บทที่ 1
ความรู้เกี่ยวกับตลาดการเงิน
เราลองจินตนาการย้อนหลังไปสักร้อยกว่าปี ที่ประเทศไทยยังไม่มีธนาคารเลย ถ้าเราต้องการกู้ยืมเงิน
สักก้อนหนึ่ง เราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะหาเงินก้อนนี้มาได้ คำตอบก็คือค่อนข้างยากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้
เลยที่จะมีการกู้ยืมเงินกันเป็นจำนวนมากขนาดนั้นในสมัยนั้น
ปัจจุบันธุรกิจส่วนใหญ่อาศัยเงินทุน ของผู้อื่นมาใช้ในการลงทุนโดยการกู้ยืม ซึ่งสามารถทำได้ง่ายขึ้น
กว่าเมื่อร้อยปีก่อน เพราะผู้ต้องการเงินทุน โดยเฉพาะบริษัท ขนาดใหญ่รู้ว่าจะหาเงินกู้ได้จากไหน และด้วยวิธี
ใด กล่าวคือ ธุรกิจขนาดใหญ่สามารถระดมทุนโดยการขายหลักทรัพย์ทางการเงินของตน เช่น หุ้นกู้ หรือหุ้ น
สามัญ แก่ผู้มีเงินออมในตลาดการเงิน (Financial Market) นั่นเอง
1.1 ระบบการเงินและองค์ประกอบของระบบการเงิน
ระบบการเงิน คือ “ระบบการเงิน เป็นที่รวมของตลาดการเงิน สถานบันการเงิน ตราสารการเงิน
ตลอดจน กฎระเบียบ ข้อบังคับและเทคนิคการซื้อขายตราสารการเงินต่างๆ”(ธนาคารแห่งประเทศไทย)
องค์ประกอบของระบบการเงิน
ระบบการเงิน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่
1. ตลาดการเงิน (Financial Markets)
2. สถาบันการเงิน (Financial Institutions)
3. ตราสารการเงิน (Financial Instruments)
4. กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ในการซื้อขายตราสารการเงิน และ
5. เทคนิคการซื้อขายตราสารการเงินต่างๆ
ภาพที่ 1.1 องค์ประกอบของระบบการเงิน (Financial System)
ระบบการเงิน
(Financial System)
1. ตลาดการเงิน
(Financial Markets)
2. สถาบันการเงิน
(Financial Institutions)
3. ตราสารการเงิน
(Financial Instruments)
4.กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ในการ
ซื้อขายตราสารการเงินต่างๆ
5. เทคนิคการซื้อขายตราสารการเงินต่างๆ
1.2 หน้าที่ของระบบการเงิน (Functions of the Financial System) (Peter S. Rose ,2000)
หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของระบบการเงินคือ การเคลื่อนย้ายเงินทุน (Funds) จากผู้มีเงินเหลือใช้ไปยังผู้ที่
ต้องการใช้เงิน ทั้งนี้เพื่อยังประโยชน์แก่บุคคลกลุ่มต่างๆ ในสังคม เช่น
1. ให้ครัวเรือนสามารถซื้อสินค้าถาวรได้ เช่น บ้าน รถยนต์ ฯลฯ มาใช้ในปัจจุบัน โดยไม่ต้องรอจนกว่าจะ
มีเงินถึงซื้อได้
2. เพื่อให้นักธุรกิจนำเงินไปลงทุนผลิตสินค้าและบริการ
การที่ระบบการเงินสามารถนำเงินออมที่มีอยู่ในสังคมไปปลิอยกู้ได้ มีผลดีคือ
1. ระบบเศรษฐกิจมีความสามารถผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจมีการเจริญเติบโต
2. ผู้กู้สามารถนำเงินไปใช้จ่ายในเวลาที่ต้องการ
3. ทำให้ประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจดีขึ้น สวัสดิการทางเศรษฐกิจของประชาชนดีขึ้น
ระบบการเงินที่ดี นอกจากทำหน้าที่หลักในการระดมเงินออมจากผู้มีเงินออม แล้ว นำไปปล่อยกู้ ระบบ
การเงินยังต้องทำหน้าที่อีก 7 ประการคือ (เพลินพิศ สัตย์สงวน,2554)
1. หน้าที่ในการออม (Saving Function)
2. เป็นคลังสะสมความมั่งคั่ง (Wealth Function)
3. หน้าที่ในการสร้างสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจ (Liquidity Function)
4. ให้บริการชำระเงิน (Payments Function)
5. ให้บริการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Function)
6. ให้บริการสินเชื่อ (Credit Function)
7. เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล (Policy Function)
1.2.1 หน้าที่ในการออม (Saving Function)
การที่ตลาดการเงิน (Financial Markets) และสถาบันการเงิน (Financial Institutions) เป็นส่วน
หนึ่งของระบบการเงิน ดังที่อธิบายไว้ในภาพที่ 1.1 ทำให้ผู้ที่มีเงินเหลือใช้ แต่ไม่มีความสามารถที่จะนำเงินออม
ของตนไปลงทุนให้เกิดประโยชน์งอกเงยขึ้นมา ก็จะนำเงินออมไปฝากไว้ที่สถาบันการเงิน ทำให้ผู้ออมมีรายได้
เพิ ่ ม ขึ ้ น ในรู ป ดอกเบี ้ ย และเงิ น ปั น ผล หลั ก จากนั ้ น ตลาดการเงิ น ก็ จ ะนำเงิ น ออมนั้ นปล่ อ ยกู ้ แ ก่ ผ ู ้ ท ี ่ มี
ความสามารถในการลงทุน เพื่อไปใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ ทำให้สังคมมีสินค้าและบริการใช้มากขึ้น มี
การเพิ่มการจ้างงาน ประชาชนมีการกินดีอยู่ดีขึ้น ยังผลให้มาตรฐานการครองชีพของประชาชนสูงขึ้น
1.2.2 หน้าที่ในการเป็นคลังสะสมความมั่งคั่ง (Wealth Function)
ระบบการเงินช่วยให้ผ ู้มีเงิน ออมสะสมความมั่งคั่งในรูปแบบตราสารการเงินประเภทต่างๆ เช่น
พันธบัตร หุ้น บัญชีเงินฝาก ฯลฯ และเมื่อผู้มีเงินออมต้องการใช้เงิน ก็สามารถขายสินทรัพย์การเงินเหล่านั้น
1.2.3 หน้าที่ในการสร้างสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจ (Liquidity Function)
เมื่อประชาชนสะสมความมั่งคั่งในรูปตราสารการเงิน เมื่อผู้ออมขาดสภาพคล่อง ต้องการใช้เงินสด
ตลาดการเงินจะมีกลไกเปลี่ยนสินทรัพย์เหล่านั้นให้เป็นเงินสด ด้วยต้นทุนต่ำและขาดทุนน้อย เท่ากับว่าระบบ
การเงินให้บริการสภาพคล่องแก่ผู้ออม
ในปัจจุบัน เงินส่วนใหญ่ได้แก่เงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ ผู้ถือเงินออมในรูปเงินฝากดังกล่าวนับว่ามี
สภาพคล่องสูงสุด เพราะสามารถใช้เงินนั้นซื้อสินค้าและบริการได้ทันที แต่การถือเงินออมในรูปเงินฝากที่
ธนาคาร มีข้อเสียคือ ให้ผลตอบแทนต่ ำ ดังนั้นผู้ออมจึงอยากถือเงินออมไว้ในรูปตราสารการเงินต่างๆ ที่ให้
ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ข้อเสียของการถือตราสารการเงินต่างๆ คือ มีความเสี่ยงสูงกว่าเงินออม และในบางครั้ง
เมื่อต้องการใช้เงินก็นำออกขายได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากตราสารการเงินบางตัวไม่มีสภาพคล่อง
1.2.4 ให้บริการชำระเงิน (Payments Function)
ระบบการเงินโดยผ่านสถานบันการเงินและธนาคารกลางได้สร้างกลไกสำหรับการชำระเงินเพื่อซื้อ
สินค้าบริการและการชำระหนี้ ทำให้การซื้อสินค้าและบริการเป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เช่น บริการ
ถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มได้ การใช้โมบายแบงค์กิ้งตลอดเวลา
1.2.5 ให้บริการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Function)
ตลาดการเงิน จะให้บ ริการปกป้องความเสี่ยงประเภทต่างๆ แก่นักธุรกิจ ประชาชนและรัฐ บาล
ตัวอย่างของความเสี่ยงเหล่านี้ ได้แก่ ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต โดยบริษัทประกันชีวิตจะขายกรมธรรม์ประกัน
ชีวิต เมื่อผู้ซื้อประกันชีวิตเกิด เสียชีวิต ผู้ได้รับมรดกก็จะได้รับเงินก้อน บริษัทประกันวินาศภัยจะขายประกัน
ต่างๆ ทำให้ผู้ที่ประสบอัคคีภัย ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ ฯลฯ สามารถปกป้องความเสี่ยงเหล่านี้ได้ โดยการซื้อ
กรมธรรม์ประกันภัย
1.2.6 ให้บริการสินเชื่อ (Credit Function)
หน้าที่ของระบบการเงิน คือการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากผู้มีเงินเหลือใช้ไปยังผู้ที่ต้องการใช้เงิน ทั้งนี้เพื่อ
ประโยชน์แก่บุคคลกลุ่มต่างๆ ในสังคม การที่ระบบการเงินทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อจะเป็นประโยชน์ แก่ผู้บริโภค
ในแง่ที่ว่าผู้บริโภคไม่ต้องคอยจนกว่าจะมีเงินจึงจะซื้อสินค้าและบริการมาใช้ได้ ผู้บริโภคไม่ต้องคอย 30 ปีจึงจะ
ซื้อบ้านได้ หรือต้องทำงาน 10 ปี จึงจะมีเงินซื้อรถยนต์ได้ การปล่อยสินเชื่อของระบบการเงินทำให้ผู้บริโภค
ได้รับอรรถประโยชน์จากการใช้สินค้าและบริการต่างๆ เหล่านั้นทั้ง ๆ ที่ตนยังไม่มีเงิน
1.2.7 เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล (Policy Function)
ระบบการเงินเป็นช่องทางที่สำคัญซึ่งจะถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สังคมต้องการ ได้แก่ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพของราคา
ส ิ น ค ้ า ใ ห ้ ม ี ก า ร จ ้ า ง ง า น ส ู ง แ ล ะ ใ ห ้ ม ี อ ั ต ร า ก า ร เ จ ร ิ ญ เ ต ิ ม โ ต ท า ง เ ศ ร ษ ฐ ก ิ จ ท ี ่ ย ั ่ ง ยื น
สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ธนาคารกลางจะเป็นผู้เข้ามาใช้นโยบายต่างๆ นโยบาย อัตราดอกเบี้ย
นโยบายสินเชื่อโดยผ่านสถานบันการเงิน เช่ น ประเทศไทยสามารถผลักดันนโยบายของรัฐบาลผ่านสถาบัน
การเงินที่เป็นของรัฐบาลได้ ตัวอย่างที่ชัดเจน ได้แก่ การผลักดันนโยบายประชานิยมต่างๆ เช่น โครงการ
กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารประชาชน เป็นต้น
1.3 ตลาดการเงิน (Financial Market)
ตลาดการเงิน (Financial Market) เป็นแหล่งที่มีการกู้ยืมเงินระหว่างผู้ที่มีเงินเหลือใช้ (Surplus
units) กับผู้ที่ขาดแคลนเงินทุน (Deficit units) ผู้มีเงินเหลือใช้จะไม่ถึงเงินไว้เฉยๆ แต่จะนำเงินออมนั้นไปไว้ที่
ตลาดการเงิน ส่วนผู้ขาดแคลนเงินทุ นหรือผู้กู้ก็จะเข้ามาในตลาดการเงินเพื่อนำเงินทุนมีออกไปใช้ โดยผู้กู้นั่น
จะชำระดอกเบี ้ ย และเงิ น ต้ น โดยใช้ ห ลั ก ฐานในการกู ้ ย ื ม เงิ น ได้ แ ก่ ตราสารทางการเงิ น (financial
instruments)
1.3.1 กลุม่ บุคคลในตลาดการเงิน (Financial Markets)
สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม
1. ภาคครัวเรือน (Households)
2. ภาคธุรกิจ (Business Firms)
3. ภาครัฐบาล (Government) และ
4. ภาคต่างประเทศ (Foreign Sector)
ครัวเรือน ได้แก่ บุคคลที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ได้แก่ แรงงาน ที่ดิน สินค้าทุน ครัวเรือนจะขาย
ปัจจัยการผลิตในตลาดปัจจัยการผลิต และได้รับผลตอบแทนในรูปค่าจ้าง ค่าเช่า ดอกเบี้ย ซึ่งทั้งหมดนี้รวม
เรียกว่ารายได้ เมื่อครัวเรือนได้รับรายได้มาก็ต้องทำการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการอุปโภค บริโภค
ภาคธุรกิจ ธุรกิจใดที่มีรายได้จากการผลิต จากการจำหน่ายสินค้า มากกว่าต้นทุนการผลิต ก็จะมีกำไร
เมือ่ มีกำไร ธุรกิจก็จะแบ่งปันส่วนหนึ่งของกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้น กำไรที่เหลือจากเงินปันผลนั้นหรือที่เรียกว่า กำไร
ที่ไม่ได้จัดสรร ซึ่งถือว่าเป็นเงินออมของบริษัท เงินก้อนนี้จะคงอยู่กับบริษัท ซึ่งบริษัทจะนำไปเพิ่มทุนหรือนำไป
หาผลประโยชน์ โดยการให้กู้ในตลาดการเงินก็ได้
ภาครัฐบาล ดูได้ที่ส่วนต่างระหว่างรายรับกลับมาจ่ายของรัฐบาล หรือที่เรียกว่างบประมาณของ
รัฐบาล ปีใดรัฐบาลมีรายรับมากกว่ารายจ่าย แสดงว่ามีงบประมาณเกินดุล ซึ่งถือว่าเป็นเงินออมของรัฐบาล ซึ่ง
รัฐบาลสามารถนำไปปล่อยกู้ในตลาดการเงินได้
ประเทศไทยสามารถนำเงินออมของชาวต่างชาติเข้ามาใช้ได้ โดยการกู้ยืมจากต่างประเทศ
1.4 หน้าที่และโครงสร้างของตลาดการเงิน
1.4.1 หน้าที่ของระบบการเงิน
จากภาพที่ 1.2 แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้ให้กู้” ได้แก่ ผู้ออมหรือผู้มีเงินเหลือใช้ แทนที่จะถือ
เงินไว้เฉยๆ ก็จะนำเงินไปไว้ในตลาดการเงิน “ผู้กู้” ได้แก่ ผู้ต้องการเงินทุน จะเข้าไปกู้ในตลาดการเงินโดย
ตลาดการเงินจะทำหน้าที่ การระดมเงินออมจากผู้ออม (Savers) ซึ่งไม่มีความสามารถหรือไม่มีโอกาสใน
การลงทุน แล้วส่งเงินออมนั้นไปยังผู้ที่ต้องการใช้เงินทุน ซึ่งก็คือผู้กู้ (Borrowers) นั่นเอง
ภาพที่ 1.2 แสดงให้เห็นถึงบทบาทของระบบการเงิน ที่ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายเงินออมที่มีอยู่ไปในสังคม
ไปยังผู้ที่ต้องการใช้เงินออมนั้น ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือน รัฐบาลหรือนักธุรกิจก็ตาม การมีระบบการเงินทำให้เงิน
ออมที่มีอยู่ในสังคม ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ การนำเงินออมไปให้นักธุรกิจกู้ ทำให้นักธุรกิจนำไปลงทุน ซื้อ
สินค้าทุน เครื่องจักร วัตถุดิบ ตลอดจนมีการสร้างงานและในที่สุดก็ผลิตสินค้าและบริการขึ้นมาขายในระบบ
เศรษฐกิจ
ภาพที่ 1.2 หน้าที่ของระบบการเงิน (Frederic S. Mishkin, and Stanley G. Eakins ,1998)
การกูย้ มื ทางอ้อม
(Indirect Finance)
เงินออม (฿)
เงินออม (฿)
ตัวกลางทางการเงิน
(Financial Intermediaries)
เงินออม (฿)
ผูอ้ อมหรือผูใ้ ห้กู้
(Surplus Units)
1.
2.
3.
4.
ครัวเรือน
ธุรกิจ
รัฐบาล
ชาวต่างประเทศ
ตลาดการเงิน
(Financial Markets)
การกูย้ มื ทางตรง (Direct Finance)
ผูล้ งทุนหรือผูก้ ู้
(Deficit Units)
1.
2.
3.
4.
ครัวเรือน
ธุรกิจ
รัฐบาล
ชาวต่างประเทศ
ส่วนรัฐบาลสามารถกู้เงินจากตลาดการเงินเพื่อนำไปสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ทำให้ประชาชนมีถนน
หนทางใช้ มีโรงพยาบาล มีไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนดำรงชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายขึ้น สำหรับ
ครัวเรือนสามารถนำเงินกู้ไปซื้อบ้าน รถยนต์ สินค้าคงทนถาวร แม้กระทั่งเป็นทุนการศึกษา เป็นต้น ซึ่งจะทำให้
มาตรฐานในการดำรงชีวิตของตนดีขึ้น
การกู้ยืมในระบบการเงิน (เพลินพิศ สัตย์สงวน,2554)
ระบบการเงิ น จะเคลื ่ อ นย้ า ยเงิ น ออมที ่ ม ี อ ยู ่ใ นระบบเศรษฐกิ จไปยั ง ผู ้ ท ี ่ต ้ อ งการใช้ เ งิน อย่ างมี
ประสิทธิภาพ ผ่านช่องทางใหญ่ๆ ได้ 2 ช่องทาง คือ
1. เดินผ่านตลาดการเงิน (Financial Markets) หรือการกู้ยืมโดยตรง (Direct Finance) โดยที่ผู้
กู้ (Borrowers) สามารถกู้เงินจากผู้มีเงินออมได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านสถาบันการเงิน นั่นคือเงินออมจะ
เคลื่อนย้ายจากผู้ออม (กรอบสี่เหลี่ยมด้านซ้ายมือ) ไปสู่ผู้กู้โดยตรง ผู้กตู้ ้องออกหลักฐานแสดงว่าเป็นลูกหนี้และ
ยินดีจะชำระหนี้ตลอดจนดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้ (ผู้ออม) ในอนาคต หลักฐานดังกล่าวส่วนใหญ่ได้แก่ ตราสาร
ทางการเงินหรือเครื่องมือทางการเงิน (Financial Instruments) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกู้ยืมเงินในตลาด
การเงินนั่นเอง ดังภาพ 1.3
ผู้ที่สามารถกู้ยืมเงินโดยตรง (Direct Finance) ในตลาดการเงิน ส่วนมากมักจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มี
ชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก มีเครดิตดี เวลาธุรกิจเหล่านี้ต้องการใช้เงินทุน แทนที่จะไปกู้จากธนาคา ร ซึ่งต้องจ่าย
ดอกเบี้ยแพงกว่า ธุรกิจเหล่านี้จะขายตราสารการเงิน (Financial Instrument) เช่น หุ้น หุ้นกู้ (Debentures)
ในตลาดการเงิน ให้แก่ผู้ที่มีเงินออม (Suppliers of Funds) น่าจะจ่ายชำระหนี้เงินกู้จากรายได้ในอนาคตของ
ตน
ภาพที่ 1.3 การกูย้ มื โดยตรง (Direct Finance)
ผูอ้ อมหรือผูใ้ ห้กู้
เงินออม (฿)
เงินออม (฿)
ตราสารการเงิน
ตลาดการเงิน
(Financial Markets) ตราสารการเงิน
ผูก้ ู้
การกู้ยืมโดยตรง (Direct Finance) อาจเกิดความเสียหายแก่ทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ ผู้กู้อาจเกิดความเสี่ยง
เนื่องจากอาจระดมทุนไม่ได้ตามจำนวนที่ต้องการ ดังเช่น บริษัท ก. ต้องการกู้โดยตรงเป็นวงเงิน 100 ล้านบาท
โดยออกหุ้นกู้ของบริษัทตนขายในตลาดการเงิน แต่อาจมีผู้ซื้อเพียง 50 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อไม่ ให้เกิดความ
เสี ่ ย งดั ง กล่า ว ผู ้ กู้ จ ะไปว่ า จ้ า งวาณิ ช ธนกิ จ (Investment Bank) ให้ ท ำหน้ า ที ่ เป็ นที ่ ปรึก ษาทางการเงิน
(Financial Advisor) และเป็นผู้ค้ำประกันการขาย (Underwriters)
ส่วนผู้ให้กู้โดยตรงอาจมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยคืน ด้วยเหตุนี้ ผู้ใ ห้กู้โดยตรงต้องมี
ข้อมูลของบริษัทที่ตนจะซื้อตราสารการเงิน ต้องเลือกซื้อตราสารการเงินของบริษัทที่มีธุรกิจมั่นคง ผู้บริหาร
เป็นมืออาชีพ มีความซื่อสัตย์และมีความโปร่งใสในการบริหารงานหรือที่เรียกว่าบรรษัทภิบาล (Corporate
Governance)
นอกจากนั้นแล้ว คณะกรรมการกำกั บหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ กลต. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่
กำกับดูแลตลาดการเงิน ได้กำหนดไว้ว่าผู้ที่จะออกขายตราสารการเงินในตลาดการเงินจะต้องได้รับการจัด
อันดับเครดิต (Credit Rating) ก่อนที่จะเสนอขายต่อสาธารณะชน ดังนั้นผู้ให้กู้หรือผู้ซื้อตราสารการเงิน
สามารถใช้ข้อมูลจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสาร เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าควรซื้อตราสาร
การเงินของบริษัทนั้นๆ หรือไม่
2. โดยผ่านตัวกลางทางการเงินหรือการกู้ยืมทางอ้อม (Indirect Finance) เป็นการกู้ยืมโดยผ่าน
ตัวกลางทางการเงิน เช่น ธนาคาร โดยตัวกลางทางการเงินต้องไประดมเงินออมจากบุคคลต่างๆ แล้วนำมาไว้ที่
สถาบันการเงินของตนเสียก่อน ต่อจากนั้นจึงทำการปล่อยกู้
กู้เงินทางอ้อม ผู้กู้ไม่มีทางทราบได้เลยว่า เงินที่ตนกู้ไปจากธนาคารนั้นเป็นเงินของใคร ผู้กู้ต้องมี
หลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ ต้องทำสัญญาเงินกู้กับธนาคาร ที่ระบุการจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นไว้อย่างชัดเจน ดัง
ปรากฏในภาพที่ 1.4
ภาพที่ 1.4 การกูย้ มื ทางอ้อม (Indirect Finance)
ฝากเงิน (฿)
ผูอ้ อมหรือผูใ้ ห้กู้
หลักฐานการฝากเงิน
ให้กู้ (฿)
ธนาคาร
สัญญาเงินกู้
ผูล้ งทุนหรือผูก้ ู้
จากภาพที่ 1.4 สี่เหลี่ยมแรกด้านซ้ายมือ จะเห็นว่าผู้ออมนำเงินไปฝากที่สถาบันการเงินเป็นเบื้องต้น
ต่อมาเมื่อธนาคารได้รับเงินฝากแล้ว จึงนำไปปล่อยกู้ ดังปรากฏในสี่เหลี่ยมขวามือสุดของภาพที่ 1.4
ส่วนผู้ออม ที่นำเงินไปฝากไว้ที่ธนาคารแล้ว จะได้รับหลักฐานการฝากเงิน เช่น สมุดออมทรัพย์ สมุดเงินฝาก
ประจำหรือแม้กระทั่งสมุดเช็ค
1.4.2 ความสำคัญของระบบการเงิน
ถ้าปราศจากซึ่งตลาดการเงิน (Financial Market) เงินออมที่มีอยู่ในสังคม จะถูกทิ้งไว้เฉยๆ ไม่
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ผู้ที่ต้องการเงินทุน ต้องเสียต้นทุนสูงเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทุน นั่นคือ ต้อง
เสียเวลานานกว่าจะหาผู้ให้กู้ได้ นอกจากนั้นยังต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยแพง การที่ระบบเศรษฐกิจขาดแคลน
เงินทุนจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ความสำคัญของตลาดการเงินต่อระบบเศรษฐกิจ เริ่มต้นด้วยตลาดการเงินจะระดมเงินทุนเข้าสู่ตลาด
หลังจากนั้นก็จะปล่อยกู้แก่ผู้ต้องการเงินทุน เพื่อนำไปผลิตสินค้าและบริการ เมื่อผู้ลงทุนได้รับเงินทุนจากตลาด
การเงิน ก็จะนำเงินทุนไปซื้อวัตถุดิบ ซื้อเครื่องจักร แล้วว่าจ้างแรงงาน ฯลฯ และผลิตสินค้าและบริการออกมา
ขายในที่สุด และเมื่อขายสินค้าและบริการได้แล้ว ก็จะได้เงินต้นคืนบวกผลกำไร ก็จะนำกลับเข้าไปในตลาด
การเงินอีกครั้ง ด้วยการทำงานของตลาดการเงิน ทำให้มีการผลิต มีการจ้างงาน ผู้คนมีรายได้สำหรับจับจ่ายใช้
สอย มีการกินดีอยู่ดี รัฐบาลก็สามารถเก็บภาษีได้ ในที่สุดเศรษฐกิจก็เจริญเติบโต
1.4.3 โครงสร้างของตลาดการเงิน (Structure of Financial Markets) (เพลินพิศ สัตย์สงวน
,2554)
โครงสร้างของตลาดการเงิน ของประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็นสองตลาดใหญ่ๆ คือ ตลาดการเงิน
ในระบบ (Organized Financial Markets) และหลักการเงินนอกระบบ (Unorganized Financial Markets)
ตลาดการเงิ น ในระบบ (Organized Financial Markets) เป็ น ตลาดวิ ธ ี ก ารกู ้ ย ื ม เงิ น มี ก ฎหมาย
ระเบียบ ข้อบังคับ และกฎเกณฑ์ของทางการ ใช้ควบคุมพฤติกรรมการกู้ยืมในตลาดนี้ เช่น มีพระราชบัญญัติ
ธนาคารแห่งประเทศไทย มีพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ มีพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาด
หลักทรัพย์ เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดนี้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านั้นอย่างเคร่งครัด ไม่สามารถ
ทำตามอำเภอใจได้ ต้องปฏิบัติตามกฎ กติกาที่ทางการกำหนดไว้ ถ้าไม่ปฏิบั ติตามกฎหมาย ก็จะมีบทลงโทษ
ทั้งจำทั้งปรับ
ตลาดการเงินนอกระบบ (Unorganized Financial Markets) หมายถึงผู้ให้กู้ทั่วไปที่ไม่ใช่ธนาคาร
และสถาบันการเงินในระบบ ปกติจะเป็นการกู้ยืมระหว่างบุคคลต่างๆ รู้จักกัน เช่น เพื่อนฝูง เครือญาติ ซึ่งไม่มี
หน่วยงานของรัฐมากำกับดู แล ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายจำกัดอัตราดอกเบี้ยของการกู้ยืมนอกระบบก็ตาม แต่ก็
ขาดระเบียบ ข้อบังคับของทางการควบคุมดูแล
การกู้ยืมเงินนอกระบบจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวในการกู้ยืมเงินและจะใช้การควบคุมทางสังคม
(Social Controls) ในการเรีย กชำระหนี ้ ตลาดการเงิ นนอกระบบโดยเฉพาะตลาดสิน เชื ่ อนอกระบบ มี
ความสำคัญต่อผู้ที่มีรายได้น้อย ผู้ไม่มีหลักทรัพย์ที่จะไปกู้ยืมในตลาดการเงินในระบบ การกู้เงินในตลาดนี้อาจ
เป็นการกู้จากนายทุนเงินกู้ ได้แก่ พ่อค้าพืชผลตามต่างจังหวัด บริษัทเงินทุนเถื่อน จากญาติและจากเพื่อนฝูง
อัตราดอกเบี้ยในตลาดนี้จะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินในระบบ เนื่องจากต้นทุนในการปล่อยกู้สูง
ส่วนการเก็บดอกเบี้ย จะเก็บกันบ่อยครั้งกว่าตลาดการเงินในระบบ เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ เป็นต้น การบิดพลิ้ว
ไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยหรือการเบี้ยวหนี้นั้น ผู้กู้จะได้รับโทษรุนแรงจากนายทุนเงิ นกู้ ผู้ปล่อยเงินกู้นอก
ระบบต้องหาวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้รับเงินกู้คืน เช่น การประทุษร้ายร่างกายแก่ผู้ที่บิดพลิ้ว ไม่ชำระดอกเบี้ย
และเงินตันตามกำหนด เป็นต้น
1.4.4 ประเภทของตลาดการเงิน
ตลาดการเงินสามารถจำแนกเป็นประเภทต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่กำหนด ดังปรากฏในตาราง
ต่อไปนี้
ตารางที่ 1.1 การจำแนกประเภทของตลาดการเงินตามเกณฑ์ต่างๆ
เกณที่กำหนดไว้
การจำแนกประเภทของตลาดการเงิน
แบ่งตามระยะเวลาหรืออายุตราสารทาง 1. ตลาดเงิน (Money Market) เป็นตลาดที่ทำการซื้อ ขาย
การเงิน
ตราสารทางการเงินหรือกู้ยืมเงินระยะสั้นที่มีระยะเวลาไม่
เกิน 1 ปี
2. ตลาดทุน (Capital Market) เป็นตลาดที่ทำการซื้ อขาย
ตราสารทางการเงินหรือกู้ยืมเงินระยะยาว ที่มีระยะเวลา
เกินกว่า 1 ปีขึ้นไป
แบ่งตามลักษณะการเปลี่ย นมือของตรา 1. ตลาดแรก (Primary Market) เป็นตลาดที่ออกตราสาร
สารทางการเงิน
ทางการเงินของตนออกขายให้แก่ผู้ลงทุน เป็นครั้งแรก ซึ่ง
อาจเรียกได้ อี ก อย่า งหนึ่ งว่า “ตลาดผู้ออกหลั ก ทรั พ ย์
(Issuing Market)”
2. ตลาดรอง (Secondary Market) เป็นตลาดที่ทำหน้าที่ซื้อ
ขายตราสารทางการเงินที่ยังไม่ครบกำหนดไถ่ถอนซึ่งเป็น
ทรัพย์ที่เคยออกขายกันในครั้งแรกมาแล้ว โดยนำมาซื้อ
ขายกันในระหว่างผู้ลงทุนด้วยกัน ซึ่งอาจเรียกได้อีกอย่าง
หนึ่งว่า “ตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ (Trading Market)”
แบ่ ง ตามเวลาการส่ ง มอบสิ น ค้ า หรื อ 1. ตลาดทันที (Spot Market) เป็นตลาดที่ผู้ซื้อและผู ้ข าย
สินทรัพย์ทางการเงิน
สิ น ค้ า หรื อ สิ น ทรั พ ย์ ท างการเงิ น ตกลงซื ้ อ ขายกั น ใน
เกณที่กำหนดไว้
การจำแนกประเภทของตลาดการเงิน
ปัจจุบัน และมีการส่งมอบและจ่ายเงินกันทันทีหรือไม่เกิน
2 วันทำการ
2. ตลาดล่วงหน้าหรือตลาดอนุพันธ์ (Derivatives Market)
เป็นตลาดที่ผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าหรือสินทรัพย์ทางการเงิน
ตกลงราคาซื้อขายกันในปัจจุบันแต่จะมีการส่งมอบหรือ
จ่ายเงินกันในอนาคต (ตามที่ระบุไว้ในสัญญา) ซึ่งจะเกิด
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าขึ้น
แบ่งตามประเภทของตราสารทางการเงิน 1. ตลาดตราสารหนี้ (Debt Instrument Market) เป็นตลาด
หรือลักษณะของสิทธิเรียกร้อง
ที่ทำการซื้อขายตราสารทางการเงินประเภทตราสารหนี้
โดยผู้ซื้อตราสารหนี้จะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ ซึ่งมีสิทธิ
เหนือผู้ซื้อตราสารทุนในการเรียกร้องให้ชำระได้ก่อน
2. ตลาดตราสารทุ น (Equity Instrument Market) เป็ น
ตลาดที่ทำการซื้อขายตราสารทางการเงินประเภทตราสาร
ทุน โดยผู้ซื้อตราสารทุนจะมีส ถานะเป็นเจ้าของในกิจการ
ของผู้ออกตราสารทุนนั้น
1.4.5 ตลาดการเงินในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย ได้มีการแบ่งตลาดการเงิน ออกเป็น 3 ตลาดคือ 1) ตลาดเงิน 2) ตลาดทุน 3)
ตลาดอนุพัน ธ์ โดยในตลาดทุน และตลาดอนุพันธ์ ได้มีการจัดตั้งตลาดรองหรือตลาดซื้อขายหลักทรัพย์
(Trading Market) ขึ้น โดยแบ่งตามประเภทของตราสารทางการเงิน สรุปได้ดังภาพต่อไปนี้ (อัจฉรา ชีวะ
ตระกูลกิจ,2565)
ตลาดการเงิน
ตลาดเงิน
ตลาดทุน
ตลาด
ตราสารหนี้
(BEX)
ตลาด
ตราสารทุน
(SET, mai)
ตลาดอนุพนั ธ์
ตลาด
