, น้า, ป่าไม้) 2) ปัญหามลพิษ 2 สิ่ งแวดล้ อมและทรัพยากรธรรมชาติ • สิ่งแวดล้อม คือ สิ่งต่างๆที่ปรากฏอยู่รอบตัวเรา ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งเป็นรูปธรรม (จับต้องได้ ) นามธรรม (จับต้ องไม่ได้ ) ทั้งที่มีอยู่ ตาม ธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ห้วย คลอง บึง ดิน เป็น ต้น และที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น สิ่งก่อสร้างโบราณสถาน ประเพณี วัฒนธรรม เป็นต้น • มนุษย์นำสิ่งต่างๆ เช่น ดิน หิน แร่ธาตุ น้ำ ซึ่งเรียกว่าทรัพยากรธรรมชาติ ที่อยู่รอบตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อ ที่จะอำนวยประโยชน์แก่มนุ ษย์ใน ด้านต่าง ๆ เช่น การทำมาหากิน อาหาร สร้างที่อยู่อาศัย เป็นต้น • ทรัพยากรธรรมชาติ มี 2 ประเภท ใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ 1) ทรัพยากรที่ใช้แล้วไม่หมดสินไป 2) ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดสินไป 3 ทรัพากรธรรมชาติ ใช้แล้วไม่หมดไป คงอยู่ตามสภาพเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง -พลังงานจากดวงอาทิตย์ -ลม -อากาศ มีการเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าใช้ในทางที่ผิด -ดิน -น้า -ลักษณะภูมิประเทศ ใช้แล้วหมดสินไป 1) สามารถรักษาให้คงสภาพเดิมได้ ได้แก่ ป่าไม้ สัตว์ป่า 2) ท้าให้มีใหม่ไม่ได้ ได้แก่ พันธุ์พืช/สัตว์ 3) น้ากลับมาใช้ใหม่ได้ ได้แก่ โลหะต่างๆ 4) น้ากลับมาใช้ใหม่อีกไม่ได้ ได้แก่ ถ่านหิน น้ามัน 4 สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ (มีอยู่อย่างจ้ากัด) มนุษย์ใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติ มนุษย์ (มีความต้องการไม่จ้ากัด) ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ เสื่อมโทรม มลภาวะสิ่งแวดล้อม 5 ปัญหาสิ่งแวดล้อม • สาเหตุหลักของปัญหาสิ่งแวดล้อม คือ การเพิ่มจำนวนของประชากร และ การขยายตัวของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี • เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างผิดวิธี ขาดการวางแผนจัดการที่ดี ขาดจิตสำนึกในการใช้และรักษา อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ • ส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินขีดความสามารถในการ รองรับ • ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งมลภวะสิ่งแวดล้อมและการลดลง/เสื่อมโทรม ของทรัพยากรธรรมชาติ…..กระทบต่อชีวิตมนุษย์และก่อให้เกิดปัญหาสังคมขึ้น • ในที่นี่จะขอกล่าวถึงเฉพาะความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ดิน น้ำ และป่าไม้ 6 ความสัมพันธ์กันของทรัพยากร ดิน น้า และป่าไม้ ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้า มนุษย์ ทรัพยากรป่าไม้ 7 ทรัพยากรดินและความเสื่อมโทรม • การเสื่อมโทรมของดิน หมายถึง การลดลงของ ศักยภาพของทรัพยากรดินที่เกิด ขึ้นจากกระบวนการ ธรรมชาติ หรือกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งส่งผลให้กระทบ ต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินของมนุ ษย์ให้ลดลงทั้งทางด้าน คุณภาพและปริมาณ • ดินเสื่อม คือ ดินที่อยู่ในสภาพไม่เอื้อต่อการผลิตทาง การเกษตร เนื่องจากคุณสมบัติของดินไม่เอื้อต่อการ เจริญเติบโตของพืช เช่น การเปลี่ ยนแปลงทางเคมีของ ดิน เช่น ดินเค็ม ดินเป็นกรด และการเปลี่ยนแปลงทาง กายภาพ เช่นการสูญเสียโครงการของดิน ดินขาดการ โปร่งพรุน ดินอยู่ในสภาวะที่ไม่สมดุล เป็นต้น 8 9 ดินเสื่อมโทรม ดิ น เป็ น ทรั พ ยากรธรรมชาติ ท ี ่ เ ป็ น ปั จ จั ย พื ้ น ฐานสำคั ญ ในการผลิ ต ทางด้านการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทย การที่ทรัพยากรดิน ส่ ว นใหญ่ ข องประเทศตกอยู ่ ใ นภาวะเสื ่ อ มโทรม ซึ ่ ง เกิ ด ขึ ้ น จาก 3 สาเหตุใหญ่ๆ ดังนี้ 1) ความเสื่อมโทรมทางกายภาพ เคมี และชีวภาพของดิน เนื่องมาจากกระบวนการเกิดดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินมาเป็น เวลานานโดยไม่ถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมถึงขาด การปรับปรุงบำรุงดิน ความอุดมสมบูรณ์ล ดลง การสูญเสียโครงสร้าง ของดินทำให้เกิดการอัดแน่น และนำไปสู่การทิ้งร้างที่ดิน 2) การชะล้างพังทลายของดิน 3) ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น ดินถล่ม ไฟป่า น้าป่าไหลหลาก เป็นต้น 10 ดินเสื่อมโทรม ดินปัญหา หมายถึง ดินที่มีคุณภาพอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างไม่เหมาะสม หรือไม่ค่อยเหมาะสมที่จะนามาใช้ปลูก พืชเศรษฐกิจ ทำให้ผล ผลิตต่ำและต้องมีการจัดการดินเป็นกรณีพิเศษกว่าดินทั่วไป จึ ง จะสามารถใช้ ป ระโยชน์ ใ นการเพาะปลู ก และให้ ผ ลผลิ ต ดี เท่าที่ควร ดินที่มีปัญหาเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และ เป็นปัญหาเพิ่มขึ้นเมื่อสภาพธรรมชาติถูกทำให้เปลี่ยนแปลง Ref: แผนบริหารจัดการทรัพยากรดินปัญหาของประเทศไทย (พ.ศ. 2561-2580) 11 ดินเสื่อมโทรม ดินที่มีปัญหาทางด้านการเกษตร หมายถึง ดินที่มีสมบัติทางกายภาพและเคมีไม่ เหมาะสมหรือเหมาะสม น้อยสำหรับการเพาะปลูก ทำให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตและ ให้ผลผลิตตามปกติได้ ส่วนใหญ่เป็นดินที่เกิดขึนเองตามธรรมชาติ ได้แก่ ดินอินทรีย์ ดินเค็ม ดินเปรียวจัด ดินทรายจัด ดินปนกรวด และดินตืน นอกจากนี้ยังรวมถึงพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ซึ่งถ้ามีการใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรแล้ว จะทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง หากว่าจะใช้ดิน เหล่านี้ในการปลูกพืชแล้ว จำเป็นต้องมีการจัดการเพื่อแก้ไขสภาพของดินให้เหมาะสม ก่อนการปลูกพืชเสียก่อน Ref: แผนบริหารจัดการทรัพยากรดินปัญหาของประเทศไทย (พ.ศ. 2561-2580) 12 ดินเสื่อมโทรม ดินปัญหาที่เกิดตามสภาพธรรมชาติ หมายถึง ดินปัญหาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอันเนื่องมาจากปัจจัยที่ให้กำเนิดดิน ซึ่งประกอบด้วย วัตถุต้นกำเนิดดิน สภาพพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ พืชพรรณที่ขึ้นปกคลุม และระยะเวลาที่เกิดดิน ได้แก่ ดินอินทรีย์ ดินเค็ม ดินเปรียวจัดหรือดินกรดก้ามะถัน ดินทราย และดินตืน Ref: แผนบริหารจัดการทรัพยากรดินปัญหาของประเทศไทย (พ.ศ. 2561-2580) 13 ดินปัญหาที่เกิดตามสภาพธรรมชาติของประเทศไทย ดินปัญหา ดินอินทรีย์ ดินเค็ม ดินเปรียวจัด ดินทรายจัด ดินตืน เนื้อที่ (ไร่) ร้อยละของเนื้อที่ประเทศ เนื้อที่ (ไร่) ร้อยละของเนื้อที่ประเทศ เนื้อที่ (ไร่) ร้อยละของเนื้อที่ประเทศ เนื้อที่ (ไร่) ร้อยละของเนื้อที่ประเทศ เนื้อที่ (ไร่) ร้อยละของเนื้อที่ประเทศ 2550 263,078 0.08 3,744,207 1.17 6,272,548 1.96 12,497,340 3.9 43,606,047 13.6 ปี (พ.