ล่วงหน้า
สินค้าเกษตร
(AFET)1
ตลาดล่วงหน้า
นอกจากสินค้า
เกษตร
(TFEX)
ภาพที่ การแบ่งตลาดการเงิ นในประเทศไทย
1 ตลาดการเงิน (Money Market) เกิดขึ้นจากการที่ผู้มีเงินออมหรือผู้ลงทุน มีความประสงค์ที่จะ
นำเงินออมที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่ชั่วคราวไปลงทุนในตราสารทางการเงิน (หลักทรัพย์) ที่มีสภาพคล่องสูง
(Liquid Asset) ซึ่งออกโดยผู้ที่ต้องการเงินทุนระยะสั้นเป็นการชั่วคราว ตลาดเงินจึงนำทั้งสองกลุ่มมาพบกัน
เพื่อให้การกู้ยืมเงินระยะสั้นเกิดขึ้นได้ ตลาดเงินดังกล่าวไม่มีสถานที่หรือสถาบันจัดตั้งขึ้นไว้โดยเฉพาะ ส่วนมาก
การกู้ยืมจะดำเนินการผ่านข่ายงานของสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ
วิธีการคือผู้มีเงินออมซึ่งต้องการจะซื้อตราสารทางการเงินระยะสั้น บอกธนาคารพาณิชย์ให้ช่วยจั ดซื้อให้ โดย
วิธีดังกล่าวจึงอาจกล่าวได้ว่าตลาดเงินมีกระจายอยู่ทั่วไป
สำหรับคุณลักษณะพิเศษที่เหมือนกันของตราสารหรือหลักทรัพย์ที่ซื้อขายกันในตลาดเงิน ก็คือ มี
สภาพคล่องสู ง (Liquidity) และผลตอบแทนที่ ต่ ำ กว่ าตราสารในตลาดทุน นอกจากนี ้ห ากเปรีย บเที ย บ
ผลตอบแทนของตราสารที่แตกต่างกันในตลาดเงิน ก็จะพบว่าแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของตรา
สารแต่ละชนิด ตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำก็จะให้ผลตอบแทนต่ำ ขณะที่ตราสารที่มีความเสี่ยงสูงกว่าก็จะให้
ผลตอบแทนสูงกว่า
ตัวอย่างของตราสารทางการเงินซึ่งใช้เป็นเครื่องมือหลักเพื่อการกู้ยืมเงินระยะสั้นในตลาด เช่น ตั๋วเงิน
คลัง (Treasury Bills) ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารรับรอง (Banker’s Acceptance) ตราสารพาณิชย์หรือเอกสาร
การค้า (Commercial Paper) ใบรับฝากเงินที่เปลี่ยนมือได้ (Negotiable Certificate of Deposit: NCD)
2 ตลาดทุน (Capital Market) เกิดจากผู้ที่ต้องการเงินทุนระยะยาวทำการออกตราสารทางการเงิน
(หลักทรัพย์) จำหน่ายให้กับผู้มีเงินออมที่ประสงค์จะนำเงินมาลงทุนระยะยาว ผู้ออกตราสารทางการเงินอาจ
เป็นได้ทั้งธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการเงิน การระดมเงินทุนระยะยาวที่กล่าวถึงนี้มีบทบาทสำคัญ
ต่อการเจริญเติบโตและความอยู่รอดของภาคธุรกิจ เพราะเป็นเงินทุนก้อนใหญ่ที่สามารถจะนำไปลงทุนเพื่อ
ขยายงาน เช่น การซื้อที่ดินสร้างอาคารโรงงาน ซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์เพื่อใช้ในการผลิตและการทำ โครงการ
ต่างๆ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจมีผลตอบแทนที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนจะมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด
ในประเทศไทยมีการจัดตั้งตลาดทุนที่เป็นตลาดรองไว้รับรองการซื้อขาย หรือเปลี่ยนมือในตราสารทาง
การเงินระยะยาวขึ้นด้วย เพื่อให้ผู้ลงทุนที่ต้องการขายตราสารทางการเงินดังกล่าวสามารถทำได้ง่าย โดยไม่
ต้องถือจนครบอายุไถ่ถอนก็ได้ ช่วยทำให้ผู้ลงทุนในตลาดแรกมีความมั่นใจว่าตราสารที่ถืออยู่มีตลาดรองรับการ
เปลี่ยนเป็นเงินสดในยามที่ต้องการเงินได้ เดินตลาดที่เป็นศูนย์กลางของการซื้อขายตราสารระยะยาวประเภท
ตราสารหนี้ ก็คือตลาดตราสารหนี้ (Market for Alternative Investment: mai) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
2.1 ตลาดตราสารหนี ้ หรื อ BEX เปิ ด ให้ บ ริ ก ารการซื ้ อ ขายแก่ น ั ก ลงทุ น ทั ่ ว ไปตั ้ ง แต่ ว ั น ที ่ 26
พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายในการดำเนินการตลาดรองตราสารหนี้ที่สมบูรณ์แบบของ
ประเทศไทย เครื่องสามารถให้บริการครอบคลุมผู้ลงทุนและผู้ค้าตราสารหนี้ทั้งหมด ซึ่งตราสารหนี้ที่นิยมซื้อ
ขายกันในตลาดตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และตราสารหนี้ภาคเอกชน(หุ้นกู้)
2.2 ตลาดตราสารทุน นักลงทุนสามารถซื้อขายตราสารทุนที่ภาคเอกชนเป็นผู้ออก เช่น หุ้นสามัญ
(Common Stock) หรือหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นต้น ในประเทศไทยมีการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์
ที่เป็นทำงานอยู่ 2 แห่งคือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand: SET)
และตลาดหลั ก ทรั พ ย์ เอ็ ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment: Mai) ทั ้ ง นี ้ จะขึ ้ น อยู ่ กั บ
คุณสมบัติและความต้องการของบริษัทจดทะเบียนว่าจะได้เข้ามาระดมทุนและจดทะเบียนซื้อขายหลักทรัพย์ใน
ตลาดใด
2.2.1 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่ง
ประเทศไทย พ.ศ. 2517 เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ในการระดมทุนและพัฒนาตลาดทุนในประเทศซึ่งรวมไป
ถึงการควบคุมดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ให้เป็นไปอย่างมีระเบียบ มีการจัดสถานที่เพื่อเป็นศูนย์กลางของการ
ซื้อขายหลักทรัพย์ ได้แล้วครับพี่ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องเป็นหลักทรัพย์ของ บริษัทที่จด
ทะเบียนขึ้นบัญชีหลักทรัพย์กับตลาดหลักทรัพย์ฯ (Listed Companies) จะต้องมีคุณสมบัติครบตามที่ตลาด
หลักทรัพย์กำหนดไว้ (โดยบริษัทที่จดทะเบียนจะต้องมีทุนชำระแล้วมากกว่าหรือเท่ากับ 300 ล้านบาท)
2.2.2 ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ หรือ mai ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์
และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2541 โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งระดม
ทุนให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (โดยบริษัทที่จดทะเบียนจะต้องมีทุนชำระแล้วมากกว่าหรือเท่ากับ 20
ล้านบาท)
3 ตลาดอนุพันธ์ (Derivatives Market) มีบทบาทในการสร้างเสถียรภาพในตลาดการเงินในระบบ
เศรษฐกิจ เนื่องจากอนุพันธ์สามารถนำมาใช้ในการบริหารความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนหรือผู้ประกอบการต้องเผชิญ
อย่างมีประสิทธิภาพ อนุพันธ์สามารถอ้างอิงกับราคา หรือดัชนีราคาของสินค้าหรือสิน ทรัพย์ทางการเงินต่างๆ
ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นดัชนีราคาหลักทรัพย์ อัตราดอกเบี้ย ราคาพันธบัตร อัตรา
แลกเปลี่ยน ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ เป็นต้น
นักลงทุนสามารถซื้อขายตราสารอนุพันธ์ได้ในตลาดอนุพันธ์ 2 แห่งคือ ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า
แห่ ง ประเทศไทย (The Agricultural Futures Exchange of Thailand: AFET) แล้ ว ตลาดสั ญ ญาซื ้ อ ขาย
ล่วงหน้า (Thailand Futures Exchange: TFEX) ดังนี้
3.1 ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) เป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ
การซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าปี พ.ศ. 2542 โดยภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการตลาดสินค้าเกษตร
ล่วงหน้าทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน และ
สร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า
3.2 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือ TFEX หรือบริษัทตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย)
มีหน้าที่ดำเนินการเป็นศูนย์กลางซื้อ-ขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
คำถามท้ายบทที่ 1
1. ระบบการเงิน มีองค์ประกอบอะไรบ้าง
2. จงอธิบายหน้าที่ของระบบการเงิน
3. จงธิบายความหมายตลาดการเงิน
4. จงธิบายการกู้ยืมในระบบการเงินมีกี่วิธี
5. ประเภทของตลาดการเงินถ้าแบ่งตามระยะเวลาหรืออายุตราสารทางการเงิน สามารถแบ่งได้เป็นกี่
ประเภท
6. ประเทศไทยมีการแบ่งตลาดการเงิน ออกเป็นกี่ประเภท ได้แก่อะไรบ้าง
เอกสารอ้างอิง
เพลินพิศ สัตย์สงวน. (2554) เศรษฐศาสตร์การเงินและการธนาคาร (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
อัจฉรา ชีวะตระกูลกิจ. ตลาดการเงินและตราสารการลงทุน. สืบค้นเมื่อ 9 สิงหาคม 2565, จาก http://
bth5.pdf (oic.or.th)
Frederic S. Mishkin, and Stanley G. Eakins (1998), Financial Markets and Institutions, 3rd Edition
(Reading, Massachusetts: Addison-Wesley), p. 14.
Peter S. Rose (2000), Money and Capital Markets: Financial Institutions and Instrument in a
Global Marketplace (Boston, Irwin McGraw-Hill), p. 4.
1
บทที่ 2
การวางแผนการเงินส่วนบุคคล
รูปแบบของครอบครัวในอดีตเป็นรูปแบบของครอบครัวที่อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่มีทั้ง พ่อ แม่ ปู่
ย่า ตา ยาย พี่น้อง ลูกหลาน ได้พึ่งพาอาศัยกัน แต่ปัจจุบันรูปแบบครอบครัวได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบ
ครอบครัวเดี่ยวที่มีสมาชิกในครอบครัวเพียงแค่ พ่อ แม่ ลูก หรือแม้กระทั่ง คนมีการดำเนินชีวิตอยู่เป็นโสดคน
เดียวมากขึ้นส่งผลให้บุคคลไม่สามารถคาดหวังการพึ่งพาลูกหลานในวัยชราได้อีกต่อไป รวมทั้งการที่รัฐบาลใน
หลายๆ ประเทศพยายามลดภาระการใช้จ่ายลงด้วยการเปลี่ยนจากระบบบำนาญที่ดูแลข้าราชการไปตลอด
ชีวิตมาเป็นระบบที่ต้องอาศัยการออมเพื่อวัยเกษียณของบุคคลมากขึ้น
โดยทั่วไปแล้วบุคคลเมื่อมีรายรับก็จะมีรายจ่ายต่างๆตามมา บางครั้งอาจใช้จ่ายไปในสิ่งที่จำเป็น แต่
บางครั้งก็หมดไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นจนทำให้รายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ส่งผลให้ต้องหาเงินเพื่อให้พอเพียงกับ
รายจ่ายที่เกิดขึ้นและเมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยๆก็จะกลายเป็นหนี้สินก้อนโตในที่สุด ดังนั้นควรเริ่มวางแผนการเงินเสีย
ตั้งแต่วันนี้โดยเริ่มต้นตั้งแต่การวางแผนในการสร้างรายได้ของบุคคล การกำหนดเป้าหมายต่างๆของชีวิต การ
วางแผนการใช้จ่าย การวางแผนสภาพคล่อง การวางแผนประกันภัย การวางแผนการลงทุน การวางแผนภาษี
และการวางแผนสำหรับวัยเกษียณ ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้บุคคลสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีอิสรภาพ
ทางการเงิน โดยไม่ต้องหวังพึ่งพาบุคคลหรือองค์กรอื่นๆ ไม่ว ่าจะเป็นลูกหลาน องค์กรภาครัฐ องค์กร
ภาคเอกชน หรือองค์กรสาธารณกุศลอื่นใด
ความหมายของการวางแผนการเงินส่วนบุคคล
การวางแผนการเงินส่วนบุคคล (Personal financial planning) เป็นกระบวนการในการจัดการกับ
เงินของบุคคลเพื่อให้บุคคลบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ (ศิรินุช อินละคร,2556)
เหตุผลของบุคคลที่ไม่วางแผนทางการเงิน
หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวเรื่องคนขี่สามล้อที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ได้รับเงินรางวัลเป็นสิบๆล้าน แต่
เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี เขากลับไม่มีเงินเหลือเลยแม้สักบาทเดียว สุดท้ายจึงต้ องกลับมาถีบสามล้อใหม่อีกครั้ง
เป็นตัวอย่างของบุคคลที่ไม่มีการวางแผนหรือมีการวางแผนทางการเงินที่ไม่ดีพอซึ่งส่วนใหญ่มักจะมาจาก
เหตุผลดังต่อไปนี้ (กิตติพัฒน์ แสนทวีสุข,2558)
• คิดว่าตนเองมีฐานะทางการเงินมั่นคงดีอยู่แล้ว
• คิดว่าคนเองมีรายได้เพียงพอสำหรับภาระค่าใช้จ่ายรายวันแล้ว
• ลืมไปว่าตนเองอาจมีโอกาสเจอกับมรสุมชีวิตในอนาคต เช่น การว่างงาน ประสบอุบัติเหตุ ผู้
หารายได้หลักของครอบครัวเสียชีวิต
• ไม่มีเวลาที่จะจัดทำแผนการเงินของตนเอง
• คิดว่าการวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่มีค่าใช้จ่ายสูง
• คิดว่าการวางแผนการเงินเหมาะสำหรับผู้ที่ใกล้เกษียณอายุเท่านั้น
• คิดว่าการฝากเงินในธนาคารนั้นไม่มีความเสี่ยง
2
ดังนั้น หากไม่ต้องการที่จะมีชีวิตอย่างคนขี่สามล้อที่กล่าวมาข้างต้น ควรเริ่มวางแผนทางการเงิน
ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ
ประโยชน์ของการวางแผนการเงินส่วนบุคคล
1. ช่วยให้บุคคลมีการจัดการกับรายรับ รายจ่าย รวมทั้งเงินออมของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก
ยิ่งขึ้น
2. การวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับ เหตุการณ์ฉุกเฉิน
ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น การเจ็บป่วย การถูกเลิกจ้าง อุบัติเหตุ ทำให้บุคคล
สามารถอยู่รอดได้ในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยยังคงสามารถรักษามาตรฐานการครองชีพที่ต้องการ
ได้
3. การวางแผนทางการเงิ น เป็น เครื ่อ งมื อ ที ่ท ำให้ บุ ค คลสามารถตอบสนองความต้ อ งการและ
เป้าหมายเฉพาะของตนเอง ช่วยให้บุคคลมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์เฉพาะที่แต่ละ
บุคคลต้องการได้ ถ้าหากบุคคลทำการวางแผนล่ว งหน้า และปฏิบัติติตามแผนดังกล่าวอย่ าง
เคร่งครัด เช่น การวางแผนเพื่อจัดหาเงินสำหรับการศึกษา การวางแผนเพื่อจัดหาเงินทุนซื้อบ้าน
หรือรถยนต์ เป็นต้น
4. การวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลมีความสำคัญในฐานะที่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บุคคลเกิดความ
มั่นคงในชีวิตและมีอิสระภาพทางการเงิน สามารถดำเนินชีวิตได้ตลอดอายุขัยโดยไม่ต้องพึ่ งพา
บุคคลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน ญาติพี่น้อง เพื่อน องค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
กระบวนการในการวางแผนการเงินส่วนบุคคล
กระบวนการในการวางแผนการเงินส่วนบุคคลมี 5 ขั้นตอน (กิตติพัฒน์ แสนทวีสุข,2558) ดังนี้
1. สำรวจตนเองและความรู้ด้านการเงิน
2. กำหนดเป้าหมายในการดำเนินชีวิตและเป้าหมายทางการเงิน
3. จะทำแผนการเงินเป็นลายลักษณ์อักษร
4. นำแผนทางการเงินไปปฏิบัติ
5. ทบทวนแผนทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ
1. สำรวจตนเองและความรู้ด้านการเงิน
หลายครั้งที่บุคคลใช้เงินฟุ่มเฟือยมากกว่าความจำเป็น ซึ่งมักจะเกิดจากการไม่มีความรู้ ทางการเงิน
เช่น การซื้อสินค้าโดยยอมเป็นหนี้บัตรเครดิต โดยไม่ทราบว่าการคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต ซึ่งมีประกาศไว้ใน
อัตราร้อยละ 20 ต่อปี จะถูกคำนวณเป็นเงินจริงเท่าใด โดยเมื่อมีการคิดทบต้นรายเดือน ประกอบกับช่วงเวลา
ของการคำนวณเงินต้นคงค้าง จึงทำให้ดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) นั้น สูงกว่าอัตราที่ธนาคารประกาศ
ไว้ บุคคลควรรู้และเข้าใจด้านการเงินเบื้องต้น ก็คือการคำนวณอัตราดอกเบี้ย การกำหนดรายรับรายจ่าย การ
ทำงบแสดงฐานะทางการเงินส่วนบุคคล และหากสามารถต่อยอดความรู้ได้เพิ่มขึ้นจนมีความเข้าใจด้านภาษี
3
การวางแผนเกษียณอายุ การวางแผนประกันชีวิต และการวางแผนการลงทุนในเบื้องต้น ก็จะช่วยทำให้
สามารถวางแผนชีวิตและการใช้เงินของได้ดียิ่งขึ้น
2. กำหนดเป้าหมายในการดำเนินชีวิตและเป้าหมายทางการเงิน
2.1 การกำหนดเป้าหมายในการดำเนินชีวิต
เป้าหมายของบุคคลสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ (ศิรินุช อินละคร,2556) ดังนี้
2.1.1 เป้า หมายที่เ กี่ยวกับเงิน (Financial goals) หรือเรียกว่า “เป้าหมายทางการเงิน” เป็น
เป้าหมายที่สามารถกำหนดในรูปตัวเงินได้ และหากบรรลุเป้าหมายทางการเงินจะทำให้บุคคลมีความเป็นอยู่ที่ดี
ขึ้น เป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันตามสถานภาพของบุคคล รวมทั้งสถานะทางการเงิน
ของบุคคลนั้น เช่น ต้องการเก็บเงินไว้เป็นทุนการศึกษาบุตร ต้องการเก็บเงินซื้อบ้าน ต้องการเก็บเงินไว้สำหรับ
ใช้จ่ายในช่วงเกษียณอายุ ต้องการมีเงินเพียงพอสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญที่จะทำให้บุคคลบรรลุ
เป้าหมายทางการเงินที่ต้องการได้คือ ‘เงิน“ ดังนั้นการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลที่ดีจะช่วยให้บุคคลบรรลุ
เป้าหมายทางการเงินที่ต้องการได้
2.1.2 เป้าหมายที่ไม่เกี่ยวกับเงิน (Non-financial goals) เป็นเป้าหมายที่ยากที่จะกำหนดในรูปตัว
เงินได้ เช่น ต้องการให้ชีวิตครอบครัวมีความสุข ต้องการช่วยเหลือผู้ยากไร้ ต้องการช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทิ้ง ซึ่ง
บุคคลสามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลย
2.2 การกำหนดเป้าหมายทางการเงิน
การกำหนดเป้าหมายทางการเงินอาจกำหนดตามระยะเวลา ได้แก่ เป้าหมายทางการเงินระยะสั้นและ
เป้าหมายทางการเงินระยะยาว
เป้าหมายทางการเงินระยะสั้น (Short term financial goals) เป็นเป้าหมายที่บุคคลสามารถทำให้
สำเร็จได้ในระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 1 ปี เช่น หน้าร้อนนี้ต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศ ต้องการเก็บเงินไปเที่ยว
ต่างจังหวัดในช่วงปีใหม่
เป้าหมายทางการเงินระยะยาว (Long term financial goals) เป็นเป้าหมายที่บุคคลต้องการใน 5 –
10 ปีข้างหน้า หรือเป็นเป้าหมายที่บุคคลต้องใช้เวลานานในการสะสมเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เช่น ต้องการ
เก็บเงินไว้ใช้เป็นทุนการศึกษาบุตรในอนาคต ต้องการเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ เป้าหมายระยะยาวอาจมีการ
เปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากในอนาคตภาวะและเหตุการณ์ต่างๆ อาจจะเปลี่ยนแปลงไป เช่น ภาวะเศรษฐกิจ
รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงความต้องการของบุคคลเอง เช่น บุคคลนั้นตั้งใจไว้ว่าจะซื้อบ้านเดี่ยวราคา 3 ล้านบาท
ในอีก 5 ปีข้างหน้า เมื่อเวลาผ่านไปภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลงทำให้บุคคลมีรายได้น้อยลง ดันนั้นบุคคลอาจจะ
เปลี่ยนแปลงเป้าหมายจากบ้านที่มีราคา 3 ล้านเป็นบ้านที่มีราคาต่ำกว่า
4
การกำหนดเป้าหมายตามหลัก SMART
ความสำเร็จทางการเงินเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายอย่างเป็นระบบซึ่งลักษณะของเป้าหมายที่ดีมี
5 ประการ (กิตติพัฒน์ แสนทวีสุข,2558) ดังนี้
S pecific
: ชัดเจน รู้ว่าต้องการอะไร และจะบรรลุเป้าหมายตอนไหน
M easurable : วัดผลได้ รู้ว่าใกล้จะถึงเป้าหมายแล้วหรือยัง
A ccountable : ทำสำเร็จได้ รู้ว่าจะทำอย่างไรให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้และมีความ
รับผิดชอบในการทำให้สำเร็จ
R ealistic
: สามารถบรรลุผลได้ ตั้งเป้าหมายอย่างสมเหตุสมผลและสามารถทำให้เกิดผลขึ้น
จริงได้
T ime Bound : มีกำหนดเวลา มีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนแน่นอน
ตารางที่ 1 ตัวอย่างการกำหนดเป้าหมายตามหลัก SMART
S pecific
M easurable
ชัดเจน รู้ว่าต้องการอะไร
วัดผลได้ รู้ว่าใกล้จะถึงเป้าหมายแล้ว
หรือยัง
A ccountable ทำสำเร็จได้ ทำอย่างไรให้บรรลุผล
ตามเป้าหมายที่วางไว้
R ealistic
สามารถบรรลุผลได้ ตั้งเป้าหมายอย่าง
สมเหตุสมผล
T ime Bound มีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนแน่นอน
ต้องการเรียนจบปริญญาตรีภายใน 4 ปี
ดูโครงสร้างหลักสูตรว่าเรียนมาแล้วทั้งหมดกี่
หน่วยกิต
เรียนตามแผน/เข้าเรียนสม่ำเสมอ/ส่งงาน/อ่าน
หนังสือ/ติวหนังสือ
เรียนจบปริญญาตรี 4 ปี ทุกคนสามารถทำได้
ต้องเรียนจบปริญญาตรีภายใน 4 ปี
ก่อนจะเริ่มต้นวางแผนทางการเงิน ควรมีการศึกษาข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองว่ามีอะไรเป็น
ข้อจำกัดหรือเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับการวางแผนทางการเงินบ้าง เพื่อนำมาวิเคราะห์และเป็นข้อมูลประกอบการ
เขียนแผนทางการเงินของตนเอง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้แก่
2.3 ช่วงอายุของบุคคลกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคล
ช่วงอายุ (Life Cycle) เป็นปัจจัยสำคัญประการแรกที่ใช้ในการวางแผนด้านการเงิน ซึ่งมีผลต่อการ
เปลี่ยนแปลงรายได้ รายจ่าย ไปตามวิถีการใช้ชีวิต พบว่าเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปและเรามีรายได้เพิ่มมากขึ้น
แต่ทำไมยังไม่มีเงินเก็บเสียที อาจมีหลายสาเหตุ เช่น การที่เริ่มใช้สินค้าแบรนด์เนมราคาสูงขึ้น จนทำให้รายได้
ของไม่พอต่อรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ช่วงอายุจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้สามารถวางแผนได้สอดคล้ อง
กับความจำเป็นในการใช้จ่ายประจำวันของตนเอง วงจรชีวิตที่เริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กถึงวัยชราสามารถแบ่งเป็น
ช่วงอายุได้ 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงเริ่มทำงาน ช่วงก่อนเกษียณอายุ และช่วงเกษียณอายุ(ศิรินุช อินละคร,2556) โดย
ในแต่ละช่วงอายุของบุคคลนั้นมีความแตกต่างกันทางด้านสถานภาพ ความสามารถในการหารายได้ การใช้จ่าย
5
รวมทั้งภาระความรับผิดชอบจึงทำให้ความต้องการหรือเป้าหมายทางการเงินของบุคคลในแต่ละช่วงอายุ
แตกต่างกัน ดังนั้นบุคคลต้องทำการวางแผนการเงินส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับช่วงอายุด้วย
2.3.1 ช่วงเริ่มทำงาน เป็นช่วงอายุประมาณ 20 - 30 ปี เป็นช่วงอายุที่บุคคลมีรายได้ยังไม่มากนัก แต่
รายได้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาการทำงาน ส่วนรายจ่ายของบุคคลในช่วงอายุนี้มีค่อนข้างมาก เนื่องจาก
เป็นช่วงอายุที่เริ่มสร้างฐานะ มีการซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เช่น บ้าน รถยนต์ เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ใช้
จ่ายเงินสำหรับเลี้ยงดูบุตรและคู่สมรส จึงมักจะยังไม่จริงจังกับการเก็บออม ดังนั้นบุคคลในช่วงอายุนี้จะต้อง
วางแผนการเงินในหลายเรื่องได้แก่ การวางแผนสร้างครอบครัว การวางแผนซื้อทรัพย์สิน การวางแผนการออม
และการลงทุน การวางแผนประกัน การวางแผนการเงินเพื่อเกษียณอายุ ตลอดจนการวางแผนภาษีเมื่อมีรายได้
เพิ่มขึ้นสำหรับบุคคลที่อยู่ในช่วงวัยนี้ แนะนำให้จดบันทึกรายรับรายจ่าย และลองเก็บเงินร้อยละ 10 ของ
รายได้ โดยหักเงินออมก่อนการใช้จ่าย
2.3.2 ช่วงก่อนเกษียณอายุ เป็นช่วงอายุประมาณ 30 - 50 ปี เป็นช่วงที่บุคคลมีรายได้สูงกว่ารายจ่าย
ในขณะที่รายจ่ายเริ่มลดลง ซึ่งเป็นช่วงที่มีระดับความสามารถในการหารายได้สูงที่สุด มีหน้าที่การงานที่มั่นคง
ขึ้น บุคคลในช่วงอายุนี้ส่วนใหญ่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินต่างๆ แล้ว เช่น บุตรสำเร็จการศึกษาและทำงาน
เลี้ยงตนเองได้แล้วและมีทรัพย์สินต่างๆ แล้ว จึงทำให้มีเงินส่วนที่เหลือไว้สำหรับลงทุนมากขึ้น แผนการเงินของ
บุคคลในช่วงอายุนี้อาจจะเกี่ยวกับการวางแผนภาษี การวางแผนการลงทุน และการวางแผนเพื่อเกษียณอายุ
อย่างไรก็ตามช่วงชีวิตนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ต้องวางแผนเก็บเงินและลงทุนเพื่อให้ใช้ในช่วงเกษียณอายุด้วย
2.3.3 ช่วงเกษียณอายุ เป็นช่วงอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป เป็นช่วงที่มีรายได้ลดลงหรือบางคนก็
อาจจะไม่มีรายได้เลยเนื่องจากบุคคลออกจากงานประจำแล้ว แหล่งรายได้จะมาจากเงินบำเหน็จบำนาญ เงิน
ประกันสังคม รวมทั้งรายได้จากการลงทุน ด้านรายจ่ายส่วนใหญ่จะเป็นรายจ่ายในชีวิตประจำวันและค่า
รักษาพยาบาล จึงจำเป็นต้องใช้รายได้จากสินทรัพย์ที่สะสมและลงทุนไว้ เช่น เงินบำเหน็จบำนาญหรือเงินออม
เพื่อการดำรงชีวิตอย่างต่อเนื่องภายหลังการเกษียณอายุ เป็นต้น ดังนั้นแผนการเงินของบุคคลในช่วงอายุนี้จะ
เกี่ยวกับการวางแผนการลงทุน และการวางแผนจัดการทรัพย์สิน
2.4 รายได้ - รายจ่าย การจดบันทึกรายได้ - รายจ่ายถือเป็นหัวใจหลักของการวางแผนการเงินส่วน
บุคคล โดยการนำเลขที่ได้จากการจดบันทึกไปทำการวิเคราะห์ตนเอง ก็จะช่วยให้สามารถเข้าใจและวางแผน
การเงินง่ายขึ้น
2.4.1 รายได้ที่จะได้รับ (Income) รายได้นับเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิต อำนาจการจับจ่ายใช้
สอยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระดับรายได้ แม้ถึงว่ารายได้ที่มากจะไม่ได้หมายถึงความสุขที่มาก แต่อย่างน้อ ย
รายได้ที่มากก็บ่งบอกถึงมาตรฐานการดำรงชีพแล้วความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการ เช่น สามารถซื้อ
บ้านหรือรถยนต์ที่มีราคาแพง เป็นต้น ซึ่งแหล่งที่มาของรายได้มักจะประกอบด้วย
เงินเดือนและโบนัส เป็นรายได้สำหรับผู้ที่ทำงานเป็นลูกจ้าง พนักงาน และข้าราชการซึ่งเงินเดือนและ
โบนัสจะมีจำนวนที่แตกต่างกันตามสถานประกอบการตำแหน่งงาน ลักษณะงาน อายุการทำงาน ประสบการณ์
และองค์ประกอบอื่นๆ โดยปกติแล้วรายได้ประเภทนี้ จะทำให้สามารถวางแผนการเงินได้ง่าย เนื่องจากเป็น
รายได้ประจำ สามารถคาดการณ์ได้ และมีการปรับเพิ่มขึ้น ตามจำนวนปีที่ทำงาน
6
รายได้จากการเป็นเจ้าของกิจการ หากเป็นธุรกิจขนาดเล็ก รายได้และค่าใช้จ่ายในส่วนของเจ้าและ