ศ.) 2557 2558 340,302 0.11 4,407,109 1.37 5,104,632 1.59 11,078,410 3.45 29,539,680 9.21 344,283 0.11 4,217,319 1.32 5,565,347 1.74 11,756,733 3.67 34,039,375 10.61 2561 345,444 0.11 4,200,111 1.31 5,423,641 1.68 11,863,617 3.71 38,192,449 11.9 14 ดินอินทรีย์ ดินอินทรีย์ หมายถึง ดินที่มีสารอินทรีย์ใ นรูปของอินทรี ย์คาร์บอนอยู่ในเนื้อดิน มากกว่าร้อยละ 20 โดยจะพบการสะสมของอิ นทรียวัตถุเป็น ชั ้ น หนามากกว่ า 40 เซนติ เ มตร มี ซ ากพื ช ที ่ ผ ุ พ ั ง และ ยังสลายตัวไม่หมดปะปนอยู่ 15 ดินเค็ม ดินเค็ม หมายถึง ดินที่มีปริมาณเกลือที่ละลายอยู่ในสารสะลายดินมากเกินไปจนมี ผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลิตผลของพืช เนื่องจากทำ ให้พืชขาดน้ำและมีปริมาณโซเดียมไอออนในพืชที่มากเกินไป ซึ่งมีผลทำให้เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหารในพืช ดินเค็ม มีเนือที่รวม 4.22 ล้านไร่ พบมาก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาคือ ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ตามล้าดับ ดินในประเทศไทยประมาณ 14 ล้านไร่ ได้รับผลกระทบจากดินเค็ม ซึ่งมี 3 พืนที่ใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ ดังนี 1) ดินเค็มชายฝั่งทะเล 2) ดินเค็มบกที่พบในภาคกลาง 3) ดินเค็มบกที่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ Ref: http://www.ldd.go.th/Strategy/2554/strategy_2554.pdf นโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดิน และทรัพยากรดินของประเทศ (พ.ศ. 2566 – 2580) 16 1) ดินเค็มชายฝั่งทะเล เป็นดินที่เกิดจากอิทธิพลของน้ำทะเลท่ วมในปัจจุบันหรือเคยท่วมมาก่อน ทำให้ ม ี เ กลื อ ละลายอยู ่ ม าก พบมากในชายฝั ่ ง ทะเลของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีเนื้อที่โดยประมาณ 2.6 ล้านไร่ พืชพรรณจึงเป็นพืชที่ทนเค็มได้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชพวกป่าชายเลน เช่น โกงกาง แสม ลำพู เป็นต้น Ref: http://www.ldd.go.th/Strategy/2554/strategy_2554.pdf 17 2) ดินเค็มบกที่พบในภาคกลาง เป็ น ดิ น ที ่ เ คยมี น ้ ำ ทะเลท่ ว มถึ ง มาก่ อ น แต่ ใ นปั จ จุ บ ั น ไม่ ท ่ ว มถึ ง แล้ ว ส่วนใหญ่หน้าดินจะแข็งและพบชั้นดินเลนของตะกอนน้ำทะเลและจะพบ คราบเกลือมากบริเวณผิวดิน ที่อาจจะเกิดจากการใช้ที่ดินไม่เหมาะสม เช่น การนำน้ำใต้ดิน หรือการชลประทานที่ม ีความเค็ม มาใช้ใ นการเกษตร โดยดินเค็มชนิดนี้มีเนื้อที่ประมาณ 2 แสนกว่าไร่ Ref: http://www.ldd.go.th/Strategy/2554/strategy_2554.pdf 18 3) ดินเค็มบกที่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นชนิดของดินเค็มที่พบมากที่สุดเป็ นอันดับ ซึ่งมีเนื้อที่ป ระมาณ 11 ล้านไร่ ดินเค็มที่พบบริเวณนี้เกิดจากการสะสมเกลือจาการละลาย ของหินเกลือหรือจากระดับน้ำใต้ดินที่ มีเกลือละลายน้ำอยู่มาก จึงทำ ให้พบชั้นสะสมเกลือหรือคราบเกลือที่ผิวดินมาก Ref: http://www.ldd.go.th/Strategy/2554/strategy_2554.pdf 19 ดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - คราบเกลือสีขาวบนดินที่พบเห็นได้ในฤดูแล้ง ส่วนมาตรฐานการสำรวจจำแนกดินและที่ดิน สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดิน 20 ดินเปรียวจัด ดินเปรียวจัด หมายถึ ง ดิ น ที ่ ม ี ส ภาพเป็ น กรดสู ง เนื ่ อ งจากอาจจะมี กำลั ง มี หรื อ มี กรดกำมะถั น สู ง เกิ ด ขึ ้ น ในดิ น ทำให้ ด ิ น เป็ น กรดจั ด หรื อ กรดรุนแรง โดยทั่วไปมีค่าพีเอชต่ำกว่า 4 ซึ่งดินเปรี้ยวนี้จะส่งผลกระทบต่อการปลูกพืช พบในบริเวณที่ราบลุ่มชายฝั่ง ทะเลหรือมีน้ำกร่อยในอดีต ซึ่งมีการสะสมตัวของสารประกอบกำมะถัน ในดินและแปรสภาพเป็นกรดกำมะถันขึ้นในดินขึ้นเมื่อดินแห้งแล้ว ในประเทศไทย มีพื้นที่ดินเปรี้ยวประมาณ 5.57 ล้านไร่ พบมากในภาคกลาง รองลงมาคือภาคใต้ และภาคตะวันออก ตามลำดับ Ref: https://newwebs2.ricethailand.go.th/ 21 ดินกรด ดินกรด หมายถึง ดินที่มีค่าพีเอชต่ำกว่า 5.5 ซึ่งระดับความเป็นกรดนี้จะส่ง ผลกระทบต่อการเพาะปลูกพืชและการเสื่อมโทรมของ สภาวะแวดล้อมทางดินอย่างรุนแรง ซึ่งดินกรดถูกแยกออกมาจากดินเปรี้ยวจัดเพราะว่าสาเหตุการเกิดกรดในดิน มีความแตกต่างกัน สาเหตุ มีหลายสาเหตุ เช่น • เกิดการชะละลายธาตุที่เป็นด่างออกจากดิน • การใช้ปุ๋ยเคมีไม่ถูกต้อง • พืชที่ปลูกดูดเอาธาตุที่เป็นด่างออกไปแล้วปลดปล่อยกรดลงไปแทนที่ • การใส่สารเคมีต่างๆ ที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ ในประเทศไทย พบดินกรดมีเนื้อที่ประมาณ 95 ล้านไร่ และยังพบว่าดินอื่น ๆ มีแนวโน้ม 22 จะเป็นกรดรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามการใช้ประโยชน์ที่ดิน ดินกรด (Sulfur Soil) Ref: googlesearch/ภาพดินกรด https://rmaagriculture.com/th/ https://greennet.or.th/to-deal-with-acid-soil/ https://www.allricesurin.com/article/89 23 ดินทรายจัด ดินทรายจัด หมายถึง ดินที่มีเนื้อดินบนเป็นดินทราย หรือ ดินทรายปนร่วน มีอนุภาค ทรายเป็นองค์ประกอบมากกว่าร้อยละ 85 มีความหนามากกว่า 50 เซนติเมตร ดินที่มีการระบายน้ำได้ด ีจนดีเกินไป ไม่อุ้มน้ ำ ทำให้ดินเก็ยน้ำไว้ไม่อยู่ และเกิดการกร่อนได้ง่าย มักเกิดจากวัตถุ ต้นกำเนิดดินที่เป็นตะกอนเนื้อหยาบ หรือตะกอนทรายชายฝั่ง ทะเล ดินทรายพบได้ทังในพืนที่ลุ่มและที่ดอน ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกภาค ของประเทศมีเนือที่ประมาณ 11.9 ล้านไร่ Ref: http://www.ldd.go.th/Strategy/2554/strategy_2554.pdf 24 ดินทรายจัด ดินทรายพบได้ทังในพืนที่ลุ่มและที่ดอน โดยดินทรายแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ 1) ดินทรายที่มีชันดานอินทรีย์ ภายใน 100 เซนติเมตร จากผิวดิน 2) ดินทรายในพืนที่ดอนที่ไม่มีชันดานอินทรีย์ จะพบตามบริเวณหาดทราย สัน ทราย ชายทะเล หรือบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขา เนื้อดินเป็ นทรายตลอด ดินมีการระบายน้ำที ่ดี มากหรือดีเกินไป จนไม่อุ้มน้ำและอาจจะเกิดการชะล้างพังทลายได้ง่าย ส่วนมากใช้ปลูก มันสำปะหลังและสับปะรด 3) ดินทรายในพืนที่ลุ่ม มักพบตามที่ลุ่มระหว่างสันหาด หรือเนินทรายชายฝั่งทะเล หรือ บริเวณที่ราบที่อยู่ใกล้ภูเขาหินทราย ดินบริเวณนี้ค่อนข้างจะเป็นดินแฉะและมีน ้ำขังเป็น ระยะเวลาสั้นๆ ได้หลังจากที่ฝนตกหนัก บางแห่งใช้ท ำนา หรือ ปลูกอ้อย ปอ บางแห่ ง เป็นที่ทิ้งร้างหรือเป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติ Ref: https://www.ldd.go.th/www/files/75646.pdf 25 ดินทรายจัด Ref: https://www.ldd.go.th/Web_Soil/sandy.htm#3 26 ดินตืน ดินตืน หมายถึง ดินที่มีชั้นลูกรัง ก้อนกรวด เศษหิน ปะปนอยู่ในเนื้อดิน หรือมี ชั้นหินปูนมาร์ล หรือพบชั้นหินพื้น อยู่ตื้นกว่า 50 เซนติเมตร เนื้อดินจะมีปริมาณชิ้นส่วนหยาบ กรวดหรือลูกรังปนอยู่ มากกว่าร้อยละ 35 ทำให้มีปริมาตรของดินน้อย ดินจึงอุ้มน้ำ ได้น้อย และมักขาดแคลนน้ำในฤดูฝนทิ้งช่วง ซึ่งอาจะส่ง ผล ให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดีและมีผลผลิตต่ำ สาเหตุ เกิดจากวัตถุตน้ กาเนิดของดินที่ส่วนใหญ่ เป็ นพวกหินตะกอนเนือ้ หยาบ เช่ น หินทราย แตกกระจัดกระจายร่วงหล่นออกมาทับถมเกะกะอยู่บริเวณเชิงเขา หรือเป็ นผลมาจากการสะสมของ ปูนมาร์ลหรือศิลาแลงในดิน ในประเทศไทย พบดินตื้นมีเนื้อที่ประมารณ 38 ล้านไร่ Ref: http://www.ldd.go.th/Strategy/2554/strategy_2554.pdf 27 สาเหตุของดินตืนจากการสลาย ผุพังอยู่กับที่ของชันหินพืน การปลูกผักในดินตืนแบบอินทรีย์ Ref: googlesearch/ภาพดินตืน้ 28 ดินดาน ชันดินดาน หรือ ดินดาน หมายถึง ชั้นดินที่อัดตัวกันแน่นทึบหรือชั้นที่มีสารเชื่อมอนุภาคของดินมา