กิจการมักจะไม่ได้แตกออกจากกัน โดยรายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นจะถูกนำมารวมกันเพื่อใช้จ่ายทั้งในกิจการ
และชีวิตประจำวัน ดังนั้น ในการบริหารรายได้ส่วนนี้ ควรแยกเงินเดือนของตนเองออกมา เสมือนว่าตนเอง
ทำงานเป็นลูกจ้างในกิจการของตนเอง เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการวางแผน และสร้างวินัยในด้านรายได้ของ
ตนเองเอง
ในกรณีที่เป็นธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ รายได้มักจะมีการแยกออกมาเป็นระบบ โดยจะแบ่ง
ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นรายได้ประจำ และส่วนแบ่งจากกำไรของกิจการในแต่ละปี โดยปกติรายได้จาก
การเป็นเจ้าของกิจการ จะมากน้อยขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการของกิจการที่ดำเนินการอยู่
รายได้จากการมีทรัพย์สินให้เช่า เป็นรายได้ที่เกิดจากการมีทรัพย์สินบางอย่างให้ผู้อื่นเช่า เช่น ที่ดิน
หอพัก บ้านเช่า รถยนต์ เป็นต้น ยังไงก็ตาม รายได้ส่วนนี้อาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามมา เช่น การผ่อนชำระ
การซ่อมบำรุง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบริหารจัดการ ค่าเสื่อมราคา ค่าภาษี เป็นต้น
ดังนั้น หากมีรายได้จากทรัพย์สินให้เช่าเหล่านี้ ควรวางแผนรายจ่ายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยแบ่งออกมา
เก็บไว้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เงินที่เหลือในแต่ละเดือนเป็นรายได้สุทธิได้รับจากค่าเช่านั้นจริง
รายได้จากแหล่งอื่นๆ บางครั้งรายได้อาจมีที่มาจากแหล่งอื่น นอกเหนือจากที่ กล่าวมาข้างต้น เช่น
เงินปันผล ดอกเบี้ย หรือรายได้จากการทำอาชีพเสริมอื่นๆ เป็นต้น รายได้เหล่านี้สามารถนำมารวมในแผนการ
เงินได้ เพียงแต่จะต้องมีการประมาณการอย่างเหมาะสมว่าในอนาคตรายได้ส่วนนี้จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือ
ลดลงอย่างไร และเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ควรนำรายได้ส่วนนั้นมาใช้จ่ายในโครงการที่ต้องผ่อนชำระระยะยาว
หรือต้องจ่ายเป็นประจำ
ดังนั้น การนำข้อมูลทางด้านรายได้มาใช้ในการวิเคราะห์และวางแผนการเงินนั้น ควรจะเป็นข้อมูลที่
อยู่บนพื้นฐานของเกณฑ์เงินสดโดยเน้นเงินสดที่ได้รับหรือจ่ายจริง ซึ่งจะเป็นรายได้หลังจากหักภาษี ณ ที่
จ่ายเงินประกันสังคม เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญเรียบร้อยแล้ว
2.4.2 รายจ่าย (Expenses) เป็นส่วนที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายและการใช้ชีวิตของตนเอง
และครอบครัว ซึ่งรายจ่ายนั้นมีทั้งส่วนที่เป็นรายจ่ายที่หมดไป รายจ่ายเพื่อเป็นสินทรัพย์ รายจ่ายเพื่อลดความ
เสี่ยงในอนาคต สิ่งที่จะเป็นกระจกสะท้อนถึงพฤติกรรมเหล่านี้ได้ดีที่สุดก็คือ “การทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย”
หรือ “บัญชีครัวเรือน” ซึ่งจะทำให้สามารถแยกแยะหมวดหมู่ของค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมทั้งยังทำให้ทราบอีกว่ามี
การใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าหรือไม่ รายจ่ายใดทีส่ ามารถตัดทอนลงเพื่อให้มีโอกาสในการบรรลุเป้าหมายทางการเงิน
ได้ โดยปกติรายจ่ายหลักๆ จะมีอยู่หลายหมวดด้วยกัน ได้แก่
2.4.2.1 ค่าใช้จ่ายคงที่ เป็นค่าใช้จ่ายที่ปรับลดได้ยาก เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องจ่ายในแต่
ละเดือน เช่น การผ่อนชำระบ้าน ค่าผ่อนรถยนต์ ค่าใช้จ่ายให้กับผู้ที่ต้องดูแล ค่าเบี้ยประกันชีวิต เป็นต้น
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ได้แก่
ค่าใช้จ่ายเพื่อชำระหนี้สิน ในกรณีที่มีการกู้ยืมเงิน หน้าที่ตามกฎหมายคือ การจ่ายคืนเงินต้นและ
ดอกเบี้ยตามสัญญาหรือข้อตกลง เพราะหากไม่ชำระตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เจ้าหนี้มีสิทธิ์ ยึดทรัพย์สินใน
7
ครอบครอง หรืออาจถูกฟ้องล้มละลายได้ ซึ่งหนี้สินมีทั้งหนี้สินระยะสั้น เช่น หนี้ที่เกิดจากการอุปโภคบริโภค
ผ่านบัตรเครดิต ระบบผ่อนชำระต่างๆ เป็นต้น และหนี้สินระยะยาว เช่น หนี้สินที่เกิดจากการซื้อบ้านหรือ
อสังหาริมทรัพย์ หนี้สินจากการผ่อนรถยนต์ หนี้สินระยะยาวส่วนใหญ่จะแปรเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ในอนาคต
ค่าประกันภัย ในกรณีที่ไม่อยากเสี่ยงกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อาจจะทำประกันชีวิต
หรือประกันอื่นๆ ทั้งแก่ตนเองและสมาชิกในครอบครัว ซึ่งในปัจจุบันนี้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตหลายๆ ประเภท
ที่มีลักษณะเป็นการผสมผสานระหว่างการประกันภัยกับการออมในระยะยาว
ค่าใช้จ่ายเพื่อการออมและลงทุน ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เป็นการจ่ายให้กับตนเองและครอบครัวในอนาคต
โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ควรจะวางแผนสร้างวินัยให้เกิดการออมอย่างสม่ำเสมอ แล้วสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นด้วย
การลงทุน ได้แก่
เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เป็นรายจ่ายที่มีไว้เพื่อลดความเสี่ยงกรณีฉุกเฉิน โดยจะเป็นเงินส่วนแรกที่ควร
กันออกมาจากรายได้ ควรเก็บไว้ในรูปของสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ เช่น บัญชีเงินฝากออม
ทรัพย์ ทองคำ เป็นต้น โดยปกติควรจะมีส่วนนี้อย่างน้อย 3-6 เท่า ของรายจ่ายในปัจจุบัน โดยแยกบัญชี
ออกมาจากบัญชีค่าใช้จ่ายปกติ เช่น รายจ่ายเดือนละ 20,000 บาท ควรจะเก็บเงินสำรองส่วนนี้ไว้ 60,000
บาทถึง 120,000 บาท เพื่อให้ปลอดภัยจากเรื่องฉุกเฉิน และลดโอกาสการเป็นหนี้บัตรเครดิต รวมถึงหนี้นอก
ระบบ
เงินออมเพื่อการเกษียณ เป็นรายจ่ายที่ต้องวางแผนระยะยาว เพื่อให้มีเงินมากพอต่อการใช้ช ีวิต
ในช่วงที่ไม่ต้องทำงาน เช่น เงินบำเหน็จบำนาญ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อาจจะใช้กองทุนรวมมาช่วยในการ
วางแผน
เงินสำหรับแผนการในอนาคต เป็นแผนการออมเงินระยะยาวที่ต้องใช้ความตั้งใจและวินัยในการเก็บ
ออมสูง เช่น เงินออมเพื่อการศึกษาบุตร เงินออมเพื่อการเกษียณอายุ เป็นต้น ดังนั้น รายจ่ายส่วนนี้จึงเป็นราย
จากที่ต้องกันเงินเอาไว้ทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ
2.4.2.2 ค่าใช้จ่ายผันแปร เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และค่าใช้จ่ายส่วนนี้
สามารถปรับเพิ่มเพื่อให้ยกระดับและฐานะการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น หรือปรับลดเพื่อนำเงินที่มีอยู่ไปใช้จ่ายด้านอื่นๆ
ก่อน ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ได้แก่
ค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค เป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้าเครื่อง
แต่งกาย ค่าพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายในหมวดนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ใช้เพื่อการดำรงชีวิตและเป็น
ค่าใช้จ่ายที่หมดไป โดยไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่น
8
ปัจจัยทางเศรษฐกิจกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคล
ในการวางแผนการเงินส่วนบุคคลนอกจากจะต้องนึกถึงช่วงอายุของบุคคลและรายรับ-รายจ่ายแล้วยัง
ต้องคำนึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ อีกด้วย โดยปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ เงินเฟ้อ
การใช้จ่ายของผู้บริโภค และอัตราดอกเบี้ย (ศิรินุช อินละคร,2556)
1. เงินเฟ้อ (Inflation) คือ ภาวการณ์ที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้น เมื่อเกิดภาวะ
เงินเฟ้อจะทำให้อำนาจซื้อ (purchasing power) ของประชาชนลดลง เช่น เมื่อหลายปีก่อนทองคำราคาบาท
ละประมาณ 9,000 บาท แต่ในปัจจุบันราคาทองคำสูงขึ้น โดยทองรูปพรรณราคาขายบาทละ 30,500 บาท
(จึ ง ทำให้ เ งิ น 9, 000 บาทที ่ เ คยซื ้ อ ทองคำได้ 1 บาทนั ้ น จะซื ้ อ ทองคำได้ ไ ม่ ถ ึ ง 1 บาท
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเนื่องมาจาก ปัจจัยแรกคือระบบเศรษฐกิจมีความต้องการสิ นค้า
และบริการ (demand) มากกว่าสินค้าและบริการที่มีอยู่ (supply) จึงทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ปัจจัยที่สองคือ
เกิดจากต้นทุนกการผลิตสูงขึ้นทำให้ผู้ผลิตต้องปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อสามารถพิจารณาได้จาก
ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index : CPI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการโดย
เฉลี่ยที่ผู้บริโภคได้จ่ายไปสำหรับกลุ่มสินค้าและบริการที่กำหนด
ในการวางแผนการเงินส่วนบุคคลต้องคำนึงถึงภาวะเงินเฟ้อด้วยเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อจะทำให้
รายจ่ายของบุคคลเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อจะส่งผลต่อบุคคลกลุ่มต่างๆ โดยบุคคลบางกลุ่ม อาจได้รับผลดีจากภาวะเงิน
เฟ้อ บุคคลบางกลุ่มอาจะได้รับผลเสียจากภาวะเงินเฟ้อ ภาวะเงินเฟ้อจะส่งผลดีต่อบุคคลดังต่อไปนี้
• ผู้ที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากราคาอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ
• ผู้กู้ยืม เงินเฟ้อจะส่งผลต่อผู้กู้ยืมในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินมาเพื่อซื้อทรัพย์สิน เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อจะทำ
ให้ทรัพย์สินที่ซื้อมีมูลค่าสูงขึ้น ในขณะที่ผู้กู้ยืมยังคงชำระหนี้ในจะนวนเงินเท่าเดิม
ภาวะเงินเฟ้อจะส่งผลเสียต่อบุคคลดังต่อไปนี้
• ผู้ที่มีรายได้ประจำ ได้แก่ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างที่มีเงินเดือนประจำ นั่นคือเงินเฟ้อจำทำให้
รายจ่ายของบุคคลสูงขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ของบุคคลกลุ่มนี้ยังคงเท่าเดิม
• ผู้ให้กู้ เงินเฟ้อจะส่งผลเสียต่อผู้ให้กู้ในกรณีที่ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยจากการให้กู้ไม่เพียงพอที่จะครอบคลุม
อัตราเงินเฟ้อ เช่น สมหมายให้สมศรีกู้เงินโดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี หากอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นเป็น
ร้อยละ 8 ต่อปี จะทำให้สมหมายเสียประโยชน์เนื่องจากผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่ได้รับไม่คุ้มกับอัตราเงินเฟ้อ
ที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
2. การใช้ จ ่ า ยของผู ้ บ ริ โ ภค (Consumer spending) คื อ ความต้ อ งการสิ น ค้ า หรื อ บริ ก าร
(demand) ของผู้บริโภค การใช้จ่ายของผู้บริโภคจะส่งผลต่ออัตราการว่างงานและรายได้ของประชาชน ด้วย
นั่นคือหากผู้บริโภคมีการใช้จ่ายมากขึ้น ความต้องการสินค้าหรือบริการจะสูงขึ้น ดังนั้นผู้ผลิตจะต้องทำ การ
ผลิตสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้น ในการเพิ่มการผลิตนี้จะทำให้ใช้วัตถุดิบเพิ่มขึ้นและมีการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่ง
จะส่ ง ผลให้ อ ั ต ราการว่ า งงานลดลง และประช าช นในประเทศก็ จ ะมี ร ายได้ เ พิ่ มขึ ้ น ด้ ว ย
ในทางกลับกันหากผู้บริโภคมีการใช้จ่ายลดลง ความต้องการสินค้าหรือบริการจะลดลงทำให้ผู้ผลิตต้อง
ลดระดับการผลิตสินค้า ซึ่งอาจจะต้องมีการลดจำนวนพนักงานทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้นและผู้ที่ว่างงานจะ
9
ไม่มีรายได้ด้วย ในทางวางแผนการเงินส่วนบุคคลจึงต้องพิจารณาถึงระดับการใช้จ่ายของผู้บริโภคด้วย เพื่อจะ
ได้พิจารณาวางแผนในส่วนของรายได้ของบุคคลนั่นเอง
3. อัต ราดอกเบี้ย (Interest rate) อัตราดอกเบี้ ย จะถูกกำหนดโดยพิจารณาจากความต้องการ
เงินทุน (demand) และปริมาณของเงินทุน (supply) นั่นคือหากประชากรมีการออมหรือการลงทุนเพิ่มขึ้น
ปริมาณเงินจะเพิ่มสูงขึ้นซึ่งจะส่งผลทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง แต่หากประชาชน ธุรกิจ หรือรัฐบาลต้องการเงิน
ไปลงทุนเพิ่มขึ้น ความต้องการจะสูงขึ้นซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น
การวางแผนการเงินส่วนบุคคลต้องพิจารณาอัตราดอกเบี้ย ในเรื่องของการวางแผนการออมและลงทุน
นั่น คือในกรณีท ี่ อ ัต ราดอกเบี ้ย ต่ ำ หากบุคคลออมเงินโดยการฝากเงิ น กั บธนาคารจะทำให้บ ุค คลได้ รั บ
ผลตอบแทนต่ำ ดังนั้นบุคคลควรจะวางแผนนำเงินออมที่มีอยู่ไปลงทุนในรูปแบบอื่นๆ เช่น หุ้นสามัญ หุ้นกู้
พันธบัตร ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินกับธนาคาร แต่บุคคลต้องยอมรับว่าการนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นที่
มีผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารย่อมมีความเสี่ยงสูงขึ้นด้วย นอกจากนั้นอัตราดอกเบี้ย ยังมีผลต่อ
การวางแผนการเงินส่วนบุคคลในเรื่องของการกู้ยืม นั่นคือกรณีที่อัตราดอกเบี้ยต่ำการซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อหรือ
การกู้ยืมจะทำให้ผู้กู้ยืมมีต้นทุนในการกู้ยืมต่ำ แต่หากอัตราดอกเบี้ยสูงการซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อหรือการกู้ยืมจะ
ทำให้ผู้กู้มีต้นทุนในการกู้ยืมสูงด้วย ดังนั้นบุคคลที่กำลังวางแผนซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อหรือวางแผนกู้ยืมต้อง
พิจารณาอัตราดอกเบี้ยด้วย
3. จัดทำแผนทางการเงินเป็นลายลักษณ์อักษร
ขั้นตอนนี้เป็นการนำเป้าหมายและข้อมูลที่มีมาทำให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยการเขียนแผนทางการ
เงินเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะทำให้เข้าใจและสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเองได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ต้องคำนึงในการวางแผนทางการเงิน
ในการวางแผนและเขียนแผนทางการเงินเป็นลายลักษณ์อักษร ต้องคำนึงถึงคุณลักษณะที่สำคัญ 3
ประการ ดังนี้
• มีความยืดหยุ่น แผนทางการเงินที่ดีต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่
เปลี่ยนแปลงไป เช่น สถานะทางครอบครัวที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนงาน อัตราเงินเฟ้อ ผลของการลงทุนที่ไม่
เป็นไปตามที่คาดไว้ เป็นต้น
• ความคล่องตัว มีเงินสำรองเพียงพอ หากต้องเผชิญกับรายจ่ายฉุกเฉินหรือจากการคาดคะเนรายจ่าย
ที่คาดเคลื่อน
• การลดภาษี การนำเงินออมไปลงทุนในทางเลือกต่างๆนั้นมีผลประโยชน์ทางภาษีที่ เนื่องจากรัฐมี
นโยบายจะส่งเสริมการออม เช่น การซื้อประกันชีวิตทีม่ ีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขนึ้ ไป สามารถนำมาหัก
ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท การซื้อ/เช่าซื้อ/หรือสร้างที่อยู่อาศัย ต้องชำระ
ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่สถาบันการเงิน โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็น
10
หลักประกันการกู้ยืมนั้น สามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000
บาท
การจัดทำแผนทางการเงิน
ในการจัดทำแผนทางการเงินนั้นการรับรู้ถึงสินทรัพย์ที่มีอยู่ รายได้และพฤติกรรมการใช้จ่ายในแต่ละ
เดือน จะทำให้ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงและมีโอกาสในการบรรลุเป้าหมายมากน้อยเพียงใด แนวทางในการ
จัดทำแผนทางการเงินเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Worth Analysis ) และการวิเคราะห์
กระแสเงินสด (Cash Flow Analysis) โดยการวิเคราะห์ทั้งสองส่วนนี้มีความเชื่อมโยงกันกล่าวคือ ถ้ามีกระแส
เงินสดมากขึ้นส่วนของสินทรัพย์ก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย
การวิเคราะห์มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Worth Analysis ) เป็นการวิเคราะห์ว่าฐานะทางการเงิน
ของเราดีหรือไม่ อย่างไร โดยพิจารณาจากส่วนของทรัพย์สิน และหนี้สิน อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์มูลค่า
ทรัพย์สินสุทธิเป็นเพียงการวิเคราะห์ ณ วันใดวันหนึ่ง เช่น วันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี ทั้งนี้ เพื่อให้มองเห็นถึง
สถานะของความมั่งคั่งที่สะสมไว้ในช่วงเวลานั้นๆโดยสามารถนำไปเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาว่า มีความมั่งคั่ง
เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร
ตาราง 2 แสดงแบบฟอร์มการวิเคราะห์มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Worth Analysis)
ทรัพย์สิน (Asset)
หลักทรัพย์
เงินสด / เงินฝาก
พันธบัตร / กองทุนรวม / หุ้น / อื่นๆ
เงินออมสำหรับแผนการในอนาคต
อสังหาริมทรัพย์
บ้าน / ที่อยู่อาศัย (ราคาประเมิน)
ที่ดิน (ราคาประเมิน)
เงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
ธุรกิจส่วนตัว
หุ้นส่วน
เงินลงทุนในธุรกิจส่วนตัว
เงินลงทุนประกันชีวิต
รถยนต์ / รถจักรยานยนต์
ของสะสม
ทรัพย์สินรวม
หนี้สิน (Debt)
รายได้รับล่วงหน้า
ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
สินเชื่อที่อยู่อาศัย / อสังหาริมทรัพย์
สินเชื่อรถยนต์
ตัวอย่าง ของคุณ
168,000
180,000
246,000
บาท
บาท
บาท
3,200,00
-
บาท
บาท
บาท
-
บาท
บาท
100,000
700,000
บาท
บาท
บาท
บาท
4,594,000
ตัวอย่าง
2,658,000
500,000
บาท
บาท
บาท
บาท
11
ทรัพย์สิน (Asset)
สินเชื่อเพื่อการศึกษา
สินเชื่อส่วนบุคคล
สินเชื่อบัตรเครดิต
สินเชื่ออื่นๆ (ซื้อสินค้าผ่อนส่ง ฯลฯ)
ทรัพย์สินรวม
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net worth)
สินทรัพย์รวม
หัก หนี้สินรวม
สินทรัพย์สุทธิ
ตัวอย่าง ของคุณ
46,000
99,000
3,303,000
ตัวอย่าง
4,594,000
3,303,000
1,291,000
บาท
บาท
บาท
บาท
บาท
บาท
บาท
บาท
การบันทึกตัวเลขตามตารางที่ 2 จะทำให้ทราบถึงมูลค่าของ “สินทรัพย์” และ “หนี้สิน” ที่มีอยู่ใน
ขณะนั้นๆโดยการบันทึกมูลค่าด้วยราคายุติธรรม (Fair Value) ซึ่งอาจจะเป็นราคาตลาด ราคาประเมินหรือ
ราคาขายก็ได้ เช่น ซื้อรถยนต์มาในราคา 1,400,000 บาท และใช้งานไปแล้ว 3 ปี หากต้องขายไปในวันนี้
อาจจะขายได้ในราคา 700,000 บาท โดยจะบันทึกราคา 700,000 บาทนั้นเป็นมูลค่ารถยนต์
เมื่อได้สินทรัพย์รวมและหนี้สินรวมเรียบร้อยแล้ว สามารถคำนวณหา“มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net
Worth)” ได้โดยการนำสินทรัพย์รวมลบด้วยหนี้สินรวม หากผลลัพธ์มีค่าเป็นบวก แสดงว่า มีสินทรัพย์มาก
เพียงพอที่จะรองรับกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้น โดยสามารถขายสินทรัพย์ออกไปและชำระหนี้ได้
อย่างไรก็ตามอาจเป็นไปได้ว่าผลลัพธ์ที่มีค่าเป็นบวกนั้น เนื่องจากอาจมีทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องต่ำ
หรือสินทรัพย์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายในจำนวนที่สูง ดังนั้น จึงควรนำข้อมูลในตารางที่ 2 มา
วิเคราะห์ “อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio )” เพื่อดูว่าหากเกิดเรื่องฉุกเฉินและต้องการใช้เงินอย่าง
เร่งด่วนแล้วจะมีเงินเพียงพอหรือไม่ โดยคำนวณได้จากสูตร
อัตราส่วนสภาพคล่อง = สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเทียบเท่าเงินสด (1)
(Current Ratio )
หนี้สินระยะสั้น (2)
ตัวอย่าง จากตัวเลขในตารางที่ 2 หากต้องจ่ายค่าซ่อมรถซึ่งเสียกะทันหัน คิดว่ามีเงินเพียงพอที่จะ
จ่ายค่าซ่อมรถนั้น โดยที่ไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายชำระหนี้สินระยะสั้นหรือไม่อย่างไร
วิธีทำ สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง ได้แก่
เงินสด/เงินฝาก
พันธบัตร/กองทุนรวม/หุ้น/อื่นๆ
รวม
168,000 บาท
180,000 บาท
348,000 บาท
12
หนี้สินระยะสั้น ได้แก่
สินเชื่อบัตรเครดิต
สินเชื่ออื่นๆ
รวม
ดังนั้น อัตราส่วนสภาพคล่อง
46,000 บาท
99,000 บาท
145,000 บาท
= 348,000
145,000
= 2.4 เท่า
หมายความว่า หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น และจำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน จะมีเงินสดและ
สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องคุ้มครองอยู่ 2.4 เท่าของหนี้สินระยะสั้น ซึ่ง สามารถที่จะนำสินทรัพย์เหล่านี้ไปขาย
และนำเงินมาใช้จ่ายได้
หมายเหตุ สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเทียบเท่าเงินสด คือ สินทรัพย์ใดๆที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่าง
รวดเร็ว และมี่ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนเป็นเงินสดต่ำ
หนี้สินระยะสั้น คือ หนี้สินที่จะต้องชำระให้หมดภายใน 1 ปี
โดยทั่วๆไปแล้ว อัตราส่วนนี้ควรมีค่าสูงแต่หากมีค่าสูงจนเกินไป อาจทำให้คุณเสียโอกาสในการนำเงิน
สดและสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเหล่านี้ไปแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่า ดังนั้น คุณจึงควรมีเงินส่วนนี้ไว้ในระดับ
ที่เหมาะสมเพื่อเป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ซึ่งจะกล่าวถึงในช่วงของการวิเคราะห์กระแสเงินสดต่อไป
การวิเคราะห์กระแสเงินสด (Cash Flow Analysis) คล้ายกับการทำบัญชีรายรับรายจ่ายหรือบัญชี
ครัวเรือน ซึ่งจะเป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายของคุณในปัจจุบัน แต่การวิเคราะห์กระแสเงินสดจะ
เป็นการคาดการณ์กระแสเงินสดทั้งรายรับและรายจ่ายในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งอาจจะปรับเปลี่ยนไปตาม
รูปแบบของชีวิตในแต่ละปี
ตารางที่ 3 แสดงแบบฟอร์มการวิเคราะห์กระแสเงินสด (Cash Flow Analysis)
ขั้นตอนที่ 1 รวมรายได้ที่ได้รับทั้งหมด
1
2
3
4
5
6
7
รายได้
เงินเดือน/ค่าจ้าง/รายได้สุทธิ
จากการค้าขายของคุณ
เงินเดือน/ค่าจ้าง/รายได้สุทธิจากการค้าขายของคู่
สมรส(ถ้ามี)
เงินโบนัส
เงินปันผลจากการลงทุนในหุ้น
ดอกเบี้ยรับจากเงินฝาก/พันธบัตร/หุ้นกู้
รายได้อื่น (ค่าเช่า ค่าเลี้ยงดูจากลูกหลาน เป็นต้น)
รายได้รวม (=1+2+….+6)
เฉลี่ยเดือนละ(บาท)
เฉลี่ยปีละ (บาท)
ตัวอย่าง
45,000
ตัวอย่าง
540,000
30,000
ของคุณ
360,000
120,000
20,000
95,000
240,000
1,260,000
ของคุณ
13
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจดูเงินออมและเงินลงทุนว่ามีเพียงพอหรือไม่
เฉลี่ยเดือนละ(บาท)
8
9
10
11
12
13
เงินออมและเงินลงทุน
เงินฝากออมทรัพย์ /กระแสรายวัน
เงินฝากประจำ/สหกรณ์ออมทรัพย์
เงินลงทุนระยะสั้นๆ
เงินลงทุนในหุ้น/หุ้นกู้/พันธบัตร/กองทุนรวม/
หลักทรัพย์อื่นๆ
เงินลงทุนในกิจการส่วนตัว
เงินออมและเงินลงทุนรวม
(=8+9+10+11+12)
ตัวอย่าง
2,500
1,500
ของคุณ
เฉลี่ยปีละ (บาท)
5,000
ตัวอย่าง
30,000
18,000
120,000
60,000
9,000
108,000
ของคุณ
ขั้นตอนที่ 3 หักค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคสำหรับการดำรงชีพ
เฉลี่ยเดือนละ(บาท)
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
ค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค
ค่าเช่าบ้าน
ค่าไฟฟ้า
ค่าน้ำประปา
ค่าโทรศัพท์/มือถือ
ค่าอาหาร
ค่าพาหนะ/ค่าเดินทาง/ค่าน้ำมัน
ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในบ้าน
ค่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว เครื่องประดับ
ค่าพักผ่อน สังสรรค์ ดูหนัง ท่องเที่ยว
ค่าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ต่างๆ
ค่าสุรา บุหรี่ ลอตเตอรี่ฯลฯ
ค่าเล่าเรียนบุตร/การศึกษาต่อของตนเอง
ค่าเลี้ยงดูบุพการี
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค
รวม(=14+15+……+27)
ตัวอย่าง
ของคุณ
เฉลี่ยปีละ (บาท)
ตัวอย่าง
1,500
500
2,000
7,000
5,000
1,000
1,500
2,000
18,000
6,000
24,000
84,000
60,000
12,000
18,000
24,000
1,000
2,000
2,000
12,000
24,000
24,000
25,500
306,000
ของคุณ
14
ขั้นตอนที่ 4 จ่ายภาระหนี้สินที่จำเป็น (ถ้ามี)
เฉลี่ยเดือนละ(บาท)
29
30
31
32
33
34
35
36
ภาระหนี้สิน
ค่าผ่อนบ้าน/คอนโดมิเนียม/ที่ดิน
ค่าผ่อนรถยนต์/รถจักรยานยนต์
ค่าผ่อนชำระสินเชื่อเพื่อการศึกษา
ค่าผ่อนชำระสินเชื่อส่วนบุคคล
ค่าผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิต
ค่าผ่อนชำระหนี้เงินกู้ซื้อสินค้าผ่อนส่ง
หนี้สินอื่นๆ
ภาระหนี้สินรวม
(=29+30+…..35)
ตัวอย่าง
16,000
21,000
ของคุณ
เฉลี่ยปีละ (บาท)
ตัวอย่าง
192,000
252,000
5,000
60,000
13,200
55,200
158,400
662,400
ของคุณ
ขั้นตอนที่ 5 หักค่าใช้จ่ายเพื่อประกันความเสี่ยงจากภัยต่างๆ(ถ้ามี)
เฉลี่ยเดือนละ(บาท)
37
38
39
40
41
ค่าใช้จ่ายเพื่อประกันภัย
ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย
ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์/รถจักรยานยนต์/
พ.ร.บ.