จับตัวกันแน่นทึบและแข็ง จนเป็นอุป สรรคต่อการชอนไชของ รากพืช การไหลซึมของน้ำละอากาศ ซึ่ งดินประเภทนี้อาจจะ ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ สาเหตุ มีหลายสาเหตุ เช่น • การใช้ประโยชน์ที่ดินโดยเฉพาะการปลูกพืชไร่ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง • การเขตกรรมที่ผิดวิธี เช่น การไถพรวนบ่อยและไม่ถูกวิธี ในประเทศไทย พบดินดานมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 27 ล้านไร่ โดยคิดเป็นร้อยละ 8.5 ของ พื้นที่ประเทศไทย Ref: https://www.ldd.go.th/www/files/75646.pdf 29 ดินปนเปื้อน ดินปนเปื้อน หมายถึง ดินที่ได้รับการปนเปื้อนจากสารเคมีใ นรูปแบบต่าง ๆ ที่ใส่ลงไป ในดิ น ซึ ่ ง อาจจะตั ้ ง ใจหรื อ ไม่ หรื อ อาจเกิ ด จากธรรมชาติ แต่สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้ดินนั้น เสื่อมโทรมและไม่เอื้อต่อการ ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร หรืออาจจะมีผ ลกระทบต่อความ ปลอดภัยของมนุษย์และสัตว์ ตัวอย่าง เช่น การใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรที่มีโลหะหนักเจือปน มีผลทำให้ ผลผลิตทางการเกษตรปนเปื้อนสารโลหะนั้น ๆ และเมื่อบริโภคเข้าไป อาจก่อให้เกิดโรคได้ เช่น โรคที่เป็นพิษจากของตะกั่ว โรคมะเร็งผิวหนั ง จากพิษสารหนูเรื้อรัง เป็นต้น Ref: http://www.ldd.go.th/Strategy/2554/strategy_2554.pdf 30 2) การชะล้างพังทลายของดิน การชะล้างพังทลายของดิน หมายถึง กระบวนการหรือการกระทำที่ทำให้เกิดการสูญเสียหน้าดินชั้นบน โดยตัวการต่าง ๆ เช่น การไหลของน้ำผ่ านหน้าดิน แรงลม แรงโน้มถ่วงของโลก รวมถึงการตกกระทบของเม็ดฝน เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้ 1) การชะล้างพังทลายของดินตามธรรมชาติ 2) การชะล้างพังทลายของดินที่มีตัวเร่งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย Ref: http://www.ldd.go.th/Strategy/2554/strategy_2554.pdf 31 1) การชะล้างพังทลายของดินตามธรรมชาติ เกิดจากการกระทำของน้ำ ลม แรงโน้มดึงดูดของโลก ส่งผลให้เกิดการชะล้าง พังทลายของดิน แต่จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรมากนัก ยกเว้น จะมีปรากฏการณ์ธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ผิวดินถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นพื้นที่การเกษตรจำนวนมากทำให้หน้าดินเปิดโล่งเมื่อมีฝน ตกลงมาอย่างหนัก Ref: https://www.ldd.go.th/Web_Soil/PDF/soilerosion.pdf 32 2) การชะล้างพังทลายของดินทีม่ ีตัวเร่งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มนุษย์ คือ ตัวเร่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบธรรมชาติข อง พื้นที่ ด้วยการใช้ที่ดินและอื่นๆ กิจกรรมของมนุษย์มีส่วนร่วมทำให้เกิดการชะล้าง พังทลายของหน้าดิน และมักเกิดขึ้นรุนแรงและก่อให้เกิดผลเสียหายทางเศรษฐกิจได้ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น • ปริมาณน้ำฝนที่ตกมากและรุนแรงผิดปกติ • การบุกรุกทำลายป่าเพื่อการทำไร่เลื่อนลอย • การก่อสร้างต่างๆ และการตัดถนน • การไถพรวนพื้นที่ตามแถวขึ้นลงของความลาดชัน • การเลี้ยงสัตว์บนภูเขา Ref: http://www.ldd.go.th/Strategy/2554/strategy_2554.pdf 33 ตัวการส้าคัญ คือ ฝนหรือน้ำไหลบ่า (เกิดจากฝนตกกระแทรกดิน บางส่วนซึมลงดินจนกระทั่งอิ่มด้วยน้ำและจะไม่สามารถซึม ได้อีก เกิดเป็นน้ำไหลบ่าบนผิวดินและพัดพาวัตถุจากดินไปโดยแรงของน้ำนั่นเอง) สรุป มี 2 กระบวนการ คือ 1) การแตกตัวของดินหรือเม็ดดินโดยแรงกระแทรกของฝน 2) การพัดพาตะกอนดิน ธาตุอาหารพืชในดิน อินทรียวัตถุและอื่น ๆ ลงไปสู่ที่ต่ำ โดยน้ำไหลบ่า การพังทลายโดยลมมีน้อย ผลเสียหาย คือ ดินเสื่อมโทรมเกิดผลกระทบต่อการทำเกษตรกรรมโดยการลดเนื้อที่การ เพาะปลูก, ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง, สูญเสียธาตุอาหารพืชและอินทรียวัตถุ ในดิน, การตื้นเขินของแม่น้ำสายสำคัญ (ปิง วัง ยม น่าน) ก็มาจากการชะล้างพังทลาย ของดิน Ref: http://www.ldd.go.th/Strategy/2554/strategy_2554.pdf 34 แผนที่การสูญเสียดินของประเทศไทย พืนที่ที่มีการสูญเสียดิน 78,174,416 ไร่ ร้อยละ 24.38 ของเนือที่ประเทศ Ref: https://www.ldd.go.th/Web_Soil/PDF/soilerosion.pdf 35 แนวทางจัดการการชะล้างพังทะลายของดิน 1) การปกคลุมดินด้วยเศษพืชในไร่นา เพื่อป้องกันดินไม่ให้ถูกปะทะจากเม็ดฝนที่ตกกระทบและแรงลม วิธีนี้ยังช่วยรั กษา ความชื ้ น ในดิ น และยั ง ช่ ว ยรั ก ษาสมบั ต ิ ท างกายภาพ ของดิ น และเพิ ่ ม ความ อุดมสมบูรณ์ของดิน 2) การลดความเร็วและความรุนแรงของน้าที่ไหลบ่าและลมที่พัดผ่านผิวดิน เช่น การสร้างคันดินกั้นน้ำ , การปลูกพืชเป็นแถบ, การไถพรวนขวางความลาดเท, การปลูกพืชเป็นแนวป้องกันลม เป็นต้น 3) การท้าทางระบายน้า 4) การปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ทนต่อการถูกชะล้างพังทลายและให้ซึมซับน้า ได้ดีขึน เช่น เพิ่มอินทรียวัตถุในดินเพื่อให้ดินร่วนซุ ยและเม็ดดินเกาะกันมีความคงทนมากขึ้น เป็นต้น Ref: http://www.ldd.go.th/Strategy/2554/strategy_2554.pdf 36 การอนุรักษ์ดิน ➢ การใช้ที่ดินอย่างถูกต้องเหมาะสม - การปลูกพืชควรต้องคำนึงถึงชนิดของพืชที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของดิน - การปลูกพืชและการไถพรวนตามแนวระดับเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ➢ การปรับปรุงบ้ารุงดิน การเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน - การใส่ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก การปลูกพืชตะกูลถั่ว การใส่ปูนขาวในดินที่เป็นกรด การแก้ไขพื้นที่ดินเค็มด้วยการระบายน้ำเข้าที่ดิน http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi2/subsoil/soil.htm 37 การอนุรักษ์ดิน ➢ การป้องกันการเสือ่ มโทรมของดิน - การปลูกพืชคลุมดิน - การปลูกพืชหมุนเวียน - การปลูกพืชบังลม - การไถพรวนตามแนวระดับ - การทำคันดินป้องกันการไหลชะล้างหน้าดิน -การไม่เผาป่าหรือการทำไร่เลื่อนลอย ➢การให้ความชุ่มชืนแก่ดิน - การระบายน้ำในดินที่มีน้ำขังออกการจัดส่งเข้าสู่ที่ดินและการใช้วัสดุ เช่น หญ้าหรือ ฟางคลุมหน้าดินจะช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi2/subsoil/soil.htm 38 นโยบายมาตรการจัดการดินของประเทศไทย มุ่งเน้นการรักษาความสมดุลของธรรมชาติ การอนุรักษ์ดินและทรัพยากรดินอย่าง ยั่งยืน การใช้ที่ดินและทรัพยากรดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด การกระจายการถือครอง ที่ดินอย่างเป็นธรรม และการบูรณาการการใช้ประโยชน์ที่ดิน ❑ พระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543 ❑ พระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2548 ❑ พระราชบัญญัติพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2551 ❑ พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ❑ นโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ (พ.ศ. 2566 - 2580) 39 ทรัพยากรน้า น้า เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตของมนุษย์เพื่อใช้ในการ ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตร เพื่อการอุตสาหกรรม เป็นต้น ปัญหา คือ ปริมาณน้ำมีอยู่อย่างจำกัด และยัง มีการสูญเสียไปกับการ เน่าเสียหรือปนเปื้อน ทำให้น้ำใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ด้วยเหตุน ี้มีน้ำ ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ 40 แหล่งของน้า น้าจากแหล่งน้าธรรมชาติ (ทังน้าจืดและน้าเค็ม) ที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ ประโยชน์ในด้านต่างๆได้ มีทั้งหมด 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1) แหล่งน้าผิวดิน ซึ่งเป็นแหล่งน้าจืดที่ส้าคัญที่สุด ได้แก่ น้ำจากแม่น้ำต่างๆ ห้วย หนอง คลอง บึง อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น 2) แหล่งน้าใต้ดิน –น้ำบาดาล 3) แหล่งน้าจากทะเล – ทะเล และ มหาสมุทร 4) แหล่งน้าจากฟ้า – น้ำฝน (ยังเป็นแหล่งน้ำจืดที่สำคัญที่มนุษย์ใช้ใน การอุปโภคบริโภค) 41 Sources of water 42 ประโยชน์ของน้า 1) เพื่อการอุปโภคบริโภค ดื่มกิน ช้าระร่างกาย ซักล้าง เป็นต้น 2) เพื่อการเกษตรกรรม เพื่อการเพาะปลูก เลียงสัตว์ เป็นต้น 3) เพื่อการอุตสาหกรรม ใช้ในกระบวนการผลิตและกิจกรรมต่างๆ ที่สนับสนุนการผลิต 4) แหล่งทรัพยากร แหล่งอาหารที่ส้าคัญของมนุษย์ (อาหารทะเล) แหล่งเชือเพลิง (น้ามันและก๊าซธรรมชาติ) 5) เพื่อการคมนาคมขนส่ง การขนส่งทางทะเล 6) เพื่อการสร้างพลังงาน การผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้า 7) เพื่อนันทนาการ พักผ่อนหย่อนใจ 43 The importance of water https://www.unwater.org/news/report-state-worlds-drinking-water https://www.oviahealth.com/guide/269270/transitioning-frombathtime-to-showertime/ https://www.smethailandclub.com/entrepreneur/2172. html https://indianexpress.com/article/lifestyle/food-wine/water-cooking-healthytasty-pros-cons-9199242/ https://www.luce.sg/blog/how-to-hand-wash-dishes https://www.survivalworld.com/preparedness/how-to-washclothes-without-a-washer/ https://baansunkoo-organic.over-blog.com/2017/11/03-watersystem.html https://www.smri.asia/th/kwe/products/1001 https://mgronline.com/business/detail/9660000023869 44 ทรัพยากรน้าและความเสื่อมโทรม สถานการณ์ทรัพยากรน้าและปัญหาที่เกี่ยวข้อง มีดังนี ➢การปนเปื้อนของสารเคมีในแหล่งนา้ ➢น้าทิง น้าเสีย ปนเปื้อนในแหล่งน้า ➢แหล่งน้าตืนเขิน ➢ขาดน้าในหน้าแล้ง ➢น้าท่วมในฤดูฝน (อุทกภัย) 45 น้ำทิ้งปนเปื้อนโลหะหนัก น้ำเสียปนเปื้อนในแหล่งน้ำ https://www.thaipost.net/environment-news/84265/ https://www.siamcoolermart.com/what-is-water-pollution/ แหล่งน้ำตื้นเขิน ขาดแคลนน้ำ https://mthai.com/news/20353.html https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_593262 น้ำท่วม https://nan.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/3181 00 https://www.thaipost.net/main/detail/32580 46 น้าเสีย (Wastewater) น้าเสีย หมายถึง น้ำที่มีสิ่งเจือปนต่างๆ เช่น สารอินทรีย์ต่าง ๆ สารแขวนลอย กรด ด่าง น้ำมัน ไขมัน โลหะหนักต่าง ๆ เป็ นต้น ในปริมาณที่สูง จนกระทั่งไม่เป็นที่ต้องการและเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป และ ยังทำให้เกิดปัญหาต่อแหล่งน้ำที่รองรับน้ำเสียเหล่านี้ โดยทำให้ เกิดการเน่าเหม็นและเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ แหล่งของน้าเสีย มี 3 ประเภทใหญ่ คือ น้ำเสียจากชุมชน น้ำเสียจากการเกษตรกรรม น้ำเสียจากอุตสาหกรรม 47 แหล่งของน้าเสีย Water Pollution Sources ▪Natural source ▪Sewage water source ▪Industrial waste source ▪Marine dumping source 48 Elmustafa Sayed Ali Ahmed1 , Mujtaba Elbagir Yousef World Scientific News 134(1) (2019) 1-51 ผลกระทบจากน้าเสีย ➢ แหล่งน้ำสกปรก เน่าเสีย มีการปนเปื้อนสารอินทรีย์และสารพิษต่าง ๆ ➢ น้ำขาดศักยภาพในการใช้ประโยชน์ ต้องการการบำบัดและมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ➢ ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ที่มีการใช้น้ำที่ไม่สะอาดและปนเปื้อน สารพิษ ➢ มีผลทำให้ทรัพยากรน้ำเสื่อมโทรมและลดจำนวนลง 49 น้าท่วม (Flooding) สาเหตุ อาจจะมาจากสิ่งต่าง ๆ ดังนี • ฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน • ลักษณะและส่วนประกอบของพืนที่ลุ่มน้าและการระบายน้าไม่ดี – รูปร่างของพื้นที่ลุ่มน้ำ – สภาพภูมิประเทศของพื้นที่ลุ่มน้ำ – ชนิดของดิน สภาพพืชที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่และความเสื่อมโทรมของพื้นที่ลุ่มน้ำ • น้าทะเลหนุนสูงกว่าปกติ ท้าให้น้าจากแผ่นดินระบายลงสู่ทะเลไม่ได้ • ป่าไม้ถูกท้าลายเป็นจ้านวนมาก ท้าให้ไม่มีสิ่งใดจะช่วยดูดซับน้า • แหล่งเก็บกักน้าตืนเขินหรือได้รับความเสียหาย จึงทำให้เก็บน้ำได้น้อยลง • การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อม – การขยายตัวของเขตชุมชนและการทำลายระบบระบายน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติ – แผ่นดินทรุด 50 วิธีการแก้ไขปัญหาน้าท่วม เขื่อนกักเก็บน้า เก็บกักน้ำไว้และระบายน้ำออกจากแหล่งกั กเก็บน้ำทีละน้อย ๆ เพื่ อนำ มาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายด้าน โดยเฉพาะอย่ างยิ่งเพื่อการเพาะปลูกใน ช่วงเวลาฝนไม่ตก หรือช่วงฤดูแล้ง ซึ่งสามารถป้องกันและบรรเทาปัญหา น้ำท่วมในพื้นที่ตอนล่างรวมถึงกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทาน พระราชดำริสร้างเขื ่อนกักเก็ บน้ำ หลายพื้ นที่ เช่น เขื่อนป่าสั กชลสิ ท ธิ์ จังหวัดลพบุรี และเขื่อนคลองท่าด่าน จังหวัดนครนายก 51 วิธีการแก้ไขปัญหาน้าท่วม ทางผันน้า สร้างทางผันน้ำหรือขุดคลองสายใหม่เชื่อมต่อกับแม่น้ำที่มีปัญหาน้ำท่วมมี หลั ก การอยู ่ ว ่ า จะผั น น้ ำ ในส่ ว นที ่ ไ หลล้ น ออกไปจากลำน้ ำ โดยตรง ปล่อยน้ำส่วนใหญ่ที่มีระดับไม่ล้นตลิ่งให้ไหลอยู่ในลำน้ำเดิมตามปกติ ตัวอย่างเช่น การผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาโดยทางตะวั นตก ผันเข้าแม่น้ำท่าจี น แล้วผันลงสู่บริเวณจังหวัดสุพรรณบุรีก่อนระบายออกสู่ทะเล 52 วิธีการแก้ไขปัญหาน้าท่วม ปรับปรุงสภาพล้าน้า โดยการขุดลอกลำน้ำในบริเวณที่ตื้นเขิน ตกแต่งติดตามตลิ่งที่ถูก กัดเซาะ กรณีลำน้ำมีแนวโค้งมากเป็นระยะไกล อาจพิจารณาขุดคลองลัดเชื่อม บริเวณด้านเหนือค้างกับด้านท้ายโค้ง ซึ่งจะทำให้น้ำไหลผ่านได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น โครงการขุดคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งทำให้ร่นระยะทาง น้ำได้ถึง 17 กิโลเมตร ทำให้ระบายน้ำลงทะเลได้เร็วขึ้น 53 วิธีการแก้ไขปัญหาน้าท่วม คันกันน้า เป็นวิธีป้องกันน้ำมิให้ไหลลงตลิ่งเข้า ไปท่วมพื้นที่ให้ได้รับความเสียหาย ด้วยการเสริมขอบตลิ่งของลำน้ำให้มีระดับสูงมากขึ้นกว่าเดิม การระบายน้าออกจากพืนที่ลุ่ม ขุดคลองระบายน้ำภายในบริเวณพื้นที่ลุ่ม ให้สามารถระบายน้ำออกจาก พื้นที่ลุ่มหรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ และก่อสร้างประตูระบายน้ำ ทำหน้าที่ควบคุมการเก็บกักน้ำในคลองและป้องกันน้ำท่วมจากบริเวณด้าน นอกไม่ให้ไหลย้อนเข้าไปในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น โครงการแก้มลิง 54 วิธีการแก้ไขปัญหาน้าท่วม