ค่าเบี้ยประกันชีวิตตัวเอง/คู่สมรส/บุตร
ค่าเบี้ยประกันภัยอื่นๆ
ค่าใช้จ่ายเพื่อการประกันภัยรวม
(=37+38+39+40)
ตัวอย่าง
ของคุณ
เฉลี่ยปีละ (บาท)
ตัวอย่าง
ของคุณ
17,000
40,000
20,000
77,500
ขั้นตอนที่ 6 เช็คสถานะทางการเงินในปัจจุบัน
เฉลี่ยเดือนละ(บาท)
42
43
44
45
46
47
สถานะทางการเงิน
รายได้ (7)
หัก เงินออมและเงินลงทุน (13)
หัก ค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค(28)
หัก ภาระหนี้สิน (36)
หัก ค่าใช้จ่ายเพื่อการประกันภัย (41)
เงินเหลือใช้
(=42-43-44-45-46)
ตัวอย่าง
95,000
9,000
25,500
55,200
5,300
ของคุณ
เฉลี่ยปีละ (บาท)
ตัวอย่าง
1,260,000
108,000
306,000
662,400
77,500
106,100
ของคุณ
15
ขั้นตอนที่ 7 หักเงินสำหรับแผนการในอนาคต
48
49
50
51
52
53
54
55
เงินออมสำหรับแผนการในอนาคต
เงินดาวน์/เงินเพื่อซื้อบ้าน/ที่ดิน
เงินดาวน์/เงินเพื่อซื้อรถยนต์/รถจักรยานยนต์
การศึกษาของบุตร/ตัวเอง
ค่าใช้จ่ายเลี้ยงชีพเมื่อยามชราหรือเกษียณอายุ
ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว
เงินออมเพื่อใช้ลงทุนในกิจการส่วนตัว
เงินออมเพื่อแผนการอื่นๆ
เงินออมสำหรับแผนการในอนาคตรวม
(=48+49+…+54)
เฉลี่ยเดือนละ(บาท)
เฉลี่ยปีละ (บาท)
ตัวอย่าง
ตัวอย่าง
ของคุณ
4,500
5,000
54,000
60,000
10,000
120,000
19,500
234,000
ของคุณ
ขั้นตอนที่ 8 ตรวจสอบความเป็นไปได้ของเป้าหมายที่วางแผนไว้
เฉลี่ยเดือนละ(บาท)
56
57
58
59
60
ความเป็นไปได้
จำนวนเงินเพื่อบรรลุเป้าหมายเกิน/ขาด
(=47-55)
√ ต้องลดรายจ่ายบางส่วน
√ ต้องหารายได้เพิ่มเติม
ต้องกู้ยืมเงินมาใช้ก่อนและผ่อนชำระคืน
ภายหลัง
อื่นๆ ระบุ.......................
ตัวอย่าง
-14,200
ของคุณ
เฉลี่ยปีละ (บาท)
ตัวอย่าง
-127,900
9,500
4,700
-
95,000
32,900
-
-
-
ของคุณ
การบันทึกข้อมูลตามตารางที่ 3 จะทำให้คุณทราบถึงรายรับและรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละเดือน
แยกประเภทตามหมวดต่างๆโดยเริ่มต้นจากการบันทึกประมาณในส่วนของ “รายได้” ซึ่งอาจมีทั้งรายได้
ประจำ รายได้พิเศษ รายได้จากการลงทุนและรายได้อื่นๆ
จากนั้นให้บันทึก “เงินออมและเงินลงทุน” เป็นค่าใช้จ่ายส่วนแรกก่อนที่จะบันทึกค่าใช้จ่ายประเภท
อื่นโดยเงินส่วนนี้จะมีบางรายการที่เป็น “เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน” ซึ่งจะแตกต่างกันตามฐานะและภาระที่แต่
ละคนมี
16
อย่างไรก็ตาม หากต้องการทราบว่าเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินที่คุณมีอยู่ในขณะนี้เ ป็นจำนวนที่เหมาะสม
หรือไม่ สามารถคำนวณหา “อัตราส่วนเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน” ได้จากสูตร
อัตราส่วนเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน= สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องเทียบเท่ากับเงินสด
รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือน
ตัวอย่าง จากตัวเลขในตารางที่ 2 และตารางที่ 3 คุณจะมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินที่ทำให้คุณสามารถ
ดำรงชีพอยู่ได้โดยไม่มีรายได้นานที่สุดกี่เดือน
วิธีคิด สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง ได้แก่
เงินสด/เงินฝาก
168,000
บาท
พันธบัตร/กองทุนรวม/หุ้น/อื่นๆ
180,000
บาท
รวม
348,000
บาท
รายจ่ายต่อปี ได้แก่
เงินออมและเงินลงทุน
ค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคและบริโภค
108,000
306,000
บาท
บาท
ภาระหนี้สิน
662,400
บาท
ค่าใช้จ่ายเพื่อการประกันภัย
รวม
รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือน
77,500 บาท
1,153,900 บาท
= 1,153,900
12
=
96,158
ดังนั้น อัตราส่วนเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน
=
34,800
96,158
= 3.6 เดือน
หมายความว่าเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินที่มีอยู่นั้น เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยประมาณ 4
เดือน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดี แต่หากจะให้ดีมาก ควรมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินประมาณ 8 เดือน
หมายเหตุ รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือน เป็นการนำออกรายจ่ายทั้งหมดต่อปีของคูณหารด้วยสิบสอง
หลังจากที่บันทึกเงินออมและลงทุนหรือเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้เรียบร้อยแล้ว ให้บันทึก “ค่าใช้จ่าย
เพื่อการอุปโภคและบริโภค” “ภาระหนี้สิน ” และ “ค่าใช้จ่ายเพื่อการประกันภัย ” ตามลำดับจากนั้นก็
ตรวจสอบสถานะทางการเงินดังนี้
เงินเหลือใช้ = รายได้ (7) - {เงินออมและเงินลงทุน (13) + ค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภค
บริโภค (28) + ภาระหนี้สิน(36)+ค่าใช้จ่ายเพื่อการประกันภัย(41)}
17
ไม่ว่าผลจากการคำนวณจะเป็นบวกหรือติดลบ ก็สามารถจัดทำแผนการเก็บออมเงินเพื่อใช้จ่ายใน
อนาคตได้ โดยในกรณีที่ผลลัพธ์ เป็นบวกนั้น สามารถดำเนินตามการเป้าหมายต่างๆ เช่น หากมีเงินเหลือต่อ
เดือนประมาณ 5,300 บาท อาจจะแบ่งเงินออมออกเป็นหลายๆส่วน ได้แก่ เงินออมเพื่อการศึกษาของบุตร
เดือนละ 2,000 บาท เงินออมเพื่อการเกษียณอายุอีกเดือนละ 3,300 บาท เป็นต้น
ในทางตรงกันข้าม หากผลลัพธ์ติดลบ แสดงว่าต้องการเงินออมสำหรับแผนการในอนาคตมากกว่า
เดือนละ 5,300 บาท ต้องกลับไปตรวจสอบความเป็นไปได้ของเป้าหมายที่วางแผนเอาไว้ว่า จะใช้วิธีใดที่จะทำ
ให้แผนบรรลุเป้าหมายตามนั้น โดยที่อาจจะเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือใช้หลายวิธีก็ได้ ซึ่งเมื่อนำเงินเหลือใช้ (ข้อ
47) ลบ เงินออมสำหรับแผนการในอนาคต (ข้อ 55) บวก จำนวนเงินจากวิธีการต่างๆ (ข้อ 57+ข้อ 58+ข้อ59+
ข้อ 60) แล้วจะต้องเท่ากับ 0 เสมอ
4. นำแผนทางการเงินไปปฏิบัติ
ควรประกาศเป้าหมายทางการเงินของตนเองให้กับเพื่อนสนิทได้รับรู้ เพื่อนจะได้เข้าใจว่า ขณะนี้เรา
กำลังอยู่ในภาวะการปรับตัว และจะได้มีการให้กำลังใจ และคอยห้ามปรามเมื่ อมีการใช้ชีวิตผิดไปจากเดิม
พยายามใช้เงินสดและจดรายจ่ายทุกวัน เพื่อให้เคยชินและมีการจดบันทึกบัญชีเพื่อทบทวนว่าวันนี้ใช้จ่ายไปกับ
อะไรบ้าง จำเป็นมากน้อยเพียงใด เป็นการตัดสินใจดำเนินการไปด้วยเหตุผลที่เหมาะสมหรือไม่
เมื่อสามารถปรับตัวได้แล้ว ควรจะมีการกำหนดกรอบงบประมาณรายจ่ายในแต่ละเดือนไว้ล่วงหน้า
เช่น การวางแผนการใช้เงินด้านอาหาร ค่าเดินทาง ค่าพักผ่อนหย่อนใจ ในจำนวนที่เหมาะสม ในขณะเดียวกัน
เดือนไหนบ้างที่จะมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ๆ เช่น ค่าเทอมบุตร ค่าประกันรถยนต์ ค่าประกันชีวิต ค่าส่วนกลาง
ของบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม เพื่อที่จะได้วางแผนล่วงหน้าในการเก็บเงิน
5. ทบทวนแผนทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อได้ปฏิบัติตามแผนทางการเงิน เรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการที่ขาดไม่ได้ คือ การทบทวน
แผนการเงินนั้นอย่างสม่ำเสมอ (อย่างน้อยทุก 6 เดือน) โดยสำรวจดูว่ารายจ่ายที่คาดคะเนกับรายจ่ายที่เกิดขึ้น
จริงนั้นแตกต่างกันมากน้อยเพียงไร และเหตุผลกับสิ่งที่เกิดขึ้ นในขณะเดียวกันก็ทบทวนถึงพฤติกรรมการใช้
จ่ายต่างๆ ว่ามีความจำเป็นหรือไม่ รายการใดที่พอจะตัดค่าใช้จ่ายลงได้บ้าง ซึ่งถ้า สามารถลดค่าใช้จ่ายหรือ
หาทางเพิ่มรายได้ให้กับตนเองได้ ก็จะมีเงินออมเพิ่มขึ้นและการที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็จะสำเร็จง่ายขึ้น
ดังนั้น การวางแผนทางการเงินจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการทำให้ บรรลุเป้าหมายเท่านั้น ถ้ายัง
ช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย เพื่อให้มีสุขภาพทางการเงินที่ดี มีอิสระในการใช้จ่าย โดยไม่รู้สึก
ลำบากที่จะต้องออมเงินเดือนละมากๆ จนขาดความสุขในการดำเนินชีวิต หรือใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินไปจนเกิด
ความเสี่ยงขึ้นกับชีวิต
18
คำถามท้ายบท
1. การวางแผนการเงินส่วนบุคคลคืออะไรและมีประโยชน์ต่อบุคคลอย่างไร
2. จงอธิบายถึงเป้าหมายของตนเองตามหลัก SMART
3. จงอธิบายถึงกระบวนการในการวางแผนการเงินส่วนบุคคล
4. จงอธิบายถึงเป้าหมายทางการเงินระยะสั้น และเป้าหมายทางการเงินระยะยาวของบุคคลพร้อมทั้ง
ยกตัวอย่าง
5. เป้าหมายทางการเงินที่ดีมีลักษณะอย่างไร
6. จงอธิบายถึงการวางแผนการเงินในแต่ละช่วงอายุของบุคคล
7. เงินเฟ้อ (Inflation) คืออะไร และส่งผลต่อการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลอย่างไร
8. การใช้จ่ายของผู้บริโภค (Consumer spending) และอัตราดอกเบี้ย (Interest rate) ส่งผลต่อการ
วางแผนการเงินส่วนบุคคลอย่างไร
19
อ้างอิง
กิตติพัฒน์ แสนทวี. (2558). เงินทองต้องใส่ใจ (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ :ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.
ศิรินุช อินละคร. (2556). การเงินบุคคล (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
บทที่ 3 การวางแผนการประกันชีวิต
ความหมายของการประกันชีวติ
การประกันที่จายเงินตามการทรงชีพหรือการมรณะของบุคคล (ผูเอาประกันภัย การประกันชีวิตจะ
ระบุใหมีการจายเงินผลประโยชนใหกับผูเอาประกันภัยถาผูเอาประกันภัยมีชีวิตอยูครบระยะเวลาที่ระบุไวใน
สัญญา หรือมีการจายคาสินไหมทดแทนเทากับจำนวนเงินเอาประกันภัยใหแกผูรับผลประโยชน ถาผูเอา
ประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่ระบุไวในสัญญา ซึ่งการประกันเปนการเฉลี่ยความเสี่ยงภัยอันเนื่องจาก
การเสียชีวิต การสูญเสียอวัยวะ การทุพพลภาพ และการสูญเสียรายไดหลังวัยเกษียณอายุของบุคคลหนึ่งไปยัง
บุคคลอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะของความเสี่ยงภัยที่คลายคลึงกัน เพื่อเปนการบรรเทาความเดือดรอนใหกับบุคคลที่
ประสบความเสียหายและใหบุคคลเหลานั้นมีสถานภาพทางการเงินกลับคืนสูหรือใกลเคียงสภาพเดิม
ประโยชนของการประกันชีวิต
1) ดานการออม
เปนการออมแบบกึ่งบังคับ โดยผูเอาประกันภัยจะตองจายเบี้ยประกันอยางสม่ำเสมอ และหากผูเอา
ประกันภัยมีชวี ิตอยูจนครบตามที่กรมธรรมกำหนดไว ก็จะไดเงินคืนตามเงื่อนไขของสัญญา ถือวาเปนการออม
เงินไวใชยามชรา หรือออมไวเพื่อเก็บเปนทุนการศึกษาของบุตรหลาน การออมวิธีนี้ไมสามารถถอนเงินได แต
สามารถเวนคืนกรมธรรม ซึ่งมูลคาเวนคืนตามกรมธรรมที่ไดจะถูกหักคาธรรมเนียมในการเวนคืนจำนวนหนึ่ง
เพราะการประกันชีวิตมีวัตถุประสงคเพื่อการลงทุนระยะยาว
2) ดานการสรางความมั่งคงใหกับชีวิตของผูเอาประกันภัย
ในกรณีการทำประกันคุมครองการเจ็บปวย การประกันอุบัติเหตุ หรือในกรณีทุพพลภาพโดยสิ้นเชิง ผูเอา
ประกันภัยจะไดเงินทดแทนเพื่อใชในการเลี้ยงชีพ เปนการสรางความมั่นคงของรายไดใหแกผูเอาประกันภัยได
3) ดานการใหความคุมครองและบรรเทาความเดือดรอนใหกับผูที่อยูในอุปการะคุณ
การทำประกันชีวิตจะชวยบรรเทาความเดือดรอนเรื่องการเงิน รวมทั้งคาใชจายที่เกิดขึ้นของครอบครัว อัน
เนื่องมากจากการเสียชีวิตของบุคคลใดบุคคลหนึ่งในครอบครัว
4) ดานการไดสิทธิประโยชนทางภาษี
ผูที่ทำประกันชีวิตสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตมาเปนคาลดหยอนในการคำนวณภาษีเงินไดบุคคลธรรม ตาม
จำนวนที่จายจริงแตไมเกิน 100,000 บาท
5) ดานอื่นๆ
การทำประกั น ชี ว ิ ตเปรี ย บเสมื อนเป น การเตรีย มเงิน ไวใชในยามฉุกเฉิน เมื่อกรมธรรมครบกำหนด
ระยะเวลา ก็จะมีมูลคาเงินสด และหากผูเอาประกันภัยมีความจำเปนทางการเงินก็สามารถขอกูเงินจำนวนหนึ่ง
ตามหลักเกณฑที่บริษัทกำหนดไปใชในอัตราดอกเบี้ยต่ำได
ประเภทของการประกันชีวิต
การประกันชีวิตมีทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้
1. การประกันชีวิตประเภทสามัญ (Ordinary Life Insurance)
การประกันชีวิตประเภทสามัญเปนการประกันชีวิตรายบุคคลสำหรับผูมีรายไดระดับปานกลางขึ้นไป
โดยทั่วไปแตละกรมธรมประกันภัยจะมีจำนวนเงินเอาประกันภัยตั้งแต 50,000 บาทขึ้นไป และการชำระเบี้ย
ประกันภัยมักชำระเปนรายป หรือจะขอผอนผันชำระเปนราย 6 เดือนหรือ 3 เดือนตามตกลงของผูเอาประกัน
การประกันชีวิตประเภทสามัญอาจจะใหผูเอาประกันมีการตรวจสุขภาพหรือไมก็ได ทั้งนี้ขึ้นอยูกับอายุและทุน
ประกัน และมักจะใหสิทธิในการซื้อสัญญาแนบทายกรมธรรมได
2. การประกันชีวิตประเภทอุตสาหกรรม (Industrial Life Insurance)
การประกันชีวิตประเภทอุตสาหกรรมเปนการประกันชีวิตที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยต่ำ โดยทั่วไป
ตั้งแต 10,000 – 30,000 บาท เหมาะสำหรับผูที่มีรายไดปานกลางถึงรายไดต่ำ การชำระเบี้ยประกันภัยจะ
ชำระเปนรายเดือน และไมมีการตรวจสุขภาพ ฉะนั้นจึงมีระยะเวลารอคอย คือถาผูเอาประกันภัยเสียชีวิตดวย
โรคภัยไขเจ็บตามธรรมชาติ บริษัทจะไมจายจำนวนเงินเอาประกันภัยให แตจะคืนเบี้ยประกันภัยที่ผูเอา
ประกั น ภั ย ได ช ำระมาแล ว ทั ้ งหมด (สำนั กงานคณะและกรรมการกำกับ และสงเสริม การประกอบธุ ร กิ จ
ประกันภัย(คปภ., ออนไลน, 2565)
3. การประกันชีวิตประเภทกลุม (Group Life Insurance)
การประกันชีวิตประเภทกลุมเปนการประกันชีวิตที่ขายใหกับผูเอาประกันภัยตั้งแต 10 คนขึ้นไป
ภายใตกรมธรรมฉบับเดียวกัน สวนใหญขายเปนสวัสดิการใหกับพนักงานหรือลูกจาง โดยมีนายจางเปนเจาของ
กรมธรรม และมีลูกจางเปนผูเอาประกัน การออกกรมธรรมจะออกเพียงฉบับเดียวใหกับนายจาง เรียกวา
กรมธรรม ห ลั ก (Master Policy) ส ว นลู ก จ า งจะได ร ั บ เอกสาร เรี ย กว า ใบรั บ รอง (Certificate) แสดง
รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อผูเอาประกันภัย อายุผูเอาประกันภัย จำนวนเงินเอาประกันภัยและชื่อผูรับผลประโยชน
รูปแบบของการประกันชีวิต
1. ประกั น ชี วิ ต แบบชั ่ ว ระยะเวลา (Term Insurance) (สำนั กงานคณะและกรรมการกำกั บ และ
สงเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ., ออนไลน, 2565)
คือ การประกันชีวิตที่ใหความคุมครองในชั่วระยะเวลาอันจำกัด โดยที่บริษัทประกันชีวิตจะจายเงิน
ใหกับผูรับประโยชน เมื่อผุเอาประกันภัยเสียชีวิตในระยะเวลาที่กำหนด เชน 1 ป 5 ป 10 ป หรือ 20 ป
แตถาพนกำหนดระยะเวลาในการคุมครองไปแลวผูเอาประกันภัยยังมีชีวิตอยู สัญญาถือเปนอันสิ้นสุดลง ผู
เอาประกันภัยจะไมไดรับเงินชดเชย สัญญาประกันชีวิตแบบนี้ใหความคุมครองภัยจากการเสียชีวิตเพียง
อยางเดียว ไมมีผลประโยชนในดานสะสมทรัพยรวมอยูดวย เบี้ยประกันภัยจึงต่ำกวาแบบอื่นๆ
ขอดีของการประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา
1. ชำระเบี้ยประกันต่ำ แตใหความคุมครองสูง
2. เหมาะสำหรับสรางความคุมครอง กรณีผูเอาประกันภัยมีความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัย
ต่ำ
3. ชวยรับความเสี่ยงกรณีที่หัวหนาครอบครัวมีภาระมาก
ขอเสียของการประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา
1. เมื่อครบกำหนดเวลาหรือสิ้นสุดสัญญา หากผูเอาประกันภัยยังมีชีวิตอยูผูรบประกันภัยจะไม
จายเงินชดเชยให เนื่องจากเบี้ยประกันภัยที่ผูเอาประกันภัยไดชำระมาแลวนั้นถือเปนความ
คุมครอง
2. ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)
คือ ประกันชีวิตที่ใหความคุมครองตลอดอายุผูเอาประกัน (คุมครองจนถึงอายุ 90 – 99 ป แลวแต
แบบประกัน โดยบริษัทประกันจะจายเงินทุนประกันใหกับผูรับประโยชนใน 2 กรณี คือ
• จายเงินทุนประกันใหผูรับผลประโยชน ในกรณีที่ผูเอาประกันเสียชีวิตในขณะที่กรมธรรมมีผล
บังคับใช
• จายเงินทุนประกันใหผูเอาประกัน ในกรณีที่ผูเอาประกันมีชีวิตอยูจนครบอายุสัญญา
ประกันชีวิตตลอดชีพกับ ระยะเวลาชำระคาเบี้ยประกั น จะมีระยะเวลาการจายคาเบี้ยประกั น ที่
คอนขางยาวนานกวาประกันชีวิตรูปแบบอื่น โดยสวนใหญระยะเวลาการจายคาเบี้ยประกันประมาณ 15 -20 ป
หรือจายเบี้ยประกันจนถึงอายุ 90 – 99 ป (แลวแตแผนประกัน ที่พิเศษไปกวานั้นคือ เมื่อกรมธรรมประกัน
ชีวิตตลอดชีพมีอายุครบ 2 ป จะมีมูลคาเงินสดที่ผูทำประกันสามารถนำเงินออกมาใชในกรณีฉุกเฉินได (เงื่อนไข
เปนไปตามบริษัทประกันกำหนด
ขอดีของประกันชีวิตตลอดชีพ
1. ความคุมครองยาวนาน โดยไมตองทำการตอสัญญาเรื่อย ๆ และยังไดรับความคุมครองตอเนื่อง
จนครบอายุสัญญาที่ระบุไวในกรมธรรมแมจะจายคาเบี้ยประกันครบแลว
2. ซื้อความคุมครองเพิ่มไดตลอด หากตองการซื้อความคุมครองเพิ่มเติมก็สามารถทำไดตลอดอายุ
สัญญา
3. คาเบี้ยประกันไมแพง เมื่อนำคาเบี้ยประกันชีวิตมาเทียบกับความคุมครองและระยะเวลาที่ไดรับ
ความคุมครองมีความสมเหตุสมผล เบี้ยประกันชีวิตตลอดชีพเปนแบบคงที่ไมไดเพิ่มตามอายุของผู
เอาประกันภัย อีกทั้งผูเอาประกันภัยอยูจนครบกำหนดสัญญา หรือมีเหตุฉุกเฉินดานชีวิตเกิดขึ้น
บริษัทประกันจะจายเงินทุนประกันใหกับผูรบั ผลประโยชนที่ระบุในสัญญากรมธรรม
4. สิทธิลดหยอนภาษี ตามกฎหมายกำหนด คาเบี้ยประกันชีวิตสามารถนำมาใชลดหยอนภาษีได
ตามที่จายจริง แตจะสามารถใชสิทธิลดหยอนภาษีไดไมเกิน 100,000 บาทตอป และจะตองเปน
ประกันชีวิตที่อยูภายใตเงื่อนไข
o ประกันชีวิตที่มีระยะเวลาคุมครอง 10 ปขึ้นไป
o กรมธรรมประกันชีวิตที่ทำกับบริษัทประกันในประเทศไทย
o หากเปนประกันชีวิตที่มีเงินปนผล หรือผลตอบแทนระหวางสัญญา เงินปนผลตองไมเกิน
20% ของคาเบี้ยประกันรายป
o ในกรณีที่เปนเงินคืนประกันชีวิตตามชวงระยะเวลา (จายคืนทุกๆ 3 – 5 ป เงินคืน
จะตองไมเกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมตามชวงระยะเวลา
ตองเปนกรมธรรมประกันชีวิตที่ไมถูกเวนคืนกอนถือครบ 10 ป (ไมวาจะเวนคืน
กรมธรรมในกรณีใดๆ ก็ตาม (ยุทธนา ศรีสวัสดิ์, 2565, ออนไลน
3. การประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย (Endowment Insurance
การประกั นชีวิ ตแบบสะสมทรัพย คือ การประกั นชีว ิ ตที่ ให ความคุ มครองการเสียชีว ิต ของผู เ อา
ประกันภัยและจายเงินผลประโยชนตามการทรงชีพใหผูเอาประกันภัยถาผูเอาประกันภัยยังคงมีชีวิตอยูในวัน
ครบกำหนดของสัญญาระยะเวลาสัญญามักมีการระบุจำนวนปที่แนนอน เชน 10 ป 15 ป 20 ป เปนตน หรือ
อาจระบุระยะเวลาของสัญญาเปนอายุของผูเอาประกันภัย ณ วันครบรอบปกรมธรรม เชน ระบุระยะเวลาของ
สัญญาเปนวันที่ผูเอาประกันภัยอายุ 60 ป ณ วันครบรอบปกรมธรรม เปนตน ถาผูเอาประกันเสียชีวิตภายใน
กำหนดเวลาแหงสัญญาประกันภัย บริษัทประกันชีวิตจะจายเงินผลประโยชนเปนจำนวนเงินเทากับจำนวนเงิน
เอาประกันภัยใหแกผูรับประโยชนแตถาผูเอาประกันภัยยังคงมีชีวิตอยูในวันครบกำหนดแหงสัญญาประกันภัย
บริษัทประกันชีวิตจะจายเงินผลประโยชนใหกับผูเอาประกันภัย และถือวาสิ้นสุดการคุมครอง
การประกันแบบสะสมทรัพยนั้นถาจะพิจารณากันอยางละเอียดแลวจะพบวามีการนำการประกันชีวิต
อยางนอย 2 แบบมาผสมกัน คือ
1. การประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance คือรูปแบบการประกันชีวิตที่ผูรับประกันจะ
จายเงินเอาประกันให ถาผูประกันถึงแกมรณกรรมในระหวางที่สัญญามีผลบังคับ
2. การประกันชีวิตแบบสะสมทรัพยแทจริง (Pure Endowment คือรูปแบบการประกันชีวิตที่ผู
รับประกันจะจายจำนวนเงินเอาประกันให ถาผูประกันมีชีวิตอยูจนครบกำหนดสัญญากรมธรรม และบริษัท
จะตองรับผิดชอบในกรณีที่ผูเอาประกันเสียชีวิตในระหวางสัญญา
จึงอาจกลาวไดวาการประกันแบบสะสมทรัพยนั้น เปนการวิวัฒนาการของแบบประกันพื้นฐานขั้นตน
ซึ่งในปจจุบันจะเห็นไดวาคนสนใจทำประกันแบบสะสมทรัพยมากเปนอันดับหนึ่ง เพราะผูเอาประกันทรบดีวา
ถึงอยางไรก็แลวแตผูเอาประกันก็จะไดรับเงินคืนเมื่อชีวิตอยูจนครบกำหนดสัญญาหรือผูรับประโยชนจะไดรับ
ทุนประกันชีวิตในกรณีที่ผูเอาประกันเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่สัญญามีผลบังคับ
ลักษณะสำคัญของการประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย
1. มีการกำหนดระยะเวลาของสัญญาที่แนนอน
2. จะไดรับเงินเอาประกันภัยเมื่อมีชีวิตอยูครบกำหนดสัญญา หรือผูรับประโยชนจะไดรับจำนวน
เงินเอาประกันภัยเสียชีวิตระหวางสัญญา
3. เนนการออมทรัพยมากกวาการคุมครอง
4. อัตราเบี้ยประกันคอนขางสูง เมื่อเปรียบเทียบกับแบบประกันอื่นๆ
การประกันแบบสะสมทรัพยสามารถแบงตามลักษณะการชำระเบี้ย และการครบกำหนดไดดังนี้
1. ตามการครบกำหนด หรือสิ้นสุดสัญญา เมื่อผูประกันชีวิตอยูครบสัญญา เชน 50,55 หรือ 60
ป เปนตน
2. ตามการครบกำหนดสัญญาและจำนวนระยะเวลาการชำระเบี้ย เชน คุมครอง 10 ป ชำระ
เบี้ย 10 ปคุมครอง 20 ป ชำระเบี้ย 20 ป เปนตน
3. ตามระยะเวลาการคุมครอง และระยะเวลาการชำระเบี้ยที่แตกตางกัน คือ ระยะเวลาชำระ
เบี้ยประกันจะนอยกวาระยะเวลาการคุมครอง เชน การประกันชีวิตที่ใหความคุมครอง 20 ป
ชำระเบี้ย 15 ป เปนตน
4. การประกันชีวิตสะสมทรัพย แบบชำระเบี้ยครั้งเดียว แบบประกันภัยประเภทนี้มักจะจูงใจเอา
ประกันภัยในเรื่องผลตอบแทนที่เกิดขึ้น เปรียบเสมือนหนึ่งนำเงินไปลงทุนระยะยาวนั่นเอง
เชน ระยะเวลาคุมครอง 10 ป ชำระเบี้ยประกันเพียง 1 หรือ 2 ครั้ง เปนตน
ประโยชนของแบบประกันแบบสะสมทรัพย
1. การประกันภัยแบบนี้มีลักษณะความคุมครอง และการออมทรัพยอยูในตัวของมันเอง
2. เปนการสะสมเงินในรูปแบบหนึ่งซึ่งสวนใหญแลวมักมีผลตอบแทนใหดีกวากรมธรรมประเภท
อื่นๆ
3. กรมธรรมแบบนี้ โดยปกติมักจะมีมูลคาเงินสดเกิดขึ้นตั้งแตปที่ 2 เปนตนไป จึงทำใหผูเอา
ประกันไดรับสิทธิตางๆ ในกรมธรรม เชน สิทธิในการกูก รมธรรม
4. การประกันชีวิตแบบเงินไดประจำ (Annuities
การประกันชีวิตแบบเงินไดประจำหรือแบบบำนาญ คือ การประกันชีวิตที่มีการจายผลประโยชนตาม
การทรงชีพแตเพียงอยางเดียว กลาวคือ ถาผูเอาประกันภัยมีชีวิตอยู ณ อายุตามที่ระบุในสัญญา บริษัทประกัน
ชีวิตจะจายเงินผลประโยชนตามที่ระบุไวในสัญญาใหกับผูเอาประกันภัยเปนรายปหรือรายเดือนไปจนกวาผูเอา
ประกันจะเสียชีวิต เชนสัญญาอาจมีการระบุจายเงินผลประโยชนจำนวน 10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
ใหแกผูเอาประกันภัยเมื่อผูเอาประกันภัยอายุครบ 60 ป และจะจายเงินจำนวนนี้ตอไปทุกปเสมือนเปนเงิน
บำนาญไปจนกวาผูเอาประกันภัยจะเสียชีวิต
การประกันแบบบำนาญนี้มีลักษณะสำคัญคือ การออมทรัพย (Saving เชนเดียวกับการประกันชีวิต
และการที่เราไดจายเงินปจจุบันเพื่อนำเอาไปใชจายเปนบำนาญแกตัวในอนาคตนั้นเทากับเราออมทรัพยไว
และถาผูเอาประกันมีความประสงคที่ตองการเงินกอนเมื่อไร ก็จะสามารถเวนคืนกรมธรรมนั้นในลักษณะมูลคา
เงินสด (Cash Valueไดดวย
การชำระเบี้ยประกันภัยแบบเงินไดประจำหรือบำนาญนี้มักชำระเปนรายปนับตั้งแตเริ่มประกันชีวิต
และจะไปหยุดการชำระเบี้ยประกันภัยกอนการรับเงินผลประโยชน เชน จายเบี้ยประกันตั้งแตอายุ 25 ปจนถึง
อายุ 60 ป จากนั้นเริ่มตนรับเงินผลประโยชนตามการทรงชีพไปจนกวาผูเอาประกันภัยจะเสียชีวิต
การประกันชีวิตแบบเงินไดประจำหรือเงินบำนาญ สามารถจำแนกไดเปน 4 ชนิด
1. เงินไดประจำหรือเงินบำนาญตามการทรงชีพชนิดไมมีการคืนเงิน ( Life Annuity , No Refund
การประกันชีวิตแบบเงินไดประจำหรือเงินบำนาญตามการทรงชีพคือการประกันชีวิตที่กำหนดใหมีการจายเงิน
ไดประจำหรือเงินบำนาญเปนจำนวนเงินเทากับรอยละของจำนวนเงินเอาประกันภัยทุกปตามการทรงชีพ ถาผู
เอาประกันภัยเสียชีวิตเมื่อใด บริษัทก็จะงดจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญทันที และบริษัทจะไมจายเงิน
เบี้ยประกันภัยที่บริษัทรับมาจากผูเอาประกันภัยสวนที่มากกวาผลประโยชนที่บริษัทจายออกไปคืนใหกับผูรับ
ประโยชนแตอยางใด
ตัวอยาง เงินไดประจำหรือเงินบำนาญตามการทรงชีพ ไมมีการคืนเงิน
บริษัทอาจมีการรั บประกันการจายเงิน ไดประจำตามการทรงชีพ ไมมีการคืนเงิน โดยตกลงจะ
จายเงินผลประโยชนจำนวน 10 % ของจำนวนเงินเอาประกันภัยทุกสิ้นปตามการทรงชีพไมมีการคืนเงิน
• ถาผูเอาประกันภัยไดรับเงินไดประจำไปเพียง 2 งวดแลวเสียชีวิต บริษัทจะหยุดจายเงินได
ประจำทันที และไมมีการคืนเงินใดๆ
2. เงินไดประจำหรือเงินบำนาญตามการทรงชีพ ชนิดรับประกันการจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญ
เปนจำนวนงวดขั้นต่ำ ( Guaranteed Minimum Life Annuity การประกันชีวิตแบบเงินไดประจำหรือ
เงินบำนาญตามการทรงชีพ ชนิดรับประกันการจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญเปนจำนวนงวดขั้นต่ำ คือ
การประกันชีวิตที่กำหนดใหมีการจายเงินตามการทรงชีพไปตลอดชีพและมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเกี่ยวกั บ การ
รับประกันการจายเงินไดประจำขั้นต่ำตามจำนวนงวดที่ระบุ ถาผูเอาประกันภัยเสียชีวิตกอนการรับเงินได
ประจำครบตามจำนวนงวดที่บริษัทรับประกันไว บริษัทก็จะจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญใหแกผูรับ
ประโยชน ต อไปจนครบจำนวนงวดที่ บ ริษั ทรับประกัน การจายเงิน เปน จำนวนงวดขั้น ต่ำไว แตถาผูเอา
ประกันภัยเสียชีวิตหลังจากที่ไดรับเงินไดประจำหรือเงินบำนาญขั้นต่ำครบแลว บริษัทก็จะหยุดการจายเงิน
ทันที
ตัวอยาง เงินไดประจำหรือเงินบำนาญตามการทรงชีพ ชนิดรับประกันการจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญ
เปนจำนวนงวดขั้นต่ำ
บริษัทอาจมีการรับประกันการจายเงินไดประจำหรือบำนาญขั้นต่ำ โดยตกลงจะจายเงินผลประโยชน
จำนวน 10 % ของจำนวนเงินเอาประกันภัยทุกสิ้นปตามการทรงชีพไปตลอดชีพ รับประกันจำนวนงวดขั้นต่ำ
10 งวด
• ถาผูเอาประกันภัยไดรับเงินไดประจำไปเพียง 2 งวดแลวเสียชีวิต บริษัทก็จะยังคงจายเงินได
ประจำใหกับผูรับประโยชนตอไปจนครบจำนวนงวดขั้นต่ำที่รับประกันไว คอ จายตออีก 8 งวด
แลวจึงหยุดการจาย
• ถาผูเอาประกันภัยไดรับเงินไดประจำไปครบ 10 งวดแลวยังไมเสียชีวิต บริษัทจะยังคงจายเงินได
ประจำใหกับผูเอาประกันภัยตอไปเรื่อยๆ จนกวาผูเอาประกันภัยจะเสียชีวิต
กรณีนี้ บริษัทจะจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญเทากับหรือมากกวา 10 งวด ขึ้นอยูกับการทรงชีพของ
ผูเอาประกันภัย นั่นคือบริษัทจะจายอยางนอย 10 งวด
3. เงินไดประจำหรือเงินบำนาญชนิดงวดจำนวนคงที่ ( Certain Annuity เงินไดประจำหรือเงินบำนาญ
ชนิดจำนวนงวดคงที่ คือบริษัทมีขอตกลงที่กำหนดใหมีการจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญเปนจำนวนงวดที่
แนนอน โดยไมคำนึงถึงการทรงชีพของผูเอาประกันภัย ถาผูเอาประกันภัยมีชีวิตอยูในชวงของการจายเงินได
ประจำหรือเงิน บำนาญ บริษัทก็จ ะจา ยเงิ น ไดป ระจำหรือเงิน บำนาญใหแกผูเอาประกันภัย แตถาผู เ อา
ประกันภัยเสียชีวิตกอนที่จะรับเงินไดประจำหรือเงินบำนาญครบตามจำนวนงวดที่ระบุ บริษัทจะทำการ
จายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญใหแกผูรับประโยชนตอไปจนครบตามจำนวนงวดที่ระบุไว
ตัวอยาง เงินไดประจำหรือเงินบำนาญตามการทรงชีพชนิดจำนวนงวดคงที่
บริษัทรับประกันการจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญตามการทรงชีพชนิดจำนวนงวดคงที่ โดยตกลง
จะจายเงินผลประโยชนจำนวน 10 % ของจำนวนเงินเอาประกันภัยทุกสิ้นปเปนเวลา 10 ป
• ถาผูเอาประกันภัยไดรับเงินไดประจำไปเพียง 2 งวดแลวเสียชีวิต บริษัทจะยังคงจายเงินได
ประจำใหกับผูรับประโยชนตอไปจนครบจำนวนงวดขั้นต่ำที่รับประกันไว คือจายตออีก 8 งวด
แลวจึงหยุดการจาย
• ถาผูเอาประกันภัยไดรับเงินไดประจำไปครบ 10 งวดแลวยังไมเสียชีวิต บริษัทจะยุติการจายเงิน
ไดประจำใหกับผูเอาประกันภัย
กรณี บริษัทจะจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญเทากับ 10 งวดเสมอไมวาผูเอาประกันภัยจะมีชีวิตอยูหรือ
เสียชีวิตกอน 10 งวด
4. เงินไดประจำหรือเงินบำนาญชนิดตามการทรงชีพชั่วระยะเวลา ( Temporary Life Annuity เงินได
ประจำหรือบำนาญชนิดตามการทรงชีพชั่วระยะเวลา คือ บริษัทมีขอตกลงที่กำหนดใหมีการจายเงินไดประจำ
หรือเงินบำนาญตามการทรงชีพของผูเอาประกันภัยภายในระยะเวลาที่กำหนด การประกันชีวิตเงินไดประจำ
หรือบำนาญตามการทรงชีพชั่วระยะเวลานี้คลายกับการประกันชีวิตเงินไดประจำตามการทรงชีพ ไมมีการคืน
เงินแตตางกันตรงที่มีการกำหนดระยะเวลาของการจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญตามระยะเวลาของสัญญา
นั่นคือ บริษัทก็จะจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญใหแกผูเอาประกันภัยไปเรื่อย ๆ จนกวาผูเอาประกันภัยจะ
เสียชีวิตหรือครบระยะเวลาของสัญญาประกันภัย แลวแตวาเหตุการณใดจะถึงกอน
ตัวอยาง เงินไดประจำหรือเงินบำนาญชนิดตามการทรงชีพชั่วระยะเวลา
บริษัทรับประกันการจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญชนิดตามการทรงชีพชั่วระยะเวลา 10 ป โดย
ตกลงจะจายเงินผลประโยชนจำนวน 10 % ของจำนวนเงินเอาประกันภัยทุกสิ้นปตามการทรงชีพเปนเวลา
10 ป
• ถาผูเอาประกันภัยเสียชีวิตกอนครบ 10 ป บริษัทจะหยุดจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญทันที
เนื่องจากผูเอาประกันภัยเสียชีวิตกอนครบระยะเวลาของสัญญา
• ถาผูเอาประกันภัยมีชีวิตอยูรับเงินไดประจำหรือเงินบำนาญครบ 10 ป แลวสัญญาเปนอันสิ้นสุด
บริษัทก็จะหยุดจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญเชนกัน เนื่องจากครบระยะเวลา 10 ป ของ
สัญญาแลว
กรณีนี้ บริษัทจะจายเงินไดประจำหรือเงินบำนาญนอยกวาหรือเทากับ 10 งวดขึ้นอยูกับการทรงชีพของผู
เอาประกันภัยและระยะเวลาของสัญญา นั่นคือบริษัทจะจายเงินไดประจำอยางมากที่สุด 10 งวด
สวนใหญแลวผูที่ทำประกันในแบบบำนาญนั้นมักที่จะเปนผูที่มีสุขภาพดี และคาดวาจะมีอายุที่ยืนยาวหลัง
เกษียณ การที่จะถามวาเรามีความจำเปนที่จะตองทำประกันชีวิตในแบบบำนาญหรือไมนั้น ขึ้นอยูว าเรา
ตองการที่จะมีรายไดที่มากขึ้นกวาเดิมเพื่อเลี้ยงชีพยามเกษียณหรือไม หรือเราไดมีการวางแผนการใชจาย
ในชวงหลังเกษียณอยางไรบาง
ชนิดของการประกันชีวิต
การประกันชีวิตมี 2 ชนิด (ศูนยสงเสริมการพัฒนาความรูตลาดทุน สถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน ตลาด
หลักทรัพยแหงประเทศไทย, 2553) คือ
1. ชนิดมีเงินปนผล (Dividend Life Insurance)
การประกันชีวิตชนิดมีการจายเงินปนผลนั้น บริษัทจะจายใหเฉพาะที่มีการระบุการจายเงินปนผลไวใน
เงื่อนไขกรมธรรมเทานั้น ซึ่งในกรมธรรมที่มีการระบุการจายเงินปนผลนั้น สวนมากจะมีการจายเบี้ยประกัน
ชีวิตที่แพงกวากรมธรรมแบบที่ไมมีการจายเงินปนผล
2. ชนิดไมมีเงินปนผล (Non-Dividend Life Insurance)
การประกันชีวิตชนิดนี้จะไมมีเงื่อนไขการจายเงินปนผล ฉะนั้นอัตราเบี้ยประกันจึงต่ำกวาชนิดมีเงินปน
ผล
คำถามทายบทที่ 3
1. ถาจะเลือกแบบประกันชีวิตที่มีความเหมาะสมกับตัวเองจะเลือกแบบใด และเหตุผลใดจึงคิดวามีความ
เหมาะสม?
2. จงบอกความแตกตางของแบบประกันชีวิตทั้ง 4 แบบมาใหชัดเจน
3. ทานคิดวาปจจัยที่ใชในการพิจารณาหากทานจะทำประกันชีวิตควรมีอะไรบาง
4. ใหคนควาเพิ่มเติมในinternet โดยเลือกแบบประกันชีวิตที่มีความเหมาะสมกับตัวทานเองมากที่สุด พรอม
เหตุผลประกอบการเลือกแบบประกันชีวิตนั้น
เอกสารอางอิง
ฐิติวดี ชัยวัฒน. (2556) การบริหารความเสี่ยงภัยและการประกันภัยในศตวรรษที่ 21. พิมพครั้งที่ 2.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
ยุทธนา ศรีสวัสดิ์. (2556) เทคโนโลยีการจัดการภาษีเงินไดบุคคลธรรมดา (iTAX:เทคโนโลยีดานภาษี).
สืบคนเมื่อ 10 ตุลาคม 2565, จาก https://www.itax.in.th/pedia/iTAX/
สำนักงานคณะและกรรมการกำกับและสงเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ. . (2565) การประกันชีวิต.
สืบคนเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2565, จาก https://www.oic.or.th/th/education/insurance/life/
model.
ศูนยสงเสริมการพัฒนาความรูตลาดทุน สถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพยแหงประเทศไทย.