การหาความสัมพันธ์ของระดับน้าและปริมาณน้าปากแม่น้าเจ้าพระยา (Hydrodynamic Flow Measurement) คือ การศึกษาหาความสันพันธ์ของน้ำทะเลหนุ น และปริมาณน้ำเหนือหลาก ผ่านเขตกรุงเทพมหานคร แล้วนำผลการวิเคราะห์ ไปใช้สำหรับการบริหาร จัดการปริมาณน้ำเหนือที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 55 สาเหตุของการเกิดภัยแล้ง ➢ เนื่องจากสภาวะอากาศในฤดูร้อนที่ร้อนมากกว่าปกติ ➢ เนื่องจากการพัดพาของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ➢ ความผิดปกติของตําแหน่งร่องมรสุมทําให้ฝนตกในพื้นทีไ่ ม่ต่อเนื่อง ➢ ความผิดปกติเนื่องจากพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนที่ผานประเทศไทยน้อยกว่าปกติ ➢ การเปลี่ยนแปลงความสมดุลของพลังงานที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ เช่น การเผาพลาสติก น้ำมัน และ ถ่านหินทําให้เกิดรูโหวในชั้นโอโซน ➢ ผลกระทบจากปรากฏการณ์ ภ าวะเรื อ นกระจก เนื ่ อ งจากส่ ว นผสมขอ งบรรยากาศ เช่ น คาร์บอนไดออกไซด์ ไอนํ้า ลอยขึ้นไปเคลือบชั้นล่างของชั้นโอโซน ทําให้ความร้อนสะสมอยูใน อากาศใกล้ผิวโลกมากขึ้นทําให้อากาศร้อนกวาปกติ ➢ การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมต่างๆ ➢ การตัดไม้ทำลายป่า ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่มี ➢ ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของภูมิอากาศ เช่น ฝน อุณหภูมิ และความชื้น 56 วิธีการแก้ปัญหาภัยแล้ง แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น แจกน้ำให้ประชาชน ขุดเจาะน้ำบาดาล สร้างศูนย์จ่ายน้ำ จัดทำฝนเทียม การแก้ปัญหาระยะยาว โดยพัฒนาลุ่มน้ำ เช่น สร้างแหล่ง น้ำสร้างฝาย เขื่อน ขุดลอกแหล่งน้ำ รักษาป่าและปลูกป่า ให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมมือในการจัดทำและพัฒนาชลประทาน 57 สถานการณ์น้าประเทศไทย ➢ พายุที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ➢ ปริมาณฝน ➢ สภาวะฝนแล้ง ➢ ความแปรปรวนของปริมาณน้าฝนและนา้ ทีไ่ หลเข้าเขื่อน ➢ เหตุการณ์น้าท่วม Ref: https://www.thaiwater.net/report/yearly/history 58 พายุที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย สถิติพายุที่เคลือ่ นเข้าสู่ประเทศไทยในรอบ 74 ปี พายุที่เข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับดีเปรสชัน ซึ่งมีเคลื่อนเข้า มาในประเทศไทยทั้งหมดถึง 188 ลูก ต่างจากพายุที่เคลื่อนเข้าไทยในระดับ พายุโซนร้อนที่มีเพียง 18 ลูกเท่านั้น และมีพายุที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยใน ระดับพายุไต้ฝุ่นเพียงลูกเดียวเท่านั้นในรอบ 74 ปี คือ พายุ “เกย์” ที่เคลื่อน เข้าภาคใต้ของไทยในปี 2532 https://www.thaiwater.net/uploads/contents/current/YearlyRep ort2024/storm.html 59 ปริมาณฝนรายปี - ทังประเทศ เปรียบเทียบข้อมูลสถิติฝนรายปีย้อนหลังในรอบ 40 ปี ช่วงปี 2547-2548 ฝนตกน้อยและเกิดภัยแล้งรุนแรงบริเวณภาคตะวันออกของประเทศไทย ช่วงปี 2552-2553 เกิดฝนตกน้อยอีกครั้ง ส่งผลทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ช่วงปี 2554 ฝนตกมากกว่าปกติค่อนข้างมาก ส่งผลทำให้เกิดมหาอุทกภัยน้ำท่วมในทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะ ภาคเหนือและภาคกลาง ช่วงปี 2557-2558 เกิดฝนตกน้อยผิดปกติ ส่งผลทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ช่วงปี 2560 เกิดฝนตกมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ช่วงปี 2561-2563 ปริมาณฝนลดลงอย่างมากและลดลงต่อเนื่อง ช่วงปี 2564-2565 ฝนตกมากกว่าปกติ ช่วงปี 2566-2567 ปริมาณฝนโดยภาพรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ 60 สภาวะฝนแล้ง ด้วยดัชนีฝนมาตรฐาน (Standardized Precipitation Index : SPI) ภาพรวมทังปี 2567 ประเทศไทยประสบกับสภาวะฝนแล้งอยู่ในเกณฑ์ฝนแล้งรุนแรง (Severe Drought) จนถึงฝนแล้งรุนแรงมาก (Extreme Drought) ในบางพื้นที่ของ จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ขอนแก่น ร้อ ยเอ็ด กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี ระนอง สุราษฎร์ธานี https://www.thaiwater.net/uploads/contents/current /YearlyReport2024/drought.html 61 ความแปรปรวนของปริมาณน้าฝนและน้าที่ไหลเข้าเขื่อน การวิเคราะห์ปริมาณฝนที่ตกกับปริมาณน้าที่ไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ยในช่วง 10 ปี (2557-2566) ประเทศไทยมีฝนตกปีละประมาณ 768,695 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี คิ ด เป็ น ปริ ม าณน้ า ท่ า ประมาณ 214,466 ล้านลูกบาศก์เมตร โดย น้ า ท่ า บางส่ ว นได้ ไ หลลงเขื่ อ น ขนาดใหญ่ เ ฉลี่ ย ปี ล ะประมาณ 39,002 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ประมาณ 5 % ของฝนที่ ต ก เท่านัน https://www.thaiwater.net/uploads/contents/curr ent/YearlyReport2023/dam5.html ปริมาณฝนที่ตกและปริมาณน้าที่ไหลลงเขื่อนมีความแปรปรวน ค่อนข้างสูง ฝนตกไม่สม่้าเสมอ ผิดที่ผิดเวลา ท้าให้ปริมาณน้าที่ ไหลลงเขื่อนขนาดใหญ่ที่เป็นโครงสร้างน้าหลักของประเทศมี ความแปรปรวนสูงตามไปด้วย 62 เหตุการณ์น้าท่วม พืนที่น้าท่วมรายปี ตังแต่ปี 2548-2567 https://www.thaiwater.net/uploads/contents/cur rent/YearlyReport2024/flood_area.html พืนที่ถูกน้าท่วมของปี 2567 กับปีอื่น ๆ ในอดีต ย้อนหลังในรอบ 20 ปี (ตังแต่ปี 2548 – 2566) เห็นได้ว่า ปี 2567 มีพืนที่ถูกน้าท่วมค่อนข้างน้อย โดยน้ อ ยเป็ น อั น ดั บ ที่ 10 รองจากปี 2558 ปี 2563 ปี 2561 ปี 2557 ปี 2559 ปี 2566 ปี 2552 ปี 2562 และปี 2555 63 Highlights สถานการณ์น้าประเทศไทย ปี 2563-2567 พายุเข้าไทย ฝนรายปี 2563 3 ลูก 1,400 มล. 61 % 2 ล้านไร่ 2564 1 ลูก 1,601 มล. 75 % 9.6 ล้านไร่ 2565 1 ลูก 1,848 มล. 80 % 12.8 ล้านไร่ 2566 0 ลูก 1,408 มล. 77 % 4.74 ล้านไร่ 2567 1 ลูก 1,545 มล. 80 % 6.22 ล้านไร่ Ref: คลังข้อมูลน้าแห่งชาติ น้ากักเก็บในเขื่อน พืนที่ถูกน้าท่วม 64 ภัยพิบัติ 20 ปี ท ี ่ ผ ่ า นมาไทยต้ อ ง เผชิญกับความสู ญเสียจาก ‘ภั ย พิ บั ติ ’ ต่ า ง ๆ อย่ า ง ต่อเนื่องจนมีผู ้เสียชีวิตกว่า 10,000 คน และ สร้ า ง ความเสียหายทางเศรษฐกิจ สูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท ‘อุทกภัย’ สร้างความเสียหายมูลค่าสูงกว่าภัยอื่น ความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้าง บ้านเรือน โรงงาน เครื่องจักร ยานพาหนะ เส้นทางคมนาคม Ref: https://www.krungsri.com/th/research/researchintelligence/drought-2024 65 Ref:https://theactive.thaipbs.or.th/data/20years-disaster-loss อุทกภัย VS ภัยแล้ง 1970 to 2024 https://ourworldindata.org/grapher/natural-disasters-bytype?country=Flood~Landslide~Fog~Drought 66 การอนุรักษ์ทรัพยากรน้า 1) การปลูกป่า-โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ต้นน้ำหรือพื้น ที่ภูเขา เพื่อให้ต้นไม้เป็นตัวช่วย เก็บกักน้ำตามธรรมชาติ 2) การพัฒนาแหล่งน้า-โดยการขุดลอกแหล่งน้าให้กว้างและลึกให้ใกล้เคียงของเดิม หรือมากขึ้น รวมถึงการจัดหาแหล่งน้าเพิ่มเติม โดยอาจจะขุดเจาะแหล่งน้ำบาดาล เพิ่มอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น (แผ่นดินทรุด) 3) การสงวนน้ า ไว้ ใ ช้ -มี ก ารวางแผนการใช้ น ้ ำ ให้ ส ามารถใช้ ป ระโยชน์ ไ ด้ ท ั ้ ง ปี โดยเฉพาะฤดูแล้ง เช่น การทำบ่อหรือสระเก็บน้ำ อ่างเก็บน้ำ 4) การใช้น้าอย่างประหยัด 5) การป้องกันการเกิดมลพิษของน้า-อาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือให้มีการบำบัด น้ำทิ้งก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ 6) การน้าน้ากลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ 67 นโยบายมาตรการจัดการน้าของประเทศไทย กฎหมายด้านทรัพยากรน้า พระราชบัญญัติ 1.