(2553) หลักสูตรวางแผนการเงิน ชุดวิชาที่ 3 การวางแผนการประกันภัย. ฝายศูนยการเรียนรู
ตลาดหลักทรัพยแหงประเทศไทย
บทที่ 6
การลงทุนในตราสารทุน
ลักษณะของตราสารทุน
ตราสารทุน (Equity securities) เป็นตราสารที่ออกโดยกิจการ นักลงทุนที่ซื้อตราสารประเภทนี้จะมี
สถานะเป็นเจ้าของกิจการนั้น ได้รับผลประโยชน์ได้หลายลักษณะ ได้แก่ ส่วนแบ่งกำไร หรือที่เราเรียกว่า “ปัน
ผล” (Dividend) ซึ่งจะได้รับในจำนวนมากน้อยเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่ากิจการวมีผลประกอบการเป็นอย่างไร
โดยที่นักลงทุนจะได้รับก็ต่อเมื่อกิจการมีกำไรและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ตามนโยบายของกิจการนั้น กรณีที่
กิจการมีผลขาดทุน กฎหมายห้ามไม่ให้มีการจ่ายปันผล เพราะจะไปลดทอนเงินทุนของกิ จการ นอจากนี้ตรา
สารประเภทนี้ยังไม่มีการกำหนดระยะเวลาการลงทุนที่แน่นอน กล่าวคือการได้รับเงินคืนจากเจ้าของกิจการนั้น
ไม่สามารถกำหนดได้อาจจะต้องถือไปจนกว่าจะเลิกกิจการ ในส่วนของประเทศไทยนั้นได้มีการจัดตั้งตลาด
หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขึ้นมาเพื่อเป็นตลาดรองในการรองรับการซื้อขายเปลี่ยนมือตราสารทุนในระหว่าง
นักลงทุนด้วยกัน โดยไม่จำเป็นต้องถือจนเลิกกิจการ
ประเภทของตราสารทุน
ตราสารทุนที่มีจำหน่ายในประเทศไทย ประกอบด้วยตราสาร 3 ชนิด ประกอบด้วย
1. หุ้นสามัญ (Common stocks) ตราสารทุนประเภทนี้ออกโดยบริษัทจำกัด หรือกรณีที่มีการซื้อ
ขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด (Public company
limited) ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชนทั่วไป โดยผู้ที่เข้าไปลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัท
จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการนั้น ๆ จากการลงคะแนนเสียงร่วมตัดสินใจในการบริหารงานที่สำคัญ
ต่าง ๆ ของกิจการในที่ประชุมผู้ถือหุ้น หรือที่เรียกว่ามติการประชุมผู้ถือหุ้น เช่น การออกหุ้นเพิ่ม
ทุน การควบรวมกิจการ การจ่ายปันผล เป็นต้น ผลตอบแทนของหุ้นสามัญมักไม่แน่นอน ผันแปร
ไปตามผลการดำเนินงานของกิจการนั้น ๆ นอกจากนี้การขายหุ้นคืนจากการลงทุน หรือได้เงินทุน
คืนจากการเลิกกิจการก็ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับผลประกอบการหรือความต้องการของตลาดในหุ้น
สามัญนั้น
2. หุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred stocks) เป็นตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน (Hybrid) แต่เนื่องจากในภาพรวมมี
ลักษณะคล้ายทุนมากกว่า จึงจั ดอยู่ในกลุ่มตราสารทุน ซึ่งมีลักษณะพื้นฐานเหมือนหุ้นสามัญ
สำหรับส่วนที่แตกต่างจากหุ้นสามัญ คือ ในกรณีที่มีการเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะได้รับ
เงินทุนคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ รวมทั้งอัตราการจ่ายปันผลก็เป็นไปตามนโยบายของกิจการเป็น
หลักอาจไม่ผันแปรโดยตรงต่อผลประกอบการ ซึ่งหุ้นบุริมสิทธิ์นี้มีจำหน่ายในประเทศไทยค่อนข้าง
น้อย ไม่แพร่หลายเหมือนหุ้นสามัญ นักลงทุนสามารถสังเกตเห็นได้จากรายชื่อหลักทรัพย์ที่มี -P
ต่อท้าย
3. หน่ ว ยลงทุ น (Unit trust) ในกองทุ น รวม (Mutual fund) เป็ น ตราสารที ่ ร ะดมเงิ น ทุ น จาก
ประชาชนที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บริษัทที่ออกจำหน่ายจะมี
สถานะเป็นผู้บริหารกองทุน กล่าวคือถ้าเป็นหุ้นสามัญบริษัทจะนำเงินไปลงทุนในการประกอบ
กิจการ เช่น สร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร เป็นต้น จัดเป็นการลงทุนทางตรง (Direct investment)
แต่กรณีหน่วยลงทุน ผู้บริหารกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในตราสารการเงินต่าง ๆ แทน เมื่อได้
ผลตอบแทนก็จะนำมาจัดสรรเป็นผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในรูปของปันผล เรียกการ
ลงทุนในลักษณะนี้ว่า การลงทุนทางอ้อม (Indirect investment) หน่วยลงทุนในกองทุนรวมมี
หลายประเภทที่นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ เช่น กองทุนเปิด (Opened-end) กองทุนปิด
(Closed-end) กองทุนรวมหุ้น เป็นต้น หน่วยลงทุนนี้สามารถนำไปซื้อขายเปลี่ยนมือได้ในตลาด
หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เหมือนกับหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ์
คำถาม ให้น ักศึกษาอธิบ ายลั กษณะของตราสารทุน พร้อมทั้งแสดงความแตกต่างของตราสารทุนแต่ละ
ประเภท
แนวทางการตอบคำถาม อ่านความหมาย แล้วทำตารางเปรียบเทียบทั้ง 3 ประเภท
วิธีการจำหน่ายตราสารทุน
การระดมเงินทุนโดยการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อนักลงทุน หรือผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายตาม
วัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้ เช่น เพื่อขยายธุรกิจ ซื้อเครื่องจักร ชำระหนี้ เป็นต้น สามารถเลือกวิธีการระดม
เงินทุนได้ใน 3 วิธีคือ (https://knowledge.bualuang.co.th/knowledge-base/)
1. จำหน่ายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (Right offering) เป็นการจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิมทุกรายตามสัดส่วน
การถือครองหุ้น วิธีการจำหน่ายในลักษณะนี้มักเป็นวิธีแรกที่บริษัทต่าง ๆ เลือกใช้เนื่องจากจะ
ช่วยรักษาสัดส่วนความเป็นเจ้าของไว้ได้ เช่น บริษัท A มีหุ้นจำหน่ายเดิมจำนวน 1000 หุ้น ต่อมา
บริษัทประกาศขายหุ้นเพิ่มทุนอีก 1000 หุ้น โดยให้สิทธิ์ผู้ถือหุ้นเดิมซื้อได้ในอัตรา 1 หุ้นเดิมได้ 1
หุ้นใหม่ นายสมชายมีหุ้นของบริษัท A อยู่จำนวน 400 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 400/1000 = 40%
แสดงว่านายสมชายมีสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้อีกจำนวน 400 หุ้นซึ่งถ้านายสมชายตัดสินใจใช้สิทธิซื้อ
หุ้นเพิ่มทุนในจำนวนดังกล่าวจะทำให้นายสมชายมีหุ้นของบริษัท A คิดเป็นสัดส่วน 800/2000 =
40% ซึ่งเป็นสัดส่วนเดิม แต่ถ้านายสมชายไม่ซื้อหรือซื้อไม่ถึงตามจำนวนที่ได้รับ สิทธิ นายสมชาย
ก็จะมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของที่เปลี่ยนแปลงไป
2. จำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไป (Public offering) เป็นการจัดสรรให้กับประชาชนทั่วไปเป็นวง
กว้าง โดยไม่จำกัดจำนวนผู้ลงทุนและมูลค่าการระดมทุน กิจการที่เสนอซื้อขายหลักทรัพย์แก่
ประชาชนทั่วไปจะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด
หลักทรัพย์ (กลต.) รวมทั้งต้องมีการเปิดเผยข้อมูลในแบบแสดงรายการข้อมูลและหนังสือชี้ชวน
ก่ อ นการเสนอขายหลั ก ทรั พ ย์ ราคาที ่ เ สนอขายครั ้ ง แรกเรี ย กว่ า ราคา IPO (Initial public
offering) โดยผู้ได้รับอนุญาตแล้วต้องเสนอขายหุ้นให้ เสร็จภายใน 6 เดือน แต่ถ้าสามารถขอ
อนุญาตขยายระยะเวลาออกไปได้อีกแต่ไม่เกิน 12 เดือน โดยการจัดจำหน่ายต้องกระทำผ่านผู้จัด
จำหน่ายหลักทรัพย์ (Underwriter) ที่จะดำเนินการจัดสรรให้กับนักลงทุนที่ประสงค์ลงทุนหรือ
จองซื้อไว้ อาจใช้วิธีสุ่ม (Random) หรือจองก่อนได้ก่อน (First come first serve) แต่ทั้งนี้ต้อง
เป็นไปตามที่แสดงไว้ในหนังสือชี้ชวน สำหรับจำนวนหุ้นที่จำหน่ายอาจเป็นจำนวนที่บริษัทจัดสรร
เพื่อจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะหรือเป็นหุ้นที่เหลือจากการใช้สิทธิที่จำหน่ายให้กับผู้
ถือหุ้นเดิม โดยการลงทุนของนักลงทุนจะใช้วิธีการผ่านระบบออนไลน์ของตัวแทนหรือโบรกเกอร์
ที่รับจองซื้อ หรือส่งเอกสารใช้สิทธิผ่านผู้แนะนำการลงทุน
3. จำหน่ า ยโดยเฉพาะเจาะจง (Private placement) เป็ น การจั ด สรรให้ ก ั บ บุ ค คลในวงจำกั ด
ลักษณะการเสนอขายให้กับบุคคลในวงจำกัดคือ จำกัดจำนวนไม่เกิน 50 ราย หรือ มูลค่าเสนอ
ขาย ไม่เกิน 20 ล้านบาท ภายในรอบ 12 เดือนหรือเสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบัน เช่น ธนาคาร
พาณิชย์ บริษัทประกันภัย ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น
การลงทุนในตราสารทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
การซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์กลุ่มตราสารทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถ
ดำเนินการซื้อขายได้บนกระดาน (Board) ดังนี้
1. กระดานหลัก (Main board) เป็นกระดานที่ทำการซื้อขายหลักทรัพย์โดยทั่วไป ใช้ระบบการซื้อ
ขายแบบ Automated order matching: AOM บนกระดานนี้สามารถทำการซื้อขายตราสารทุน
ได้ทั้งหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ และหน่วยลงทุน จำนวนหุ้นที่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ต้องเป็น
หน่วยการซื้อขาย (Board lot) หน่วยการซื้อขายละ 100 หุ้นหรือทวีคูณ และราคาที่ซื้อขายบน
กระดานนี้จัดเป็นราคาตลาดของหลักทรัพย์นั้น นอกจากนี้การส่งราคาซื้อขายของนักลงทุนก็
จะต้องส่งให้ราคานั้นอยู่ในช่วงราคา (Spread) ดังนี้
ระดับราคา
ต่ำกว่า 2 บาท
ตั้งแต่ 2 บาท แต่ต่ำกว่า 5 บาท
ตั้งแต่ 5 บาท แต่ต่ำกว่า 10 บาท
ตั้งแต่ 10 บาท แต่ต่ำกว่า 25 บาท
ตั้งแต่ 25 บาท แต่ต่ำกว่า 50 บาท
ตั้งแต่ 50 บาท แต่ต่ำกว่า 100 บาท
ตั้งแต่ 100 บาท แต่ต่ำกว่า 200 บาท
ตั้งแต่ 200 บาท แต่ต่ำกว่า 400 บาท
ตั้งแต่ 400 บาท แต่ต่ำกว่า 800 บาท
ตั้งแต่ 800 บาทขึ้นไป
ช่วงราคา
0.01
0.02
0.05
0.10
0.25
0.50
1.00
2.00
4.00
6.00
2. กระดานรายใหญ่ (Big lot board) เป็นกระดานที่ทำการซื้อขายหลักทรัพย์โดยทั่วไปเหมื อน
กระดานหลัก แตกต่างกันตรงจำนวนหลักทรัพย์ที่ทำการซื้อขายในจำนวนมากโดยไม่ได้แบ่งย่อย
ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้ปริมาณการซื้อขายตั้งแต่ 1 ล้านหลักทรัพย์ขึ้นไป หรือมูลค่า
การซื้อขายตั้งแต่สามล้านบาทขึ้นไป เป็ นการซื้อขายรายใหญ่ทั้งนี้ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงราคา
กันเอง การซื้อขายลักษณะนี้จะใช้วิธีซื้อขายแบบ Put-through: PT โดยปกติก็คือ ผู้ขายจะมี
เพียงรายเดียวหรือไม่กี่รายที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น ครอบครัวเดียวกันหรือกลุ่มบริษัทเดียวกัน
ส่วนผู้ซื้อนั้น อาจมีรายเดียวหรือไม่กี่รายที่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่มักจะเป็นสถาบันที่ต้องการได้
หุ้นจำนวนมาก ยกเว้นกรณีที่เป็นการขายหุ้นจำนวนมากหลักพันหรือหมื่นล้านบาทขึ้นไปก็จะมีผู้
ซื้อรายใหญ่จำนวนมากรายที่เข้ามาแสดงความจำนงซื้อหุ้นผ่านโบรกเกอร์ที่จะทำหน้าที่ในการ
ขายหุ้นให้กับผู้ที่ต้องการขาย
3. กระดานต่างประเทศ (Foreign board) เป็นกระดานสำหรับการซื้อขายหุ้นสามัญและหุ้มบุริม
สิทธิ์ที่จำหน่ายให้กับนักลงทุนต่างประเทศทั้งที่เป็นสถาบันและบุคคลธรรมดา มีวิธีการซื้อขายได้
ทั้งแบบ AOM และ PT รองรับการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างประเทศด้วยกัน ตาม
ข้อจำกัดการครอบครองหุ้นของชาวต่างชาติ ข้อสั งเกตสำหรับหลักทรัพย์ที่ซื้อขายบนกระดานนี้
คือจะมีชื่อหลักทรัพย์ และ -F บนกระดานนี้นักลงทุนไทยสามารถเข้าไปซื้อได้ แต่ไม่สามารถขาย
ได้ เนื่องจากหลักทรัพย์ที่ขายบนกระดานนี้จะต้องมีชื่อเจ้าของเป็นชาวต่างประเทศเท่านั้น ส่วน
การเข้าไปซื้อนักลงทุนไทยจะต้องยอมรับกับ ราคาหลักทรัพย์ที่จะสูงกว่าราคาของหลักทรัพย์
เดียวกันบนกระดานหลัก
4. กระดานหน่วยย่อย (Odd lot board) เป็นกระดานที่ทำการซื้อขายหลักทรัพย์โดยทั่วไปเหมือน
กระดานหลัก ยกเว้นตราสารหนี้ แตกต่างกันตรงจำนวนหลักทรัพย์ที่ทำการซื้อขายในจำนวนน้อย
กว่าหนึ่งหน่วยการซื้อขายหรือต่ำกว่า 100 หุ้น เช่น 15 หรือ 99 หุ้น โดยใช้วิธีการซื้อขาย AOM
เครื่องหมาย/คำที่ควรรู้ในการลงทุนในตราสารทุน
เครื่องหมาย/คำ
Floor price
Ceiling price
Bid
Offer
MP
ATO/ATC
NP
NR
DS
XD
XR
ความหมาย
ราคาต่ำที่สุดของวันนี้
ราคาต่ำที่สุดของวันนี้
ราคาเสนอซื้อ
ราคาเสนอขาย
การส่งคำสั่งซื้อขาย ณ ราคาตลาดขณะนั้น
การส่งคำสั่งซื้อขาย ณ ราคาเปิด/ปิดการซื้อขายแต่ละรอบ
บริษัทยังไม่ส่งรายงานที่กำหนดให้ส่ง (เกินเวลาส่ง)
บริษัทยังไม่ส่งรายงานที่กำหนดให้ส่ง (เกินเวลาส่ง) ขณะนี้ได้ส่งแล้ว
เตือนให้นักลงทุนระมัดระวัง กำหนดให้ซื้อขายด้วยเงินสด
เตือนว่าผู้ซื้อหุ้นในช่ว งที่ขึ้นเครื่องหมายนี้จะไม่มีส ิทธิได้รับปันผลที่
ประกาศจ่ายในงวดนั้น
เตือนว่าผู้ซื้อหุ้นในช่วงที่ขึ้นเครื่องหมายนี้จะไม่มีสิทธิได้รับสิทธิซื้อหุ้นเพิ่ม
ทุนในคราวนี้
XM
H
SP
SET Index
SBL (Short sell)
เตือนว่าผู้ซื้อหุ้นในช่วงที่ขึ้นเครื่องหมายนี้จะไม่มีสิทธิในการเข้าประชุมผู้
ถือหุ้นที่กำลังจะมาถึง
หลักทรัพย์ถูกห้ามการซื้อขายชั่วคราวไม่เกิน 1 รอบการซื้อขาย
หลักทรัพย์ถูกห้ามการซื้อขายชั่วคราวเกินกว่า 1 รอบการซื้อขาย
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
การขอยืมหุ้นจากโบรกเกอร์มาขายก่อนเนื่องจากคาดว่าราคาหุ้นใน
อนาคตจะลดลง จึงขายออกไปก่อนในราคาที่สูงกว่าแล้วจึงไปซื้อหุ้นใน
ตลาดในราคาที่ถูกลงมาคืนโบรกเกอร์ โดยได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่าง
ราคา
คำถาม ถ้านักศึกษาต้องการกำไรในระยะสั้นนักศึกษาจะมีวิธีการลงทุนอย่างไรได้บ้าง
แนวทางการตอบคำถาม ดูจากคำสำคัญ
ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารทุน
จากเนื้อหาก่อนหน้านี้ พอสรุปได้ว่าการลงทุนในตราสารทุนจะได้รับผลตอบแทน (Return) 2 ส่วน
คือ จากส่วนแบ่งกำไร และส่วนต่างราคา รายละเอียดดังนี้
1. ส่วนแบ่งกำไร หรือปันผล (Dividend) คือ ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับ หรือมูลค่าของปันผล
ที่บริษัทจ่ายให้กับนักลงทุนในระหว่ างเวลาที่ถือหลักทรัพย์นั้นอยู่ ให้คิดเป็น บาทต่อหุ้น เช่น
บริษัท OK ประกาศจ่ายปันผลจากผลการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2564 จำนวน 2 ครั้ง จำนวนเงิน
1.50 และ 0.75 บาท ต่อหุ้น ถ้านางสาวสมหญิงถือหุ้นของบริษัทไว้เป็นเวลา 1 ปี แสดงว่า
นางสาวสมหญิงได้ผลตอบแทนจากปันผลรวม 2.25 บาทต่อหุ้น
2. ส่วนต่างราคา (Capital gain/loss) เป็นผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหลักทรัพย์ ณ วันที่ขาย
ออกไปกับวันที่ได้มา เช่น นางสาวสมหญิงซื้อหุ้นของบริษัท OK มาในราคาหุ้นละ 58 บาท ถือไว้
1 ปี หลังจากนั้นได้ขายออกไปในราคาหุ้นละ 60 บาท แสดงว่านางสาวสมหญิงได้ผลตอบแทนใน
ส่วนของส่วนต่างราคาเป็นกำไรเท่ากับ 60-58 = 2 บาทต่อหุ้น แต่ถ้านางสาวสมหญิงขายออกไป
ในราคาหุ้นละ 55 บาท แสดงว่าผลตอบแทนที่นางสาวสมหญิงได้รับเท่ากับ 55-58 = -3 บาทต่อ
หุ้น (ขาดทุน 3 บาทต่อหุ้น)
จากผลตอบแทนทั้งสองส่วนทำให้สามารถหาผลตอบแทนจากการลงทุนโดยรวมได้จากสูตร
ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น = ผลตอบแทนจากปันผล + ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา
ดังนั้น ผลตอบแทนรวมที่นางสาวสมหญิงได้รับกรณีขายหุ้นในราคาหุ้นละ 60 บาทเท่ากับ
2.25+2 = 4.25 บาทต่อหุ้น
ผลตอบแทนรวมที่นางสาวสมหญิงได้รับกรณีขายหุ้นในราคาหุ้นละ 55 บาทเท่ากับ
2.25+(-3) = -0.75 บาทต่อหุ้น
และเมื่อต้องการหาเป็นอัตราผลตอบแทน (Rate of return) สามารถหาได้จากสูตรดังนี้
อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน = (จำนวนเงินที่ได้รับทั้งหมด-จำนวนเงินลงทุน)/จำนวนเงินลงทุนX100
ผลตอบแทนรวมที่นางสาวสมหญิงได้รับกรณีขายหุ้นในราคาหุ้นละ 60 บาทเท่ากับ
{(60+2.25)-58}/58 X100 = 7.33% ต่อปี
ผลตอบแทนรวมที่นางสาวสมหญิงได้รับกรณีขายหุ้นในราคาหุ้นละ 55 บาทเท่ากับ
{(55+2.25)-58}/58 X100 = -1.29% ต่อปี
อัตราผลตอบแทนดังกล่าวมีหน่วยเป็นร้อยละต่อปี เนื่องจากนางสาวสมหญิงมีการลงทุนเป็นระยะเวลา 1 ปี
แต่ถ้าการลงทุนและได้รับผลตอบแทนไม่ใช่ 1 ปี หน่วยของอัตราผลตอบแทนนั้นก็จะผันแปรไปตามระยะเวลา
ที่ลงทุน เช่น ลงทุนและได้รับผลตอบแทน 3 เดือน อัตราผลตอบแทนที่หาได้จะมีหน่วยเป็นร้อยละต่อไตรมาส
ถ้าต้องการทำให้มีหน่วยเป็นต่อปีก็สามารถทำได้โดยการนำอัตราผลตอบแทนที่หาได้คูณกับจำนวนไตรมาสใน
1 ปี เช่น หาอัตราผลตอบแทนที่ได้รับเป็น 2%ต่อเดือน 1 ปีมี 12 เดือน ดังนั้นทำให้เป็นอัตราผลตอบแทนต่อปี
ได้เท่ากับ 2X12 = 24% ต่อปี
คำถาม ให้หาอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น KISS ของนายสมชาย ที่ซื้อมาเมื่อ 3 เดือนก่อนในราคา
หุ้นละ 32 บาท ในระหว่างที่ถือหุ้นนี้อยู่บริษัทมีการประกาศจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท วันนี้นาย
สมชายได้ขายหุ้นดังกล่าวในราคาหุ้นละ 35 บาท
แนวทางการตอบคำถาม สูตรคำนวณ
ความเสี่ยงจากการลงทุน
ความเสี่ยง (Risk) คือโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ โดยมีการคำนึงถึงความ
น่าจะเป็น ผลตอบแทนที่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้จะมีโอกาสเกิดขึ้นใน 2 กรณีคือ มากกว่าที่คาดไว้ (ให้ผลเชิง
บวก) กับน้อยกว่าที่คาดไว้ (ให้ผลเชิงลบ) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic risk) เป็นความเสี่ยงที่กิจการหรือนักลงทุน ไม่ส ามารถ
ควบคุมได้ เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่กิจการไม่สามารถหลีกหรือลบเลี่ยงได้
เช่น ความเสี่ย งของตลาด ความเสี่ยงในอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงที่เกิดจากพฤติกรรมของ
ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โควิด-19 เป็นต้น
2. ความเสี่ ย งที ่ ไ ม่ เ ป็ น ระบบ (Unsystematic risk) เป็ น ความเสี ่ ย งที ่ เ กิ ด จากกิ จ การเอง เช่ น
โครงสร้างเงินทุนของกิจการ การบริหารงานของกิจการ เป็นต้น ดังนั้น นักลงทุนจะสามารถ
บริหารความเสี่ยงได้ด้วยการเลือกลงทุนในหลักทรัพย์โดยพิจารณาจากความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบนี้
การบริหารความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารทุนโดยการสร้างกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน (Portfolio) คือ
การที่นักลงทุนเลือกลงทุนในตราสารทุนหลาย ๆ บริษัท แทนที่จะลงทุนเพียงแค่บริษัทเดียว จะช่วยลดความ
เสี่ยงที่ไม่เป็นระบบได้ แสดงดังภาพความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและจำนวนหลักทรัพย์ที่ลงทุนได้ดังนี้
ความเสี่ยง
SR: ความเสี่ยงที่เป็นระบบ
UR: ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ
UR
SR
จำนวนหลักทรัพย์
จากภาพจะเห็นได้ว่าถ้าเพิ่มจำนวนการลงทุนในหลักทรัพย์ความเสี่ยงที่เป็นระบบจะยังคงเหมือนเดิม
แต่ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบนั้นสามารถบริหารให้ลดลงได้
แนวทางการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจลงทุนในตราสารทุน
การตัดสินใจลงทุนจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วนประกอบการตัดสินใจว่าควรลงทุนในหลักทรัพย์ตัวใด
เมื่อใด ซึ่งหลักการในการวิเคราะห์หลักทรัพย์จะมีอยู่ 2 แนวทาง คือ
1. การวิเคราะห์พื้นฐาน (Fundamental analysis) เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ
หลักทรัพย์นั้น โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ระดับ ที่เรียกว่า EIC ดังรายละเอียดต่อไปนี้
a. การวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ (Economic conditions analysis: E) เป็นการวิเคราะห์
ถึงภาวะเศรษฐกิจการค้า การลงทุน ตลาดหุ้นทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เพื่อให้
ทราบถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุน ข้อมูล
จะได้จากข่าวสาร การวิเคราะห์ของหน่วยงานต่าง ๆ
b. การวิเคราะห์อุตสาหกรรม (Industry analysis: I) เป็นการวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ของ
อุตสาหกรรมที่สนใจ หรืออุตสาหกรรมที่น่าสนใจสอดคคล้องกับภาวะเศรษฐกิจขณะนั้น
เทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภค ภาวการณ์แข่งขัน ข้อมูลจะได้จากข่าวสาร การ
วิเคราะห์ของหน่วยงานต่าง ๆ
c. การวิเคราะห์บริษัท (Company analysis: C) เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทที่สนใจ
ลงทุน ทั้งที่เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น ความรู้ความสามารถของผู้บริหาร
ระบบการบริ ห ารงาน สิ น ค้ า เป็ น ต้ น การวิ เ คราะห์ ข ้ อ มู ล เชิ ง ปริ ม าณ เช่ น ผล
ประกอบการ โดยใช้ เ ครื ่ อ งมื อ ทางการเงิ น ประเภทอั ต ราส่ ว นทางการเงิ น การ
เปรียบเทียบ จำนวนพนักงาน จำนวนสาขา เป็นต้น ข้อมูลอาจหาได้จากรายงานประจำปี
ของบริษัท รายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การวิเคราะห์พื้นฐานนี้มักใช้การวิเคราะห์จากภาพกว้างที่สุดมาแคบที่สุดคือ จากภาวะเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรม และบริษัท
2. การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis) เป็นการวิเคราะห์การเคลื่นไหวของราคา และ
ปริมาณการซื้อขายในแต่ละช่วงเวลา ทั้งในระยะสั้น ปานกลาง และระยะยาว เพื่อคาดการณ์
แนวโน้มของราคาในอนาคต และจังหวะสำหรับนักลงทุนที่จะเข้าซื้ อ ขาย มักแสดงผลการ
วิเคราะห์เป็นกราฟดังนี้
ฝึกปฏิบัติ วิเคราะห์หลักทรัพย์ที่สนใจจำนวน 1 หลักทรัพย์
แนวทางการฝึกปฏิบัติ ดูตัวอย่างจากเว็ปไซด์บริษัทหลักทรัพย์จดทะเบียน
การลงทุนในหุ้นสามัญโดยตรงหรือการลงทุนในหุ้นสามัญผ่านกองทุนรวม
นักลงทุนมักมีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวกับการเลือกลงทุนระหว่างงการลงทุนในหุ้นสามัญโดยตรง กับการ
ลงทุนในหุ้นสามัญผ่านกองทุนรวม เช่น ลงทุนโดยตรงดีกว่าเพราะยื ดหยุ่นและมีอิสระในการลงทุนมากกว่า
สามารถเลือกลงทุนหุ้นสามัญเป็นตัว ๆ ตามความสนใจได้ทำให้มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนในอัตราที่สูง
ส่วนบางความเห็นเห็นว่าการลงทุนในกองทุนรวมจะดีกว่าเนื่องจากลงทุนง่าย ไม่ต้องติดตามใกล้ชิด มีกองทุน
หลากหลายแบบให้เลือกลงทุน ผู้บริ หารกองทุนเป็นมืออาชีพทำให้ผลประกอบการดี มีการกระจายความเสี่ยง
เป็นต้น วิธีหรือหลักการในการตัดสินใจเลือกลงทุนนั้นควรพิจารณาแนวทางดังนี้
1. ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงทุนของแต่ละบุคคล คือการตรวจสอบเพื่อให้รู้จักตนเองว่ามี
ทักษะ หรือความรู้ประสบการณ์ในการลงทุนมากน้อยเพียงใด จะได้ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่
ดีกว่า
2. การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการลงทุน โดยการเปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้รับจากการ
ลงทุนความเสี่ยงจากการลงทุนนั้น กรณีที่มีความเสี่ยงพอ ๆ กัน แต่ผลตอบแทนที่ได้รับน้อยกว่าก็
แสดงว่าทางเลือกนั้นมีประสิทธิภาพในการลงทุนน้อยกว่า
ฝึกปฏิบัติ สร้างกลุ่มสินทรัพย์ลงทุนของตนเองในวงเงิน 2,000,000 บาท
แนวทางการฝึกปฏิบัติ ศึกษาจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่ปรากฏในเอกสาร
สรุป
ตราสารทุนประกอบด้วยหุ้นสามัญ หุ้นบุริม สิทธิ์ และหน่วยลงทุน ได้รับผลตอบแทนในรูปส่วนแบ่ง
กำไรหรือปันผล และส่วนต่างระหว่างราคาซื้อขาย การตัดสินใจลงทุนจะใช้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิง
คุณภาพจากแหล่งต่าง ๆ ที่น่าเชื่อถือ ความเสี่ยงในการลงทุนสามารถบริหารได้ในส่วนของความเสี่ยงที่ไม่เป็น
ระบบโดยการสร้างกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน
คำถามท้ายบท
1. ให้อธิบายลักษณะของตราสารทุน
2. ให้อธิบายความแตกต่างระหว่างตราสารทุนทั้ง 3 ประเภท
3. ให้อธิบายวิธีการระดมทุนโดยใช้ตราสารทุน
4. ให้อธิบายความหมายคำว่าความเสี่ยง และประเภทของความเสี่ยงแต่ละประเภท
5. การลงทุนในหุ้น POL ของนางสมศรี ที่ซื้อมาเมื่อ 1 เดือนก่อนในราคาหุ้นละ 15 บาท ในระหว่าง
ที่ถือหุ้นนี้อยู่บริษัทมีการประกาศจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 0.05 บาท วันนี้นางสมศรีได้ขายหุ้น
ดังกล่าวในราคาหุ้นละ 15.50 บาท
a. หาอัตราผลตอบแทนที่นางสมศรีได้รับต่องวดที่ลงทุน
b. หาอัตราผลตอบแทนที่นางสมศรีได้รับต่อปี
6. ให้นักศึกษาสร้างกลุ่มสินทรัพย์ลงทุนในวงเงิน 2,000,000 บาท โดยอธิบายเหตุผลในการเลือก
ลงทุนในหลักทรัพย์แต่ละตัวมาให้เข้าใจ
บทที่ 7 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับตราสารอนุพันธ์
(Introduction to Derivatives)
ในปัจจุบันตราสารอนุพันธ์ได้มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางการเงินและการลงทุน
ทั้งนี้ตราสารอนุพันธ์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฟิวเจอร์ส (Futures) หรือออปชัน (Option) ได้ถูกนำมาซื้อ
ขายกันในตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ (Exchange-traded Markets) กันทั่วโลก นอกจากนั้น
แล้วในตลาดซื้อขายอย่างไม่เป็นทางการ (Over-the-counter Markets) ก็ยังมีสถาบันการเงินหลายๆ แห่ง
ผู้จัดการ และผู้บริหารทางการเงินของบริษัทต่างๆ ทำการซื้อขายตราสารอนุพันธ์หลายๆ ประเภท เช่น
ฟอร์เวิร์ด (Forward) สวอป (Swap) และ ออปชัน (Option) ยิ่งไปกว่านั้นตราสารอนุพันธ์ยัง ถูกนำไปใช้เพิ่ม
สิทธิแฝงต่างๆ ในหุ้นกู้ หรือนำไปใช้ควบคู่กับแผนโครงสร้างผลตอบแทนของผู้บริหารบริษัท รวมทั้งอาจแฝง
อยู่กับการลงทุนต่างๆ ด้วยเช่นกัน นักการเงินจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกั บตราสารอนุพันธ์
เพื่อให้ทราบและเข้าใจถึงกลไกของตราสารอนุพันธ์ และประโยชน์ของตราสารอนุพันธ์
7.1 ความหมายของตราสารอนุพันธ์
ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) เป็นตราสารทางการเงิน ซึ่งก็คือสัญญาทางการเงินนั่นเอง โดยจะมี
มูลค่าขึ้นอยู่กับ (หรืออ้างอิงจาก) ตัวแปรอ้างอิง (Underlying Variables) หรือสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying
Assets) ใดๆ ซึ่งก็มักจะเป็นราคาของสินทรัพย์อื่นที่ทำการซื้อขายกันอยู่โดยทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น ออปชัน
ของหุ้นสามัญ (Stock Option) ก็จะเป็นตราสารอนุพันธ์ที่มีมูลค่าขึ้นอยู่กับราคาของหุ้นสามัญที่ ถูกนำมา
อ้างอิง อย่างไรก็ตามมูลค่าของตราสารอนุพันธ์อาจอ้างอิงอยู่กับตัวแปรอื่นๆ ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณ
ของหิมะที่ตกลงมาหรือสภาพภูมิอากาศเป็นต้น
ดังนั้นเนื้อหาในบทแรกนี้ จึงมุ่งเน้นที่จะกล่าวถึงลักษณะทั่วๆ ไปของตราสารอนุพันธ์ไม่ว่าจะเป็น
สัญญาฟอร์เวิร์ด (Forward Contract) สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures Contract) และสัญญาออปชัน (Option
Contract) และอธิบายภาพรวมทั่วไปของตลาดตราสารอนุพันธ์ต่างๆ รวมทั้งแจกแจงถึงประเภทต่างๆ ของ
ผู้ค้าตราสารอนุพันธ์
7.2 ประโยชน์โดยทั่วไปของตราสารอนุพันธ์
1. การนำตราสารอนุพันธ์ไปใช้สะท้อนราคาในอนาคต (price discovery)
การดำเนินกิจการบางอย่างเช่น เกษตรกรรม โดยปกติเราไม่ทราบถึงราคาสินค้าที่จะผลิตได้ใน
อนาคต แต่การที่มีก ารซื ้อขายสัญญาซื ้อ ขายล่วงหน้ า จากผู้ ประกอบการและผู้ เ ชี่ ยวชาญต่ าง ๆ ทำให้
ผู้ประกอบการสามารถนำมาทำนายราคาสินค้าในอนาคตเพื่อประกอบในการตัดสินใจผลิตสินค้า เช่น สัญญา
2
ซื้อขายข้าวขาว 5% ส่งมอบใน 6 เดือนข้างหน้าราคาอยู่ที่ 15 บาทต่อกิโลกรัม ชาวนาสามารถนำข้อมูล
ตัวนี้มาพิจารณาถึงต้นทุนและระยะเวลา เพื่อใช้ในการวางแผนว่าควรจะปลูกข้าวหรือไม่ จำนวนเท่าใด
เมื่อใด
2. การนำตราสารอนุพันธ์ไปถัวความเสี่ยง (hedging)
ผู้ส่งออกรายหนึ่งขายสินค้าให้กับบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 1 ล้านชิ้น ในราคาชิ้นละ
40 บาท โดยจะได้รับเงินสดทั้งสิ้น 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ในอีก 3 เดือนข้างหน้า โดยมีต้นทุนการผลิต
อยู่ที่ 39 บาทต่อชิ้น และอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้นอยู่ ที่ 40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ฯ หากในอีก 3
เดือนข้างหน้า อัตราแลกเปลี่ยนลดลงเป็น 38.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ฯ ก็จะทำให้ผู้ส่งออกรายนี้ขาดทุน
ได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้ส่งออกรายนี้สามารถป้องกัน / ถัวความเสี่ยง (hedging) โดยการขายสัญญาฟิว
เจอร์สในเงินดอลลาร์สหรัฐ ฯ เช่น ในราคา 39.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ฯ เมื่อครบกำหนดเวลา 3
เดือน หากอัตราแลกเปลี่ยนลดลงเป็น 38.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ฯ ผู้ส่งออกก็จะยังคงได้รับกำไรเท่ากับ
800,000 บาท
3. การนำตราสารอนุพันธ์ไปเก็งกำไร (speculation)
จากที่ได้กล่าวมา ตราสารอนุพันธ์เป็นการตกลงระหว่างคู่สัญญา กระแสเงินที่ได้รับของ
ฝ่ายหนึ่งจะเป็นกระแสเงินที่จ่ายออกของอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น เมื่อคู่ค้าฝ่ายหนึ่งนำตราสารอนุพันธ์ไปใช้เพื่อลด
ความเสี่ยง คู่ค้าอีกฝ่ายหนึ่งก็จะเป็นผู้รับความเสี่ยงแทน โดยผู้ที่รับความเสี่ยงนั้ นจะประเมินถึงราคาของ
สินทรัพย์ และเปิดฐานะการลงทุนตามที่ได้ประเมินไว้ เช่น มีการประเมินว่า อัตราแลกเปลี่ยนของเงิน
ดอลลาร์สหรัฐ ฯ ในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะเพิ่มขึ้น นักลงทุนรายนี้ก็จะขายดอลลาร์ล่วงหน้าให้กับผู้ส่งออก
เช่น ในราคา 39.80 บาท หากใน 3 เดือนข้างหน้า อัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับ 41 บาท นักลงทุนรายนี้ก็
จะได้รับกำไรถึง 1,200,000 บาท (ได้รับ 41 บาทจากอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น หักด้วยเงินที่ต้องส่งให้ผู้
ส่งออก 39.80 บาท จำนวน 1 ล้านดอลลาร์) อย่างไรก็ตาม หากอัตราแลกเปลี่ยนลดต่ำลงกว่ า 39.80
บาท นักลงทุนผู้นี้ก็จะขาดทุน
3
7.3 ประเภทของตราสารอนุพันธ์ (Types 0f Derivatives)
7.3.1 สัญญาฟอร์เวิร์ด (Forward Contract)
สัญญาฟอร์เวิร์ด (Forward Contract) เป็นสัญญาที่ตกลงว่าจะซื้อหรือจะขายสินทรัพย์กันในอนาคต
ที่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่ชัด ด้วยราคาที่กำหนดกันล่วงหน้า ซึ่งแตกต่างจากสัญญาซื้อขายที่มีการส่ง
มอบทันที (Spot Contract) ที่ตกลงว่าจะซื้อหรือจะขายสินทรัพย์กันในวันนี้ ทั้งนี้การซื้อขายสัญญาฟอร์เวิร์ด
จะเกิดขึ้นเฉพาะในตลาดซื้อขายอย่างไม่เป็นทางการโดยมักจะเป็นการซื้อขายกันระหว่างสถาบันการเงินด้วย
กันเอง หรือระหว่างสถาบันการเงินและลูกค้าของสถาบันการเงินดังกล่าว ทั้งนี้คู่สัญญาฝ่ายที่ ตกลงจะซื้อ
สินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ในวันที่กำหนดในอนาคตที่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่ชัด ด้วยราคาที่
มีการกำหนดไว้ล่วงหน้า จะมีสถานะที่เรียกว่า “สถานะซื้อ (long position)” ในขณะที่คู่สัญญาฝ่ายที่ตกลงจะ
ขายสินทรัพย์อ้างอิง ในวันที่กำหนดในอนาคตที่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่ชัด ด้วยราคาที่มีการกำหนดไว้
ล่วงหน้า จะมีสถานะเรียกที่เรียกว่า “สถานะขาย (short position)”
สั ญ ญาฟอร์ เ วิ ร ์ ด ที ่ ไ ด้ ร ั บ ความนิ ย มเป็ น อย่ า งมากได้ แ ก่ สั ญ ญาฟอร์ เ วิ ร ์ ด ที่ มี ต ั ว แปรอ้ า งอิ ง
(Underlying Variable) เป็นอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุ ล ต่ างประเทศ (Foreign Exchange Rate) ทั้ง นี้
ธนาคารที่มีขนาดใหญ่เกือบทั้งหมดมักจะว่าจ้างทั้งผู้ค่าที่ทำการซื้อขายเพื่อการส่งมอบทันที (Spot Traders)
ซึ่งจะทำการซื้อขายเงินตราสกุลต่างประเทศเพื่ อการส่งมอบทันทีและผู้ค้าฟอร์เวิร์ด (Forward Traders) ซึ่ง
จะทำการซื้อขายเงินตราสกุลต่างประเทศเพื่อการส่งกันในอนาคต
ตารางที่ 1.1 แสดงอัตราแลกเปลี่ยนที่มีการส่งมอบทันทีและอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าระหว่าง เงินดอลลาร์
สหรัฐฯ(USD) และ เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ณ วันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 2003 (ราคาเสนอซื้อหรือขายกำหนด
เป็นดอลลาร์สหรัฐฯต่อปอนด์อังกฤษ)
ส่งมอบทันที
ล่วงหน้า 1 เดือน
ล่วงหน้า 3 เดือน
ล่วงหน้า 6 เดือน
ราคาเสนอซื้อ (Bid)
1.6281
1.6248
1.6187
1.6094
ราคาเสนอขาย (Offer)
1.6285
1.6253
1.6192
1.6100
ตารางที่ 1.1 แสดงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP)
ซึ่งสถาบันการเงินขนาดใหญ่อาจจะตกลงทำธุรกรรมกัน ณ วันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 2003 โดยราคาเสนอซื้อ
หรือราคาเสนอขายกำหนดเป็นดอลลาร์สหรัฐฯต่อปอนด์อังกฤษ จากตารางดังกล่าว ในบรรทัดแรกสรุปได้ว่า
ธนาคารพาณิชย์พร้อมที่จะรับซื้อ GBP (หรือที่เรียกว่า “สเตอร์ลิง, Sterling”) โดยมีการรับมอบทันทีในอัตรา
1.6281 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯต่อปอนด์อังกฤษ และพร้อมที่จะเสนอขาย GBP โดยมีการส่งมอบทัน ที ใน
4
อัตรา 1.6285 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯต่อปอนด์อังกฤษ ในขณะที่บรรทัดที่ 2 บรรทัดที่ 3 และ บรรทัดที่ 4
แสดงให้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์รับซื้อ GBP ในอีก 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือนข้างหน้าในอัตรา 1.6248
เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯต่ อปอนด์อ ังกฤษ 1.6187 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯต่อปอนด์อัง กฤษ และ 1.6094
เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯต่อปอนด์อังกฤษตามลำดับ ในทางตรงกันข้ามธนาคารเสนอขาย GBP ในอีก 1 เดือน 3
เดือน และ 6 เดือนข้างหน้า ในอัตรา 1.6253 เหรียญต่อดอลลาร์สหรัฐฯต่อปอนด์อังกฤษ 1.6192 เหรียญ
ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์อังกฤษ และ 1.6100 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯต่อปอนด์อังกฤษ ตามลำดับ
สัญญาฟอร์เวิร์ดสามารถนำไปใช้ในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ยกตัวอย่างเช่น ใน
วันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 2003 ถ้าหากผู้บริหารทางการเงินของบริษัทในสหรัฐฯมีข้อมูลว่าบริษัทจะต้องจ่ายเงิน
จำนวน 1 ล้านปอนด์อังกฤษ ในอีก 6 เดือนข้างหน้า (หรือก็คือวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 2003) จากข้อมูลใน
ตารางที่ 1.1 ถ้าผู้บริหารทางการเงินของบริษัทดังกล่าว ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของ
อัตราแลกเปลี่ยน ก็สามารถทำได้โดยการซื้อเงินปอนด์อังกฤษจำนวน 1 ล้านปอนด์ อังกฤษในอีก 6 เดือน
ล่วงหน้าที่อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า 1.6100 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯต่อปอนด์อังกฤษ ซึ่งก็หมายความว่า
บริษัทจะต้องทำการซื้อสัญญาฟอร์เวิร์ด เงินปอนด์อังกฤษโดยตกลงว่าบริษัทจะซื้อเงินปอนด์อังกฤษ 1 ล้าน
ปอนด์จากธนาคารพาณิชย์ในวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 2003 ในราคา 1.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯในขณะที่ธนาคาร
พาณิชย์จะเป็นผู้ขายสัญญาฟอร์เวิร์ดเงินปอนด์อังกฤษ โดยในวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 2003 ธนาคารจะต้อง
ขายเงิน 1 ล้านปอนด์อังกฤษให้แก่บริษัทในราคา 1.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯเช่นกัน ทั้งนี้คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย
จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวในอนาคตโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นอันขาดไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนในอีก 6
เดือนข้างหน้าจะเป็นเช่นใดก็ตาม
7.3.2 สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures Contract)
สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures Contract) เป็นสัญญาที่มีลักษณะคล้ายกับสัญญาฟอร์เวิร์ดโดยต่างก็เป็น
สัญญาคู่ระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่ายซึ่งตกลงว่าจะซื้อหรือจะขายสินทรัพย์อ้างอิงที่ระบุในอนาคตที่มีการกำหนด
ระยะเวลาที่แน่ชัด ณ ราคาที่ตกลงกันในวันนี้ อย่างไรก็ตามสัญญาฟิวเจอร์ส และ สัญญาฟอร์เวิร์ดจะแตกต่าง
กันที่ตลาดทำการซื้อขายสัญญาดังกล่าว โดยสัญญาฟอร์เวิร์ดจะซื้อขายกันในตลาดซื้อขายอย่างไม่เป็นทางการ
แต่สัญญาฟิวเจอร์สจะซื้อขายกันในตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ตลาดซื้อขายที่มีการจัด ที่
มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการจะทำการกำหนดเงื่อนไขหรือลักษณะต่างๆ ของสัญญาให้มีมาตรฐานที่แน่นอน
และยังจะทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งที่รับประกันว่าสัญญาดังกล่าวจะได้รับการ
ปฏิบัติตาม ส่งผลให้คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย (ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย) ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันก่อนการซื้อขาย
ตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการซึ่ง มีขนาดใหญ่ที่สุดในการซื้อขายฟิวเจอร์ส ได้แก่
Chicago Board of Trade (CBOT) และ Chicago Mercantile Exchange (CMG) การซื้อขายฟิวเจอร์สใน
ตลาดซื้อขายอนุพันธ์ที่มีการจัดตั้ งอย่างเป็นทางการดังกล่าวรวมทั้งตลาดซื้ออนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งอย่างเป็น
5
ทางการแห่งอื่นๆ ทั่วโลก มักจะมีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ต่างๆ เช่น เนื้อหมู
เนื้อวัว น้ำตาล ขนแกะ ไม้ ทองคำ อะลูมิเนียม และดีบุก หรืออาจเป็นสินทรัพย์ท างการเงิน (Finance
Assets) หรือ ตัวแปรทางการเงิน (Financial Variables) ต่างๆ เช่น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เงินตราสกุลต่างๆ
และพันธบัตรรัฐบาล
โดยทั่วไปจะมีการรายงานราคาฟิวเจอร์ส (Futures Price) ในสื่อสิ่งพิมพ์ทางการเงินต่างๆ เป็นประจำ
ยกตัวอย่างเช่น ในวันที่ 1 กันยายน มีการรายงานราคาฟิวเจอร์สของทองคำที่มีการส่งมอบในเดือนธันวาคม
เท่ากับ 300 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งก็จะหมายถึง ราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายฟิวเจอร์ส ยินยอมพร้อมใจที่จะซื้อ
หรือจะขายทองคำภายใต้เงื่อนไขการส่งมอบทองคำที่ซื้อขายดังกล่าวในเดือนธันวาคม ราคา
ฟิวเจอร์ส
จะถูกกำหนดขึ้นในตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับการกำหนดราคาสินทรัพย์อื่นๆ
โดยจะเป็นไปตามกฎของอุป ทานและอุป สงค์ (Law of Supply and Demand) ทั้ง นี้หากผู้ค้ าอนุพั น ธ์ ที่
ต้องการซื้อมากกว่าผู้ค้าอนุพันธ์ที่ต้องการขาย ราคาก็จะสูงขึ้น เช่นเดียวกันถ้ามีผู้ค้าอนุพันธ์ที่ต้องการขาย
มากกว่าผู้ค้าอนุพันธ์ที่ต้องการซื้อราคาก็จะลดลง
7.3.3 สัญญาออปชัน (Option Contract)
สัญ ญาออปชัน (Option Contract) เป็นสัญญาที่มีการซื้อขายกันทั้งในตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้ง
อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยทั่วไปจะแบ่งออปชันได้เป็น 2 ประเภท คือ คอลออปชัน (Call
Option) และ พุทออปชัน (Put Option) ทั้งนี้คอลออปชันจะเป็นสัญญาซึ่งให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อสินทรัพย์
อ้างอิงในอนาคตที่กำหนดอย่างชัดเจน ณ ราคาที่กำหนดล่วงหน้า ในขณะที่พุทออปชันจะเป็นสัญญาซึ่งให้
สิทธิแก่ผู้ถือในการขายสินทรัพย์อ้างอิงในอนาคตที่กำหนดอย่างชัดเจน ณ ราคาที่กำหนดล่วงหน้าเช่นกัน ทั้งนี้
ราคาที่กำหนดในสัญญาดังกล่าวจะเรียกว่า “ราคาใช้สิทธิ (Exercise Price หรือ Strike Price)” ส่วนวันที่
สัญญาออปชันดังกล่าวหมดอายุจะเรียกว่า “วันสิ้นสุดการใช้สิทธิ (Expiration Date หรือ Maturity Date)”
สำหรับออปชันที่สามารถใช้ สิทธิได้เฉพาะวันสิ้นสุดการใช้สิทธิเท่านั้นเรียกว่า “ยูโรเปียนออปชัน (European
Option)” ในทางตรงกันข้ามออปชันที่สามารถใช้สิทธิได้ทุกวันจนถึงวันสิ้นสุดการใช้สิทธิ เรียกว่า “อเมริกัน
ออปชัน (American Option)”
ตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการที่ทำการซื้อขายออปชันที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้นสามัญ
ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นได้แก่ Chicago Board Options Exchange (CBOE;www.cboe.com) ซึ่งออปชันส่วน
ใหญ่ที่ทำการซื้อขายกันในตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการนั้นมักเป็นอเมริกันออปชัน โดยทั่วไป
แล้วออปชันที่ซื้อขายในตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการและมีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้นสามัญ จะมี
การกำหนดขนาดของสัญญาโดยแต่ละสัญญาจะระบุการซื้อขายหุ้นสามัญจำนวน 100 หุ้นต่อสัญญา ทั้งนี้การ
วิเคราะห์ยูโรเปียนออปชันจะทำได้ง่ายกว่าการวิเคราะห์อเมริกาออปชัน ซึ่งคุณสมบัติบางประการของอเมริกัน
ออปชันก็ได้มาจากการอนุมานคุณสมบัติของยูโรเปียนออปชัน
6
ความแตกต่างระหว่างออปชันและฟอร์เวิร์ดหรือฟิวเจอร์สที่จะต้องเน้นย้ำ ก็คือว่าออปชันจะให้สิทธิ
แก่ผู้ถือในการซื้อหรือขขายสินทรัพย์อ้างอิงหรือตัวแปรอ้างอิง ซึ่งผู้ถือไม่จำเป็นต้องใช้สิทธินั้นก็ได้ ในขณะที่ผู้
ถือฟอร์เวิร์ดหรือฟิวเจอร์สมีภาระผูกพันที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ไม่ว่าราคาของสินทรัพย์อ้างอิง
หรือมูลค่าของตัวแปรอ้างอิงจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม แต่การเข้าทำสัญ ญาฟอร์เวิร์ ด และ
ฟิวเจอร์สมีภาระผูกพันที่ต้องปฏบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ไม่ว่าราคาของสินทรัพย์อ้างอิงหรือมูลค่าของ
ตัวแปรอ้างอิงจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม แต่การเข้าทำสัญญาฟอร์เวิร์ดและฟิวเจอร์ส นักลงทุนก็
จะไม่มีต้นทุนในการเข้าทำสัญญาดังกล่าว ในขณะที่นักลงทุนที่ต้องการได้รับสิทธิในออปชันจะต้องมีต้นทุน
เกิดขึ้นในการซื้อออปชันดังกล่าว
ตารางที่ 1.2 แสดงราคาออปชันของหุ้น Intel ณ วันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 2003 (กำหนดราคาหุ้น Intel ณ
วันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 2003 เท่ากับ 20.83 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
ราคาใช้สิทธิ ($)
20.00
22.50
มิ.ย.
1.25
0.20
คอลออปชัน
ก.ค.
1.60
0.45
ต.ค.
2.40
1.15
มิ.ย.
0.45
1.85
พุทออปชัน
ก.ค.
0.85
2.20
ต.ค.
1.50
2.85
ตารางที่ 1.2 แสดงราคาปิด ของอเมริกาออปชันบางตัวของหุ้น Intel ในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ.
2003 ทั้งนี้ข้อมูลในตารางที่ 1.2 แสดงเฉพาะออปชันที่มีราคาใช้สิทธิเท่ากับ 20 และ 22.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ
และมีเดือนทิ่สิ้นสุดการใช้สิทธิของอเมริกัน ออปชันดังกล่าวในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2003 เดือนกรกฎาคม ค.ศ.
2003 และเดือนตุลาคม ค.ศ. 2003 โดยออปชัน ที่หมดอายุในเดือนมิถุนายนจะมีการกำหนดวันสิ้นสุดารใช้
สิทธิในวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2003 ออปชันที่หมดอายุในเดือนกรกฎาคมจะมีการกำหนดวันสิ้นสุดการใช้
สิทธิในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 2003 และออปชันที่หมดอายุในเดือนตุลาคมจะมีการกำหนดวันสิ้นสุดการใช้
สิทธิในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 2003 ทั้งนี้ราคาปิดของหุ้น Intel ในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 2003 เท่ากับ
20.83 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
สมมติว่านักลงทุนส่งคำสั่งผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดของบริษัทหลักทรัพย์ให้ ทำการซื้อคอลออปชันของ
หุ้น Intel ซึ่งมีการกำหนดหมดอายุเดือนตุลาคม และมีราคาใช้สิทธิเท่ากับ 22.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
จำนวน 1 สัญญา เมื่อเจ้าหน้าที่การตลาดของบริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าวได้รับคำสั่งซื้อแล้ว ก็จะส่งคำสั่งซื้อนี้
ต่อไปยังผู้ค้าในตลาด CBOE ซึ่งก็จะทำการหาผู้ค้าอีกรายที่ต้องการขายคอลออปชันของหุ้น Intel ซึ่งมีวัน
หมดอายุเดือนตุลาคม และมีราคาใช้สิทธิเท่า 22.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 1 สัญญา หลังจากนั้น
ผู้ค้าทั้งสองรายก็จะทำการตกลงราคาซื้อขายคอลออปชันดังกล่าว ถ้าหากสมมติต่อไปว่าราคาที่ตกลงกันได้
เท่ากับ 1.15 เหรียญดอลลลาร์สหรัฐฯ ดังที่แสดงไว้ในตารางที่ 1.2 ราคาที่ตกลงกันและแสดงไว้ในตาราง
ดัง กล่าวนี้จะเป็นราคาต่อการใช้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นเพียง 1 หุ้นเท่านั้น อย่างไรก้ตามสัญญาคอลออปชันที่มี
7
สินทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้นสามัญและทำการซื้อขายในสหรัฐอเมริกานั้น จะมีการกำหนดเงื่อนไขของสัญญาว่า
การใช้สิทธิในแต่ละสัญญานั้น ผู้ใช้สิทธิจะต้องทำการซื้อหรือขายหุ้นสามัญเป็นจำนวน 100 หุ้น ดังนั้นนัก
ลงทุนดังกล่าวจะต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน 115 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯให้แก่ตลาด CBOE โดยผ่านทางบริษัท
หลักทรัพย์ ซึ่งตลาด CBOE ก็จะทำการส่งผ่านเงินจำนวนดังกล่าวต่อไปยังคู่ค้าที่ทำการขายคอลออปชันอีก
ฝ่ายของธุรกรรมเดียวกันดังกล่าว
จากตัวอย่างข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่า นักลงทุนต้องมีต้ นทุนเป็นจำนวนเงิน 115 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
ในการซื้อสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท Intel ในราคาหุ้นละ 22.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 100
หุ้น ในขณะเดียวกันคู่ค้าอีกฝ่ายของธุรกรรมดังกล่าวนี้ก็จะได้รับเงินเป็นจำนวน 115 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
ในการขายหุ้นสามัญของบริษัท Intel จำนวน 100 หุ้น ในราคาหุ้นละ 22.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในกรณีที่
ราคาหุ้นสามัญของบริษัท Intel ไม่สูงกว่า 22.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.2003 นัก
ลงทุนที่ซื้อคอลออปชันดังกล่าวจะไม่ทำการใช้สิทธิ และนักลงทุนดังกล่าว จะขาดทุนเป็ นเงินทั้งสิ้น 115
เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในทางตรงกันข้ามถ้าราคาหุ้นสามัญ ของบริษัท Intel เพิ่มสูงขึ้น และคอลออปชัน
ดังกล่าวถูกใช้สิทธิในขณะที่ราคาหุ้นสามัญของบริษัท Intel เท่ากับ 30 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ หมายความว่า
นักลงทุนที่ทำการซื้อคอลออปชันดังกล่าวจะมีสิทธิในการซื้อหุ้นที่มีมูลค่า 30 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในราคา
เพียง 22.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนที่ทำการซื้อคอลออปชันดังกล่าวได้รับส่วนต่างของ
ราคา 750 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯหรือได้รับกำไรเท่ากับ 635 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อหักต้นทุนที่จ่ายไปใน
ตอนแรกทีซ่ ื้อคอลออปชันดังกล่าว
ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าหากนักลงทุนตัดสินใจซื้อพุทออปชันซึ่งหมดอายุในเดือนกรกฎาคมและมีราคาใช้สิทธิ
เท่ากับ 20 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 1 สัญญา จากตารางที่ 1.2 จะพบว่าการซื้อพุทออปชันดังกล่าว นัก
ลงทุนจะมีต้นทุนเท่ากับ 100 x 0.85 หรือ 85 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งก็หมายความว่านักลงทุนดังกล่าวจะมี
ต้นทุนเท่ากับ 85 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯในการได้มาซึ่งสิทธิเพื่อขายหุ้นสามัญของบริษัท Intel ในราคาหุ้นละ
20 เหรียญดอลลาร์สหรัฐจำนวน 100 หุ้น ก่อนวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 2003 ทั้งนี้ถ้าหากราคาหุ้นสามัญของ
บริษัท Intel สูงกว่า 20 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯนักลงทุนก็จะไม่ใช้สิทธิในพุทออปชันดังกล่าวซึ่งจะทำให้นัก
ลงทุนขาดทุนเป็นเงิน 85 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯแต่ถ้านักลงทุนดังกล่าวได้ทำการใช้สิทธิพุทออปชัน ในขณะที่
ราคาหุ้นสามัญของบริษัท Intel ตกลงไปอยู่ที่หุ้นละ 15 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ นักลงทุนดังกล่าวก็จะได้ส่วน
ต่างของราคาเท่ากับ 500 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ จากการซื้อหุ้นสามัญของบริษัท Intel ที่ราคา 15 เหรียญ
ดอลลาร์สหรัฐฯและใช้สิทธิในการขายที่ราคา 20 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้ได้รับกำไรสุทธิเท่ากับ
415 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากหักต้นทุนของพุทออปชันดังกล่าว
ออปชันที่ทำการซื้อขายกันในตลาด CBOE นั้นจะเป็นอเมริกันออปชัน อย่างไรก็ตามเพื่อความสะดวก
ในการวิเคราะห์ หากกำหนดให้ออปชันดังกล่าวเป็นยูโรเปียนออปชันซึ่งจะใช้สิทธิได้เฉพาะวันสิ้นสุดการใช้สิทธิ
เท่านั้น จะพบว่ากำไรของนักลงทุนจะขึ้นอยู่กับราคาของหุ้นสามัญในวันสิ้นสุดการใช้สิทธิ ดังแสดงในรูปที่1.1
8
รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการดำเนินงานของตลาดออปชัน และการกำหนดราคาออปชันของผู้ค้าดัง
แสดงในตารางที่ 1.2 นั้นจะศึกษากันในบทต่อไป อย่างไรก็ตามในบทนี้เราจะเห็นได้ว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใน
ตลาดออปชันอาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภทดังนี้ คือ
1. ผู้ซื้อคอลออปชัน (Buyers of Call Options)
2. ผู้ขายคอลออปชัน (Sellers of Call Options)
3. ผู้ซื้อพุทออปชัน (Buyers of Put Options)
4. ผู้ขายพุทออปชัน (Sellers of Put Options)
ทั้งนี้สถานะของผู้ซื้อจะเรียกว่า “สถานะซื้อ (Long Position)” ในขณะที่สถานะของผู้ขายจะเรียกว่า
“สถานะขาย (Short Position)” การขายออปชันนั้นอาจเรียกว่า “การออกออปชัน (Writing the Option)”
ก็ได้
2,000
Profit ($)
1,500
1,000
รูปที่ 1.1 แสดงกำไรสุทธิต่อหุ้นจาก (a) การ
500
0
-500
0
10
20
Stock price ($)
ซื้อคอลออปชันของหุ้นสามัญของบริษัทIntel
1 สัญญา ซึ่งให้สิทธิในการขายหุ้นทีราคาใช้