พระราชบัญญัติทรัพยากรน้า พ.ศ. 2561 2.พระราชบัญญัติน้าบาดาล พ.ศ. 2520 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 3.พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้า 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) https://id.mnre.go.th/th/about/content/2580 68 แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้าของประเทศ (ปี พ.ศ. 2561 – 2580) “ทุกหมู่บ้านมีน้าสะอาดอุปโภค บริโภค น้าเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้า อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริ ห ารจัดการน้ าอย่า งยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่า งสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน” 1) การจัดการน้าอุปโภคบริโภค จัดหาน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภค คลอบคลุมหมู่บ้าน ชุมชน เมือง พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 2) การสร้างความมั่นคงของน้า บริหารความต้องการใช้น้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ จัดหาน้ำต้นทุนรองรับการเจริญเติบโต 3) การจัดการน้าท่วมและอุทกภัย ลดความเสียหายจากอุทกภัย น้ำหลาก ดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน 4) การจัดการคุณภาพน้า คุณภาพน้ำระดับพอใช้ขึ้นไป เพิ่มประสิทธิภาพระบบ บำบัดน้ำเสียและควบคุมความเค็มปากแม่น้ำ 5) การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้า ฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ ป้องกันการสูญเสียหน้าดินและพื้นดินถล่ม 6) การบริหารจัดการ องค์กร กฎหมาย ระบบฐานข้อมูล ติดตาม ประเมินผล ประชาสัมพันธ์ 69 http://www.onwr.go.th/?page_id=4207 ทรัพยากรป่าไม้และความเสื่อมโทรม Ref: googlesearch/ภาพป่าเสื่อมโทรม 70 ป่าเสื่อมโทรม ป่าเสื่อมโทรม คือ เขตพื้นที่ทั้งหมดหรือบางส่วนของป่าที่มีสภาพเป็นป่าร้างเก่า หรือเป็น ทุ่งหญ้า หรือป่าที่ไม่มีไม้มีค่าขึ้ นอยู่เลย หรือป่าที่มีไม้มีค่าที่มีลักษณะ สมบูรณ์เหลืออยู่เป็นส่วนน้อย และป่านั้นยากที่จะกลับฟื้นคืนดีได้ตาม ธรรมชาติ หมายถึ ง พื ้ น ที ่ ป ่ า ในบริ เ วณป่ า สงวนแห่ ง ชาติ ท ั ้ ง หมดหรื อ บางส่ ว น มีไม้มีค่าที่มีลักษณะสมบูรณ์เหลื ออยู่เป็นส่วนน้อย และป่า นั้น ยากที่จะกลับฟื้นคืนได้ตามธรรมชาติ Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ 71 สาเหตุการสูญเสียพืนที่ป่าหรือพืนที่ป่าไม้เสื่อมโทรม 1) การท้าไม้ 2) การเพิ่มจ้านวนประชากร 3) การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลียงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก 4) การก้าหนดแนวเขตพืนที่ป่า 5) ไฟไหม้ป่า 6) การท้าเหมืองแร่ 7) การท้าลายของสัตว์ป่าและสัตว์เลียง 8) การท้าลายของเชือโรคและแมลง 9) ความตระหนักและความร่วมมือของประชาชนต่อการอนุรักษ์ยังมีน้อย Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ 72 1) การท้าไม้ ความต้องการไม้เพื่อกิจการต่างๆ เช่น ➢เพื่อทำอุตสาหกรรมโรงเลื่อย ➢โรงงานกระดาษ ➢สร้างที่อยู่อาศัย ➢การค้า ทำให้ต้นไม้ถูกลอบตัดและตั ดถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งอนุญาตผูกขาดทั้งสัมปทานระยะยาว ขาดระบบ การควบคุมที่ดี โดยไม่ระวังดู แลพื้นที่ป่า ไม่ติดตาม ผลการปลู ก ป่ า ทดแทนตามเงื ่ อ นไขสั ม ปทานว่ า ได้ดูแลรักษาต้นไม้ให้เจริญเติบโตอย่างปลอดภัย Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ Ref: googlesearch/ภาพการทำไม้ 73 2) การเพิ่มจ้านวนประชากร การเพิ่มขึนของประชากรของประเทศ ทำให้ความต้องการจากภาคเกษตรกรรมมากขึ้น ความจำเป็นที่ต้องการขยายพื้ นที่ เพาะปลูกเพิ่มขึ้น พื้นที่ป่าไม้ในเขตภูเขาจึง เป็นเป้าหมายของการขยายพื้นที่ เพื่อการ เพาะปลูก การบุกรุกพื้นที่ป่าอาจกระทำโดยราษฎรสามารถบุกรุกเข้าครอบครอง พื้นที่หลัง การทำไม้ได้อย่างง่ายดาย การเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หรือ เกษตรกร เกษตรกรทำการเกษตรโดยขาดการวางแผนการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเหตุ ให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้น ต้องขายที่ดินแล้วอพยพเข้าป่าลึกไปเรื่อย ๆ หรือการขายที่ดิน ผื น ใหญ่ ในราคาสู ง ขึ ้ น ผิ ด ปกติ ใ ห้ แ ก่ น ั ก ลงทุ น ที ่ ส นองนโยบายการท่ อ งเที ่ ย ว ด้วยการสร้างรีสอร์ต สนามกอล์ฟ ยิ่งเป็นเหตุซ้ำเติมให้พื้นที่ป่าไม้ถกู บุกรุกมากขึ้น Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ 74 3) การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลียงสัตว์เศรษฐกิจ เพื่อการส่งออก ➢ เช่น มันสำปะหลัง ปอ โดยไม่ส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้ง ๆ ที่พื้นที่ป่าบางแห่งไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในการเกษตรกรรม ➢ ทำให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกด้วยการบุกรุกป่าเพิ่มมากขึ้น ➢กรณีของการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งกุลาดาก็เช่นกัน ทาให้พื้นที่ป่าชายเลนถูก บุกรุกและทาลายลงกว่าครึ่งในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ 75 4) การก้าหนดแนวเขตพืนที่ป่า ➢ กระทาไม่ชัดเจนหรือไม่กระทาเลยในหลาย ๆ ป่า ทาให้ราษฎรเกิดความ สับสนทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา บางแห่งเจ้าหน้าที่ในพื ้นที่เองยั ง ไม่สามารถชี้แนวเขตได้ถูกต้อง ➢ ทำให้เกิดการพิพาทในเรื่องที่ดินทำกินและที่ดินป่าไม้อยู่ตลอดเวลา และ มักเกิดการร้องเรียนต่อต้านในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ 76 5) ไฟไหม้ป่า ประเทศไทยมั ก เกิ ด ไฟไหม้ ป ่ า ในฤดู ร ้ อ นเป็ น ประจำทุ ก ปี เพราะในฤดู ร ้ อ น วัชพืชในป่าหรือจากการผลัดใบของต้นไม้ ใบไม้จะแห้งแล้งและติดไฟง่าย ไฟป่าอาจเกิดจากการกระทำของคนหรือจากธรรมชาติ ผลเสียของไฟไหม้ป่าทำลายทรัพยากรป่าไม้ คือ 1) ท้าลายต้นไม้ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ 2) ท้าให้ดินเสื่อมคุณภาพ ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง 3) ท้าให้โรคพืชระบาดกับต้นไม้ได้ง่าย เนื่องจากบางส่วนของ ต้นไม้ถูกท้าลาย โรคเห็ด รา แมลง เจาะไชเป็นไปได้ง่ายขึน 4) ต้นไม้ที่หยุดการเจริญเติบโตชั่วคราวจะถูกต้นไม้อื่นเบียด บังแสงจนท้าให้ ต้นไม้แคระแกร็นไม่มีประโยชน์ 5) ความชืนในดินถูกท้าลาย เนื่องจากพืชคลุมดินถูกท้าลาย พืชขาดแคลนน้า Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ https://www.seub.or.th/document/ 77 6) การท้าเหมืองแร่ แหล่งแร่ที่พบในบริเวณที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่ มีความจำเป็นที่ จะต้อ งเปิด หน้าดินก่อ น จึงทำให้ป่าไม้ที่ขึ้นปกคลุมถูกทำลายลง เหมืองทองอัครา เส้นทางขนย้ายแร่ในบางครั้งต้องทำลาย ป่ า ไม้ ล งเป็ น จำนวนมาก เพื ่ อ สร้ า งถนน หนทาง การระเบิดหน้าดินเพื่อให้ได้มาซึ่ง แร่ธาตุเกิดผลทำลายป่าไม้บริเวณใกล้เคียง โดยไม่รู้ตัว Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ Ref: https://www.bbc.com/thai/thailand-60194064 78 7) การท้าลายของสัตว์ป่าและสัตว์เลียง สัตว์ท้าลายป่าไม้โดย 1) กัดกินใบ กิ่ง รากเหง้าหรือหน่อของพืช 2) การเหยียบย่ำจะทำให้ต้นอ่อนของพืชถู กทำลาย ดินบริเวณโคนต้นไม้ ถูกย่ำจนแน่น โครงสร้างของดินเสียไป ทำให้พืชเจริญเติบโตช้า ความเสียหายในประเทศไทยในข้อนี้มีไม่มากนั ก จะมีอยู่บ้างเล็กน้อยใน บริเวณจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีการเลี้ยงสัตว์เป็นจำนวนมาก Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ 79 8) การท้าลายของเชือโรคและแมลง ต้นไม้ในป่าเป็นจำนวนมากที่ถูกทำลายโดยเชื้อโรคและแมลง จะเกิดการ เหี่ยวเฉาแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต บางชนิดต้องสูญพันธุ์ เช่ น แมลงจำพวก "มอดป่ า " นั บ ว่ า เป็ น ศั ต รู ป ่ า ไม้ ท ี ่ ส ำคั ญ ในเมื อ งไทย ได้ทำลายสวนป่าสักในเขตจังหวัดลำปาง แพร่ สุโขทัย และจังหวัดอื่น ๆ ให้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก (อำนาจ เจริญศิลป์, 2529) Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ 80 9) ความตระหนักและความร่วมมือของประชาชนต่อ การอนุรักษ์ยังมีน้อย ➢มีการลักลอบตัดไม้เพื่อนำไปก่อสร้างบ้า นเรือนหรือใช้สอยอื่น ๆ หรือเพื่อ การเกษตร หรือการเผาพื้นที่ป่าที่มีปรากฏให้เห็นได้เป็นประจำทุกปี ➢การนิยมเครื่องเรือนที่ผลิตมาจากไม้ที่ม ีค่า เช่น ไม้สัก ไม้มะค่า ไม้ชิงชัง ทำให้ผู้ผลิตต้องเร่งแสวงหาไม้เพื่อสนองความต้องการของประชาชนผู้ซื้อ มากขึ้น Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ https://mgronline.com/local/detail/9530000011603 81 ผลกระทบจากป่าเสื่อมโทรม 1) ทรัพยากรดิน การชะล้างพังทลายของดิน ปกติพืชพรรณต่าง ๆ ของต้นไม้ ไม้พุ่ม วัชพืชต่าง ๆ ทุกส่วนของต้นไม้มีบทบาท ❑ ช่วยสกัดกั้นไม่ให้ฝนตกถึงดินโดยตรง ❑ ต้านทานการไหลบ่าของน้ำ ❑ ลดความเร็วของน้ำที่จะพัดพาหน้าดินไป ❑ ส่วนของรากช่วยยึดเหนี่ยวดินไว้ทำให้เกิด ความคงทนต่อการพังทลายมากยิ่งขึ้น หากพื้นที่ว่างเปล่าอัตราการพังทลายของดินจะเกิดรุนแรง การสูญเสียดินจะเพิ่มขึ้น ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ บริเวณพื้นดินที่ไม่มีวัชพืชหรือ ป่าไม้ปกคลุม การพัดพาดิน โดยฝนหรือลมจะเกิดขึ้นได้มาก โดยเฉพาะบริเวณผิวหน้าดิน Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ https://www.ldd.go.th/Web_Soil/PDF/soilerosion.pdf 82 2) ทรัพยากรน้า น้าท่วมในฤดูฝน การกระทำใด ๆ ที่รบกวนดิน เช่น การตัดไม้ทำลายป่า ไฟป่า การชักลากไม้ ทำให้ผิวดินแน่น จำนวนรูพรุนขนาดใหญ่ลดลง การซึมน้ำผ่านผิวดินลดลง ก่อให้เกิดน้ำไหลบ่า หน้าผิวดินเพิ่มมากขึ้นจนระบายน้ำไม่ทัน จะกลายสภาพเป็นอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างได้ไม่มากก็น้อย ความแห้งแล้งในฤดูแล้ง การแผ้วถางทำลายป่าต้นน้ำเป็นบริเวณกว้างทำให้พื้นที่ป่าไม้ไม่ติดต่อกัน เป็นผืนใหญ่ ทำให้เกิดการระเหยของน้ำจากผิวดินสูง แต่การซึมน้ำผ่านผิวดินต่ำ ดินดูดซับและเก็บน้ำ ภายในดินน้อยลง ทำให้น้ำหล่อ เลี้ยงลำธารมีน้อยหรือไม่มี ลำธารจะขอดแห้ง คุณภาพน้าเสื่อมลง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง หรือทำลายพื้นที่ป่า การปนเปื้อนของดินตะกอนที่น้ำพัด พาด้วย การไหลบ่าผ่านผิวหน้าดินส่งผลให้คุณภาพน้ำทางกายภาพ เคมี และชีวภาพด้อยลง Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ 83 3) มนุษย์ การอพยพย้ายถิ่น เนื่องจากพื้นที่ป่าไม้ถูกทำลาย พื้น ดินขาดความอุดมสมบูรณ์หรือ จาก ฝนตกหนักพร้อม ๆ กับการเกิดการพังทลายของดินลงมาจากพื้นที่ป่า ถูกทำลาย พัดพาบ้านเรือนสิ่งของต่าง ๆ และทำลายชีวิตมนุษย์อย่าง เตรียมตัวไม่ทัน การอพยพไปอยู่ถิ่นใหม่ จึงเกิดขึ้น เนื่องจากถิ่ นเก่าไม่ ปลอดภัยต่อการดำรงอยู่ Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ 84 แนวทางการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม ➢ การปลูกป่า ➢ การทำแนวกันไฟและทางตรวจการณ์การป้องกันไฟ ➢ การคัดเลือกชนิดพรรณไม้ปลูก ▪ กล้าไม้ที่ปลูกต้องเป็นพรรณไม้ยืนต้น (Tree) ที่เป็นพรรณไม้ท้องถิ่นที่สามารถ สืบพันธุ์ตามธรรมชาติ (Natural regeneration) ได้ดี ▪ หากเมล็ดเป็นฝักหรือผล สัตว์กินได้ยิ่งเป็นการดี เพราะเมื่อไม้ที่ปลูกโตเต็มวัย จะสามารถแพร่กระจายเมล็ดได้เอง ทำให้พื้นที่ ป่ากลับฟื้นคืนเองตามธรรมชาติ ใกล้เคียงสภาพดั้งเดิมได้ ▪ กำหนดชนิดพรรณไม้ปลูกตั้งแต่ 5 ชนิดขึ้นไป ➢ การกำหนดระยะปลูก ▪ กำหนดให้ปลูกต้นไม้แบบคละกัน ลักษณะไม่เป็นแถวเป็นแนว Ref: http://siripeerawit.blogspot.com/ 85 รายงานสถานการณ์ทรัพยากรป่าไม้ไทย โดย มูลนิธิสืบนาคเสถียร สถิติพืนที่ป่าไม้ของประเทศไทย (พ.ศ. 2516 – 2567) นโยบายป่าไม้แห่งชาติก้าหนดเป้าหมายการมีพืนที่ป่าไม้ให้ได้ร้อยละ 40 ของพืนที่ประเทศไทย Ref Ref: https://www.seub.or.th/document/ 86 สถานการณ์ป่าไม้ประเทศไทย ปี 2567 31.46% ของพื้นที่ประเทศไทย หรือ 101,785,271.58 ไร่ การลดลงของพืนที่ป่าไม้ในทุก ๆ ปี ยังคงสะท้อนถึงการถูกคุกคามทังจาก มนุ ษ ย์ แ ละภั ย ธรรมชาติ รวมทั งระบบการจั ด การ ควบคุ ม และดู แ ล ทรั พ ยากรธรรมชาติ ที่ ส้ า คั ญ ของหน่ ว ยงานที่ เ กี่ ย วข้ อ งที่ ยั ง ไม่ มี ประสิทธิภาพเพียงพอ เช่น ▪ ขาดการประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องแก่ภาคประชาชน ▪ ขาดแคลนบุคลากรที่จ้าเป็นหรือบุคลากรที่มีอยู่ขาดการพัฒนาองค์ความรู้ ▪ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มงวด 87 สถานภาพพืนที่ป่าไม้รายภูมิภาค ปี 2567 ภูมิภาค ร้อยละของพืนที่ภูมิภาค พืนที่ การเปลี่ยนแปลง ภาคกลาง 21.57% 12,274,498.17 เพิ่มขึ้น +11,032.01 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14.89% 15,607,397.46 ลดลง -732.61 ไร่ ภาคตะวันออก 21.84% 4,707,727.11 เพิ่มขึ้น +4,373.59 ไร่ ภาคตะวันตก 58.82% 20,021,357.66 ลดลง -12,448.71 ไร่ ภาคใต้ 24.33% 11,227,655.72 ลดลง -5,224.55 ไร่ ภาคเหนือ 63.19% 37,946,635.46 ลดลง -29,883.91 ไร่ จังหวัดที่ไม่พบพืนที่ป่าไม้ ได้แก่ นนทบุรี และปทุมธานี 88 จังหวัดที่มีพืนที่ป่าไม้เพิ่มขึน ❖ภาคเหนือ พะเยา น่าน แพร่ ❖ภาคกลาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครปฐม ❖ภาคตะวันออก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง ❖ภาคใต้ ชุมพร สตูล ❖ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุร89ินทร์ สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงพืนที่ป่าไม้ สาเหตุของพืนที่ป่าไม้เพิ่มขึน สาเหตุของพืนที่ป่าไม้ลดลง ▪ การขยายตัวของพืนที่ป่าไม้ตามธรรมชาติ ▪ การปลูกป่าเพื่อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ▪ การปลูกป่าเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลาย ของต้นไม้และสิ่งมีชีวิต ▪ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจาก พืนที่ป่าไม้ไปเป็นพืนที่อื่น ๆ เช่น พืนที่เกษตรกรรม พืนที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง ▪ เกิดจากปัญหาไฟป่า Ref:https://www.seub.or.th/bloging/work/2025-85/ 90 แผนที่สภาพพืนที่ป่าไม้ของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2563-2567 2557-2558 2563 2564 2566 Ref: รายงานโครงการจัดท้าข้อมูลสภาพพืนที่ป่า ส่วนส้ารวจและวิเคราะห์ทรัพยากรป่าไม้, กรมป่าไม้ ส้านักจัดการที่ดินป่าไม้ 2565 2567 91 มาตรการจัดการป่าของประเทศไทย กฎหมายที่เกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ❑ ควบคุมการทำไม้หวงห้าม การเก็บหาของป่าหวงห้าม ตราประทับไม้ ❑ ควบคุมการนำไม้และของป่าเคลื่อนที่ ❑ ควบคุมการตั้งโรงงานแปรรูปไม้การแปรรูปไม้ การมีไม้แปรรูปหรือ ไม้ท่อนไว้ในครอบครอง การบุกรุกยึดถือครอบครองป่า รับรองไม้ ถ่านไม้ และสิ่ งประดิษฐ์ เพื่อการค้า หรือส่งออกไป นอกราชอาณาจักร ❑ เพื่อสงวนและรักษาป่าไม้อันเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ❑ รักษาพื้นที่ป่าไม้ เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์สูงสุด โดยห้ามบุคคลใดทำไม้ หรือเก็บหาของป่า ทุกประเภท (ทั้งหวงห้ามและไม่หวงห้าม) ❑ ห้ามบุกรุกหรือยึดครอบครองป่า เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ https://www.forest.go.th/wp-content/uploads/2024/ 92 มาตรการจัดการป่าของประเทศไทย กฎหมายที่เกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 ❑ ขึ้นทะเบียนสวนป่า การรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ ทำสวนป่าในการทำไม้ที่ได้มาจากการ ปลูกสร้างสวนป่า การแปรรูปไม้ในสวนป่าตลอดจนการเก็บหาค้า มีไว้ในครอบครอง หรือนำ เคลื่อนที่ซึ่งของป่าในสวนป่าและการออกใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 ❑ ควบคุมการมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครอง ❑ ป้องกันและปราบปรามการบุกรุก ทำลายป่าตามนโยบายของรัฐ บาล และเพื่อมิให้เ ป็น อุปสรรคต่อการประกอบอาชีพที่ต้องใช้เลื่อยโซ่ยนต์โดยสุจริต พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ❑ เพื่อให้บุคคลและชุมชนได้ประโยชน์จากป่าชุมชน เกิดเจตคติในการดูแลรักษา ❑ เพื่อป้องกันการตัดไม้โดยผิดกฎหมายและการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่า ❑ เพื่อรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพในป่าให้ อยู่ ในสภาพที่สมบูรณ์และคงอยู่เป็นมรดกทางธรรมชาติ ของประเทศ และของมนุษยชาติ สืบไป 93 https://www.forest.go.th/wp-content/uploads/2024/ นโยบายป่าไม้แห่งชาติ National Forest Policy บทบัญญัตินโยบายป่าไม้แห่งชาติจ้านวน 24 ข้อ ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการจัดการป่าไม้ 2) ด้านการใช้ประโยชน์ผลิตผล และการบริการจากป่าไม้และอุตสาหกรรมป่าไม้ 3) ด้านการพัฒนาระบบบริหารและองค์กรเกี่ยวกับการป่าไม้ เป้าหมายในการเพิ่มพืนที่ป่าไม้ให้ได้ร้อยละ 40 ของพืนที่ประเทศ แบ่งเป็น ▪ พืนที่ป่าอนุรักษ์ร้อยละ 25 ▪ พืนที่ป่าเศรษฐกิจและป่าชุมชนร้อยละ 15 https://www.seub.or.th/document/ 94 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) National Strategy (2018-2037) ก้าหนดเป้าหมายการเพิม่ พืนทีส่ ีเขียวทุกประเภทให้ได้ร้อยละ 55 ของพืนที่ประเทศภายในปี พ.ศ.2580 ▪ พืนที่ทีเขียวที่เป็นป่าธรรมชาติร้อยละ 35 ▪ พืนที่สีเขียวเพือ่ การใช้ประโยชน์ร้อยละ 15 ▪ พืนที่สีเขียวในเมืองและชนบทร้อยละ 5 https://www.seub.or.th/document/ 95 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) National 13th Economic and Social Development Plan (2018-2037) ก้าหนดเป้าหมายในการเพิม่ พืนที่ป่าไม้ธรรมชาติให้ได้ร้อยละ 33 พืนที่ป่าเศรษฐกิจเพื่อการใช้ประโยชน์ร้อยละ 12 ของพืนที่ประเทศ ภายในปี พ.ศ. 2570 96 การอนุรักษ์ป่า การอนุรักษ์ป่าโดยการประกาศเป็นพืนที่ป่าอนุรักษ์ หรือพืนที่คุ้มครอง เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า วนอุทยาน เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนรุกขชาติ และสวน พฤกษศาสตร์ มีประสิทธิภาพมากกว่าการประกาศเป็นป่าสงวน เนื่องจากมีกฎหมายและ มาตรการคุ้มครองที่เข้มงวดกว่า รวมถึงการจัดการและควบคุมการใช้ประโยชน์ในพืนที่อย่างมี ประสิทธิภาพมากกว่า 14 มกราคมของทุกปี "วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ" (National forest Conservation Day) วัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความส้าคัญของทรัพยากรป่าไม้ และ ส่ ง เสริ ม การอนุ รั ก ษ์ ป่ า ไม้ ใ ห้ ค งอยู่ เ พื่ อ ประโยชน์ ใ นระยะยาวทั งด้ า นสิ่ ง แวดล้ อ ม เศรษฐกิจ และสังคม 97 ป่าอนุรักษ์ ป่ า อนุ รั ก ษ์ ก้ า หนดไว้ เ พื่ อ การอนุ รั ก ษ์ ท รั พ ยากรธรรมชาติ สิ่ ง แวดล้ อ มและความ หลากหลาย ทางชี ว ภาพ รวมทั งป้ อ งกั น ภั ย ธรรมชาติ ต่ า ง ๆ และรั ก ษาสภาพ ธรรมชาติที่สวยงามหรือมีจุดเด่นเฉพาะตัว ตลอดทังเพื่อประโยชน์ในการศึกษาการ วิ จั ย และนั น ทนาการ หรื อ เขตพื นที่ อื่ น ใดที่ มี คุ ณ ค่ า ทางธรรมชาติ ห รื อ คุ ณ ค่ า อื่ น อันควรแก่การอนุรักษ์หรือรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เช่น อุทยานแห่งชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์สวนรุกขชาติ พื้นที่เตรียมการอุทยานแห่งชาติพื้นที่เตรียมการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่เตรียมการเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ป่าสงวนแห่งชาติที่ควรแก่การอนุรักษ์บางส่วน ป่าชายเลนอนุรักษ์ 98 ปริมาณพืนที่ป่าประเภทต่างๆในประเทศไทย ปี 2550-2567 อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ 99 Forest area 1990 to 2020 https://ourworldindata.org/grapher/share-globalforest?tab=chart&time=earliest..latest&country=BRA~IND~CHN~USA~SWE~IDN~AUS~RUS~THA~CAN 100 ปัญหามลพิษ ปัญหามลพิษ เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ เช่น ดิน น้ำ ป่าไม้ แร่ธาตุ เป็ น ต้ น เพื ่ อ สนองความต้ อ งการของมนุ ษ ย์ ท ี ่ ไ ม่ ม ี ข ี ด จำกั ด จนเกิ น ขีดความสามารถในการรองรับ (Carry capacity) ได้ของทรัพยากรนั้น ๆ จึงส่งผลกระทบก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ (ปัญหาความเสื่อมโทรม ของทรัพยากรและปัญหามลพิษ) ปัญหามลพิษที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ▪ ปัญหามลพิษอากาศ ▪ ปัญหามลพิษน้า ▪ ปัญหาขยะ หมายเหตุ ปัญหาด้านมลพิษต่าง ๆ จะถูกบรรยายรายละเอียดโดยอาจารย์ท่านอื่น ๆ หลังสอบกลางภาค 101 มลพิษอากาศ Ref: googlesearch/ภาพมลพิษอากาศ 102 มลพิษน้า Ref: googlesearch/ภาพมลพิษนา้ 103 มลพิษขยะ "ซิตารัม" ประเทศอินโดนีเซีย แม่น้ำสายหนึ่งที่ ปนเปื้อนมากที่สุดในโลก 104 Ref: googlesearch/ภาพมลพิษขยะ
0
You can add this document to your study collection(s)
Sign in Available only to authorized usersYou can add this document to your saved list
Sign in Available only to authorized users(For complaints, use another form )