30
สิ ท ธิ 22.50 เหรี ย ญดอลลาร์ ส หรัฐ ฯ เป็ น
40
จำนวนเงิ น 100 หุ ้ น ซึ ่ ง สิ ท ธิ ด ั ง กล่ า ว
(a)
2,000
หมดอายุในเดือนตุลาคม และ (b) การซื้อพุท
ออปชั น ของหุ ้ น สามั ญ ของบริ ษ ั ท Intel 1
Profit ($)
สัญ ญา ซึ่ง ให้สิทธิในการขายหุ้นที่ราคาใช้
สิ ท ธิ 20.00 เหรี ย ญดอลลาร์ ส หรัฐ ฯ เป็ น
1,500
จำนวน 100 หุ้น ซึ่งสิทธิดังกล่าวหมดอายุใน
เดือนกรกฎาคม
1,000
500
Stock price ($)
0
-500
0
10
20
(b)
30
40
9
7.3.4 สวอป (Swap)
สวอป (Swap) เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนบางสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระหว่างคู่สัญญา ซึ่งอาจจะ
เป็นสินทรัพย์หรือตัวแปรทางการเงิน เช่น เงินตราต่างประเทศหรืออัตราดอกเบี้ย สัญญาสวอป (Swap) ซึ่ง
เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ได้แก่ สัญญาสวอปอัตราดอกเบี้ย(Interest Rate Swap) ซึ่งเป็นสัญญาทางการเงินที่
คู่สัญญาตกลงที่จะแลกเปลี่ยนภาระการชำระดอกเบี้ยให้แก่กันและกันภายในระยะเวลาที่กำหนดให้
และ
สัญญาสวอปเงินตราต่างประเทศ (Currency Swap) ซึ่งเป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลหนึ่งกับเงิน
อีกสกุลหนึ่งที่อ้างอิงไว้ เป็นต้น
7.4 ลักษณะของตลาดตราสารอนุพันธ์
7.4.1 ตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ (Exchange-traded Markets)
ตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ (Exchange-traded Markets) เป็นตลาดที่ผู้ซื้อขายตรา
สารอนุพันธ์เข้ามาทำการตกลงซื้อขายตราสารอนุพันธ์ โดยมีการจัดทำสัญญาอย่างเป็นมาตรฐาน ซึ่งจะถูก
กำหนดขึ้นโดยตลาดซื้อขายอนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการดัง กล่าว ทั้งนี้ตลาดซื้อขายอนุพันธ์ที่มีการ
จัดตั้ง อย่างเป็นทางการ ได้มีการจัดตั้งขึ้นมาเป็นระยะเวลายาวนานมาแล้วย้อนกลับไปตั้งแต่ในยุคกลาง
(Middle Ages) โดยมีจุดเริ่มต้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรและพ่อค้า ถ้าหากลองพิจารณาสถานะ
ของเกษตรกรในเดือนเมษายนของปีใ ดๆ ซึ่งกำลังจะทำการเพาะปลูกพืชผลที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในเดือน
มิถุนายน เกษตรดังกล่าวจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของราคาที่จะได้รับจากการขายพืชผลดังกล่าว ในปีที่
สภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งทำให้เก็บเกี่ยวพืชผลได้น้อย พืชผลดังกล่าวก็อาจมีราคาที่สูง ในทางตรงกันข้ามถ้า
หากในปีใดสภาพอากาศเหมาะสมทำให้เก็บเกี่ยวพืชผลได้เป็นจำนวนมาก พืชผลดังกล่าวก็อาจมีส่วนเกินของ
อุปทาน (Excess Supply) ทำให้พืชผลดังกล่าวมีราคาที่ต่ำ จากตัวอย่างที่ยกมานี้คงพอที่จะทำให้เห็นภาพของ
ความเสี่ยงของราคา (Price Risk) ที่อาจจะเกิดขึ้นกับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี
ในมุมกลับกันถ้าหากลองพิจ ารณาความต้องการพืช ผลดัง กล่ าวของพ่อ ค้ า หรือบริษัทที่มี ค วาม
จำเป็นต้องใช้พืชผลดังกล่าวเป็นวัตถุดิบ ก็จะพบว่าพ่อค้าหรือบริษัทจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงของราคา
เช่นกัน ในปีที่สภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งทำให้พืชผลดังกล่าวมีราคาที่สูง ซึ่งจะส่งผลในทางลบต่อพ่อค้าหรือ
บริษัทในทางตรงกันข้ามในปีที่พืชผลดังกล่าวมีส่วนเกินของอุปทานส่งผลต่อราคาที่ต่ำ ซึ่งเป็นผลดีต่อพ่อค้า
หรือบริษัท ดังนั้นถ้าหากเกษตรกรและพ่อค้าหรือบริษัทดังกล่าว สามารถมาพบเจอกันในเดือนเมษายนหรือ
ก่อนหน้านั้น และสามารถตกลงราคาที่ จะซื้อขายพืชผลดังกล่าวเพื่อการส่งมอบในเดือนมิถุนายนได้ ย่อมจะ
ส่งผลดีต่อทั้ง 2 ฝ่าย และนี่จึงเป็นที่มาของสัญญาฟิวเจอร์ส ซึ่งจะช่วยกำจัดความเสี่ยงของราคาที่จะเกิดขึ้นกับ
คู่ค้าทั้ง 2 ฝ่ายอันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนของราคาพืชผลในอนาคตนั่นเอง
10
ในปี ค.ศ. 1848 ได้ ม ี ก ารจั ด ตั ้ ง Chicago Board of Trade (CBOT,www.cbot.com) เพื ่ อ ให้
เกษตรกรและผู้ซื้อขายสินค้าเกษตรมาติดต่อทำธุรกรรมกัน โดยจุดประสงค์แรกของการก่อตั้งตลาด CBOT
ต้องการเพียงกำหนดมาตรฐานของการซื้อขายเมล็ดพันธ์ทั้งในด้านของปริมาณและคุณภาพ โดยในช่วงแรก
ของการก่อตั้งตลาด CBOT เป็นการตกลงซื้อขายในลักษณะของสัญ ญาที่มีการส่ง มอบอย่างทันที (Spot
Contract) ต่อมาอีก 2-3 ปี จึงได้มีการพัฒนาเป็นสัญญาการซื้อขายล่วงหน้าซึ่งจะรู้จั กกันในนามของ Toarrive Contract ทำให้นักเก็งกำไรเริ่มให้ความสนใจการซื้อขายสัญญาดังกล่าวมากขึ้น จนเป็นอีกทางเลือก
หนึ่งที่น่าสนใจทดแทนการเก็งกำไรจากการซื้อขายเมล็ดพันธ์โดยตรง ในปัจจุบันตลาด CBOT มีการซื้อขาย
สัญญาฟิวเจอร์ส ซึ่งมีสินทรัพย์อ้างอิงต่างๆ มากมาย เช่น เมล็ดข้าวโพด เมล็ดข้าวโอ๊ต เมล็ดข้าวสาลี เมล็ดถั่ว
เหลือง น้ำมันถั่วเหลือง พันธบัตรรัฐบาล ฯลฯ
ต่อมาในปี ค.ศ. 1874 ได้มีการจัดตั้ง Chicago Produce Exchange เพื่อรองรับการซื้อขาย เนย ไข่
เป็ด ไก่ และสินค้าเกษตรอื่นๆ ซึ่งผู้ค้าเนยและไข่ได้ถอนตัวออกจาก Chicago Produce Exchange เพื่อไป
จั ด ตั ้ ง Chicago Butter and Egg Board ในปี ค.ศ. 1898 และได้ เ ปลี ่ ย นชื ่ อ เป็ น Chicago Mercantile
Exchange (CME,www.cme.com) ในปี ค.ศ. 1919 พร้อมทั้งมีการปฏิรูปองค์กรใหม่เพื่อนองรับการซื้อขาย
ฟิวเจอร์สหลังจากนั้นเป็นต้นมาตลาด CME ได้มีการซื้อขายฟิวเจอร์สที่มีสินทรัพย์อ้างอิงต่างๆ มากมาย เช่น
สุกรปศุสัตว์ต่างๆ ต่อมาในปี ค.ศ. 1972 จึง ได้เริ่มทำการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็น
เงินตราสกุลต่างประเทศ (Foreign Currencies) ทั้งนี้ในปัจจุบันการซื้อขายฟิวเจอร์สดังกล่าว ครอบคลุม เงิน
สกุลปอนด์อังกฤษ ดอลลาร์แคนาดา เยนญี่ปุ่น สวิสฟรังค์ ดอลลาร์ออสเตรเลีย เม็กซิกันเปโซ เรียลบราซิล
แรนด์แอฟริกาใต้ ดอลลาร์นิวซีแลนด์ รูเบิลรัสเซีย และยูโร จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1982 จึงได้เริ่มทำการซื้อขาย
สัญญาฟิวเจอร์สที่มีตัวแปรอ้างอิงเป็นดัชนีหลักทรัพย์ Standard & Poor’s (S&P) 500
ในปัจจุบัน มีการซื้อขายฟิวเจอร์สในตลาดซื้อขายอนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการหลายๆแห่ง
ทั่วโลก ตลาดซื้อขายฟิวเจอร์สที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป 2 แห่ง ได้แก่ London
International Financial Futures and Options Exchange (www.liffe.com) แ ล ะ Eurex
(www.eurexchange.com) นอกจากนั้นยังมีตลาดซื้อขายฟิวเจอร์สที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการที่สำคัญๆ
อี ก หลายแห่ ง เช่ น Bolsa de Mercadorias and Futuros (www.bmf.com.br) Tokyo International
Financial Futures Exchange (www.tiffe.or.jp) Singapore International Monetary Exchange
(www.simex.com.sg) และ Sydney Futures Exchange (www.sfe.com.au)
ตลาดซื้อขายฟิวเจอร์สที่มีการจั ดตั้งอย่างเป็นทางการจะทำหน้าที่เป็นกลไกที่ทำให้ผู้ที่ต้องการจะซื้อ
หรือจะขายสินทรัพย์ในอนาคตสามารถที่จะมาทำหน้าที่เป็นกลไกที่ทำให้ผู้ที่ต้องการจะซื้อหรือจะขายสินทรัพย์
ในอนาคตสามารถที่จะมาทำการซื้อขายซึ่งกันและกันได้ตัวอย่างเช่น ในเดือนมีนาคม นักลงทุน ในนิวยอร์กอาจ
ทำการติดต่อเจ้าหน้าที่การตลาดที่บริษัทหลักทรัพย์เพื่อส่งคำสั่งซื้อข้าวโพด 5,000 bushel โดยต้องการรับ
11
มอบในเดือนกรกฎาคมดังนั้นเจ้าหน้าที่การตลาดของบริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าวจึงทำการส่ง คำสั่งซื้อของลูกค้า
ผ่านไปยัง Chicago Board of Trade ในขณะเดียวกันอาจมีนักลงทุนอีกคนในแคนซัสทำการตอกต่อเจ้าหน้าที่
การตลาดที่บริษัทหลักทรัพย์ เพื่อส่งคำสั่งขายข้าวโพดจำนวน 5,000 bushel โดยต้องการส่งมอบในเดือน
กรกฎาคมเช่นกัน ซึ่งคำสั่งขายดังกล่าวก็จะถูกส่งผ่านไปยัง Chicago Board of Trade เช่นเดียวกัน หลังจาก
นั้นกลไกในการกำหนดราคาก็จะทำงาน และการซื้อ ขายดังกล่าวก็อาจจะเป็นไปตามความต้องการของผู้ซื้อ
และผู้ขายทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งนี้นักลงทุนในนิวยอร์กที่ต้องการจะซื้อก็จะมีสถานะซื้อฟิวเจอร์ส (Long Futures
Position) ในขณะที ่ น ั ก ลงทุ น ในแคนซั ส ที ่ ต ้ อ งการจะขายก็ จ ะมี ส ถานะขายฟิ ว เจอร์ ส (Short Futures
Position) ราคาที่ตกลงกันว่าจะซื้อหรือจะขาย เรียกว่า “ราคาฟิวเจอร์ส (Futures Price)” ซึ่งราคาฟิวเจอร์ส
(Futures Price) ที่ตกลงกันดังกล่าวนี้จะถูกกำหนดโดยกฎของอุปทานและอุปสงค์ (Laws of Supply and
Demand) โดยถ้าหากในเวลาใดเวลาหนึ่งมีผู้ที่ต้องการจะขายข้า วโพดที่มีการส่ง มอบในเดือนกรกฎาคม
มากกว่าผู้ที่ต้องการจะซื้อข้าวโพดที่มีการส่งมอบในเดือนกรกฎาคม ราคาฟิวเจอร์ส (Futures Price) ดังกล่าว
ก็จะลดลง ซึ่งก็อาจจะจูงใจให้มีผู้ที่ต้องการจะซื้อรายใหม่เข้ามาลงทุนในตลาดส่งผลให้เกิดดุลยภาพระหว่างผู้
ซื้อและผู้ขาย ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากในเวลาใดเวลาหนึ่งมีผู้ที่ต้องการจะซื้อข้าวโพดที่มีการส่งมอบในเดือน
กรกฎาคมมากกว่าผู้ที่ต้องการจะขายข้าวโพดที่มีการส่งมอบในเดือนกรกฎาคม ราคาฟิวเจอร์ส (Futures
Price) ดังกล่าวก็จะเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
นอกจากตลาดซื ้ อ ขายอนุพ ัน ธ์ ท ี ่ มี ก ารจั ด ตั ้ง อย่ า งเป็น ทางการจะทำการซื ้ อขายฟิ ว เจอร์ส แล้ว
พัฒนาการต่อมาก็คือการจัดตั้งตลาดซื้อขายอนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการเพื่อทำการซื้อขายออปชัน
(Option) ทั ้ ง นี้ ใ นปี ค.ศ. 1973 ได้ ม ี ก ารจั ด ตั ้ ง Chicago Board Options Exchange (CBOE,
www.cboe.com) เพื่อดูแลการซื้อขายคอลออปชัน (Call Option) โดยเริ่มแรกนั้นได้มีการซื้อขายคอล ออป
ชัน (Call Option) ของหุ้นสามัญ จำนวน 16 บริษัท ทั้งนี้การซื้อขายออปชันได้เกิดขึ้นมาก่อนหน้าปี ค.ศ.
1973 แต่เป็นการ ซื้อขายกันอย่างไม่เป็นทางการ การเกิดขึ้นของตลาด CBOE ทำให้การซื้อขายออปชันเป็น
ระบบระเบียบมากขึ้น มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญาอย่างชัดเจน ต่อมา ในปี ค.ศ. 1977 จึงได้เริ่มมีการซื้อ
ขายพุทออปชัน (put option) เกิดขึ้น ในปัจจุบันนี้ตลาด CBOE ได้เปิด ทำการซื้อขายออปชันของหุ้นสามัญ
(Stock Option) มากกว่า 1,000 บริษัท รวมทั้งมีการ ซื้อขายออปชันของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (Stock Index
Option) อีกมากมายเช่น ดัชนีหลัก ทรัพย์ S&P 100 (OEX) ดัชนีหลักทรัพย์ S&P 500 (SPX) ดัชนีหลักทรัพย์
Nasdaq 100 (NDX) และดัชนีหลักทรัพย์ Dow Jones Industrial Average (DIX) เป็นต้น
ในปัจจุบันนี้การซื้อขายออปชัน (Option) ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากไม่แพ้การ ซื้อขายฟิวเจอร์ส
โดยตลาดซื้อขายฟิวเจอร์สที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการส่วนมากก็มีการซื้อขายออปชันของสัญญาฟิวเจอร์ ส
ดังกล่าวด้วยเช่นกัน เช่นตลาด CBOT ก็ได้มีการเปิดให้มีการซื้อขายออปชันซึ่งมีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นฟิวเจอร์ ส
12
ของข้าวโพด และตลาด CME ก็ได้มีการเปิดให้มีการซื้อขายออปชันซึ่งมีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นฟิวเจอร์ส ของ
ปศุสัตว์เช่นกัน นอกจากนั้นแล้วตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการหลายแห่ง ทั่วโลกก็ได้มี
การเปิ ด ทำการซื ้ อ ขายออปชั น (Option) ด้ ว ยเช่ น กั น เช่ น American Stock Exchange
(www.amex.com) ซึ่งได้เริ่มทำการซื้อขายออปชันตั้ง แต่ปี ค.ศ. 1975 Philadelphia Stock Exchange
(www.phlx.com) ซึ่งได้เริ่มทำการซื้อขายออปชันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 เช่นกัน ต่อมาในปี ค.ศ. 1976 Pacific
Exchange (www.pacificex.com) ก็ได้เริ่มทำการซื้อขายออปชันเช่นกัน หลังจากนั้นมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ
1980 ปริมาณการซื้อขายออปชันก็ได้ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งจำนวนของหุ้นสามัญที่อ้ างอิงภายใต้
สัญญาออปชันที่ซื้อขายกัน ในแต่ละวันมีจำนวนมากกว่าปริมาณของหุ้นสามัญที่มีการซื้อขายในแต่ละวันใน
New York Stock Exchange (NYSE)
ทั้งนี้สินทรัพย์อ้างอิงที่กำหนดนั้นก็มีทั้งเงินตราสกุลต่างประเทศ (Foreign Currencies) ซึ่งเป็นออปชันที่มีการซื้อขายเป็นส่วนใหญ่ใน Philadelphia Stock Exchange นอกจากนั้นก็ยังมีสินทรัพย์อ้างอิง เช่น
สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures Contracts) หุ้นสามัญ (Common Stocks) และดัชนีหลักทรัพย์ (Stock Indices)
7.4.2 ตลาดซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิก (Electronic Markets)
แต่เดิมนั้นการซื้อขายตราสารอนุพันธ์จะมีลักษณะเป็นระบบที่เรียกว่า “Open Outcry System” ซึ่ง
จะเป็นลักษณะการซื้อขายที่ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบเจอกันในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งซึ่งก็คือตลาดที่มีการจัดตั้ง
อย่างเป็นทางการนั่นเอง โดยการซื้อขายจะต้องส่งเสียงร้องตะโกนไปมา รวมทั้งอาจมีการใช้สัญญาณมือ ที่
ซับซ้อนเพื่อกำหนดธุรกรรมการซื้อขายที่ต้องการ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้การซื้อขายในระบบดังกล่าวได้เริ่ม
ถูกแทนที่มากขึ้นด้วยการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิก (Electronic System) ทั้งนี้ผู้ค้าจะต้องทำ
การส่งคำสั่งซื้อขายที่ต้องการโดยการป้อนคำสั่งผ่านทางคีย์บอร์ดและหน้าจอคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นระบบ
จะ ทำการจับคู่ผู้ซื้อและผู้ขายเอง ถึงแม้ว่าจะยังมีผู้สนับสนุนการซื้อขายในระบบ Open Outcry System แต่
ในปัจจุบันการซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิก ได้เข้ามามีบทบาททดแทนมากขึ้นตลอดเวลา
7.4.3 ตลาดซื้อขายอย่างไม่เป็นทางการ (Over-the-counter Markets)
ธุรกรรมการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ
(Exchange-traded Markets) เพียงเท่านั้น การซื้อขายตราสารอนุพันธ์ผ่านตลาดซื้อขายอย่างไม่เป็นทางการ
(Over-the-counter Markets) ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งมีปริมาณธุรกรรมการซื้อขายตราสารอนุพันธ์รวม
มากกว่าการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ผ่านตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้การซื้อขายตราสาร
อนุพันธ์ผ่านตลาดซื้อขายอย่างไม่เป็นทางการนั้น จะเป็นระบบการซื้อขายผ่านเครือข่ายของผู้ค้าที่เชื่อมต่อกัน
13
ด้วยระบบโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ค้าไม่มีความจำเป็นต้องมาพบเจอกันในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง โดย
ธุรกรรมการซื้อขายจะเกิดขึ้นผ่านทางโทรศัพท์
การซื้อขายตราสารอนุพันธ์ผ่านตลาดซื้อขายอย่างไม่เป็นทางการ โดยทั่วไปแล้วมักจะเป็นธุรกรรมการ
ซื้อขายระหว่างสถาบันการเงิน 2 แห่ง หรือธุรกรรมการซื้อขายระหว่างสถาบันการเงินกับลูกค้าของสถาบัน
การเงินดังกล่าว ซึ่งมักจะเป็นผู้บริหารทางการเงินของบริษัท หรือผู้จัดการกองทุน โดยที่สถาบันการเงินมักจะ
ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสภาพคล่องการซื้อขาย (Market Makers) สำหรับธุรกรรมพื้นฐานทั่วๆ ไปที่มีการซื้อขาย
กันเป็นประจำ ซึ่งก็ หมายความว่าสถาบันการเงินจะพร้อมตลอดเวลาที่จะเสนอคำสั่งซื้อขายทั้งในส่วนของ
ราคาเสนอซื้อ (Bid Price) และราคาเสนอขาย (Ask Price)
โดยทั่วไปแล้วการซื้อขายผ่านการสนทนาทางโทรศัพท์ในตลาดซื้อขายอย่างไม่เป็นทางการจะถูก
บันทึกด้วยเทปบันทึกเสียง เพื่อใช้เป็นเครื่องยืนยันในกรณีที่เกิดปัญหาโต้เถียงกันในเรื่องข้อตกลงการซื้อขาย
ข้อดีของการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ผ่านตลาดซื้อขายอย่างไม่เป็นทางการ ก็คื อความเป็นอิสระในการกำหนด
ข้อตกลงต่างๆ ในสัญญาการซื้อขาย โดยปราศจากกฎระเบียบ หรือข้อบังคับต่างๆ ที่กำหนดโดยตลาดซื้อขายที่
มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ ทำให้การซื้อขายสามารถต่อรองกันได้อย่างเต็มที่ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งจะ
นำไปสู่ ประโยชน์ที่สูงสุดของคู่ค้าดังกล่าว อย่างไรก็ตามการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ผ่านตลาดซื้อขายอย่างไม่
เป็นทางการก็มีข้อเสียเปรียบอันเนื่องมาจากความเสี่ยงทางด้านเครดิต (Credit Risk) ที่อาจจะเกิดขึ้นได้จาก
การผิดสัญญา ในกรณีที่คู่ค้าไม่มีความซื่อสัตย์ หรือฉ้อโกง ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้จะไม่เกิด ขึ้นในการซื้อขายผ่าน
ตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ โดยรายละเอียดดังกล่าวนี้จะอธิบายในบทถัดไป
ขนาดของตลาด (Market Size)
ตลาดซื้อขายอนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ และตลาดซื้อขายอนุพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ
ต่างก็มีขนาดใหญ่ ถึงแม้ว่าข้อมูลทางสถิติที่จัดเก็บจากตลาดซื้อขายอนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ
และตลาดซื้อขายอนุพันธ์อย่างไม่เป็นทางการจะไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้อย่างถูกต้อง แต่ก็สามารถ
แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าขนาดของตลาดซื้อขายอนุพันธ์อย่างไม่เป็นทางการนั้นใหญ่กว่าตลาดซื้อขาย
อนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (Bank
for International Settlements, www.bis.org) ได้เริ่มทำการเก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติของตลาดซื้อขาย
อนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ และตลาดซื้อขายอนุพันธ์อย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 โดย
จะเห็นได้ว่าจากรูปที่ 1.2 ได้ทำการเปรียบเทียบ (2) ประมาณการจำนวนเงินต้นภายใต้ธุรกรรมซึ่งยังคงค้างอยู่
ทั้งหมดในตลาดซื้อขายอย่างไม่เป็นทางการระหว่างเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1998 และเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2004
และ (b) ประมาณการมูลค่ารวมของสินทรัพย์อ้างอิงภายใต้สัญญาที่ซื้อขายกันในตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้ง
14
อย่างเป็นทางการระหว่างช่วงระยะเวลาเดียวกัน ซึ่ง จะเห็นได้ว่าภายในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2004 ตลาดซื้อ
ขายอย่างไม่เป็นทางการได้มีการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 220.1 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 5
เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก) ในขณะที่ตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการมีการเติบโตเพิ่มขึ้น
เป็น 49.0 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
240
220
200
OTC
Exchange
Size of market
($ trillion)
180
160
140
120
100
80
60
40
20
Jun
0 98
Jun 99
Jun 00
Jun 01
Jun 02
Jun 03
Jun 04
รูปที่ 1.2 แสดงการเปรียบเทียบขนาดของตลาดซื้อขายอนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ (Exchange)
และตลาดซื้อขายอนุพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ (OTC)
ในการตีความตัวเลขข้างต้นนี้ จำเป็นที่จะต้องระลึกอยู่เสมอว่าเงินต้นที่อ้างอิงที่ทำธุรกรรมในตลาดซื้อ
ขายอย่างไม่เป็นทางการนั้นไม่ใช่มู ลค่า ยกตัวอย่างเช่น การทำสัญญาจะซื้อเงิน 100 ล้านเหรียญดอลลาร์
สหรัฐฯ ด้วยเงินปอนด์อังกฤษ ในอีก 1 ปีข้างหน้า ณ อัตราแลก เปลี่ยนที่กำหนดล่วงหน้าในวันนี้ผ่านตลาดซื้อ
ขายอย่างไม่เป็นทางการจำนวนเงินต้นทั้งหมด ภายใต้ธุรกรรมดังกล่าวจะเท่ากับ 100 ล้านเหรียญดอลลาร์
สหรัฐฯ ในขณะที่สัญญาดังกล่าวนี้ อาจจะมีมูลค่าเพียง 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯก็ได้ ทั้งนี้ธนาคารเพื่อ
การชำระบัญชีระหว่างประเทศ ได้ทำการประมาณการมูลค่าตลาดรวมของสัญญาที่ซื้อขายผ่านตลาดซื้อขาย
อย่างไม่เป็นทางการจากสัญญาที่คงค้างทั้ง หมดในเดือนมิถุนายน 2004 ไว้เท่ากับ 6.4 ล้านล้าน เหรียญ
ดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ในการคำนวณมูลค่าของสัญญาดังกล่าวนี้ ถ้าหากสัญญาดังกล่าวมีมูลค่าเท่ากับ 1 ล้าน
เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯสำหรับคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง และมีมูลค่าเท่ากับ 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯสำหรั บ
คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง การคำนวณมูลค่าตลาดรวมจะกำหนด ให้เท่ากับ 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
15
7.5 ประเภทของผู้ค้า (Types of Traders)
สาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ตลาดอนุพันธ์ประสบความสำเร็จได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอัน มาก อาจ
เกิดขึ้นเนื่องมาจากการที่ตลาดอนุพันธ์เป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงมากและสามารถดึงดูดใจผู้ค้าหลากหลาย
ประเภทด้วยกันเมื่อไรก็ตามที่มีนักลงทุนต้องการทำสัญญาไม่ว่าจะซื้อหรือขายตราสารอนุพันธ์ใดๆ ก็จะมีนัก
ลงทุนอีกฝ่ายพร้อมที่จะเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายเสมอ
ผู้ค้าในตลาดอนุพันธ์อาจแบ่งได้กว้างๆ เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผู้ป้องกันความเสี่ยง (Hedgers) นักเก็ง
กำไร (Speculators) และผู้ทำการค้ากำไร (Arbitrageurs) โดยผู้ป้องกันความเสี่ยงมักจะใช้ตราสารอนุพันธ์
ไม่ว่าจะเป็น สัญญาฟอร์เวิร์ด สัญญาฟิวเจอร์ส หรือ สัญญาออปชัน ในการลดความเสี่ยงที่ต้องแบกรั บอัน
เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรในตลาดต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ในขณะที่นักเก็งกำไรจะเข้า
ไปเก็ง กำไรจากการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของตัวแปรในตลาด ส่ วนผู้ทำการค้ากำไรก็จะทำกำไรโดย
ปราศจากความเสี่ยงจากการเข้าไปสร้างสถานะทั้ง สถานะซื้อและสถานะขายในเครื่องมือหรือตราสารทาง
การเงินตั้งแต่ 2 ตราสารขึ้นไป เนื้อหาต่อจากนี้จะเป็นการพิจารณาถึงกิจกรรมต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นของผู้ค้า
แต่ละประเภท
7.5.1 ผู้ป้องกันความเสี่ยง (Hedgers)
ในส่วนนี้จะเป็นการอธิบายถึงการใช้สัญญาฟอร์เวิร์ ดและออปชันในการลดความเสี่ยงของผู้ป้องกัน
ความเสี่ยง
ตัวอย่างการป้องกันความเสี่ยงโดยใช้สัญญาฟอร์เวิร์ด
ระหว่างการวางแผนทางการเงินของบริษัท ImportCo ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐฯ ในวันที่ 3 มิถุนายน
ค.ศ. 2003 ผู้บริหารทางการเงินพบว่ าบริษัทมีความจำเป็นต้องชำระค่า สินค้าที่สั่งซื้อจากผู้จัดหาวัตถุดิบ ใน
ประเทศอังกฤษเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านปอนด์อังกฤษ ในวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 2003 ทั้งนี้ข้อมูลเกี่ยวกับอัตรา
แลกเปลี่ยนที่มีการส่งมอบทันทีและอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าระหว่าง เงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) และ เงิน
ปอนด์อังกฤษ (GBP, £) ณ วันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 2003 (ราคาเสนอซื้อหรือขายกำหนดเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ
ต่อปอนด์อังกฤษ) เป็นไปตามตารางที่ 1.1 ทั้งนี้บริษัท ImportCo อาจป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
ด้วยการทำสัญญาฟอร์เวิร์ดเพื่อซื้อเงินปอนด์อัง กฤษจากสถาบันการเงินในอีก 3 เดือนข้างหน้าที่อั ต รา
แลกเปลี่ยน 1.6192 ซึ่งก็จะเป็นการกำหนดจำนวนเงินที่คงที่ที่จะต้อง จ่ายให้กับผู้ส่งออกในอังกฤษเท่ากับ
16,192,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าหากวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 2003 บริษัท ExportCo ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศสหรัฐฯที่
ทำธุรกิจส่งออกสินค้าไปประเทศอังกฤษคาดการณ์ว่าบริษัทจะได้รับการชำระค่าสินค้าเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 30
16
ล้านปอนด์อังกฤษในอีก 3 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้บริษัท ExportCo อาจป้องกันความเสี่ยงได้โดยขายเงินปอนด์
อังกฤษล่วงหน้า 3 เดือนเป็นจำนวนเงิน 30 ล้านปอนด์อังกฤษในตลาดฟอร์เวิร์ด ณ ระดับอัตราแลกเปลี่ยน
เท่ากับ 1.6187 ซึ่งก็ส่งผลทำให้บริษัท ExportCo สามารถกำหนดจำนวนเงินที่จะได้รับชำระในอนาคตอย่าง
แน่นอน เท่ากับ 48,561,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
การป้องกันความเสี่ยงของบริษัทไม่ได้ส่งผลดีต่อบริษัทเสมอไป ในบางครั้งแล้วการป้องกันความเสี่ยงของ
บริษัทอาจส่งผลเสียเมื่อเปรียบเทียบกับการที่บริษัทเพิกเฉยไม่ได้ทำการป้องกันความเสี่ยงเช่นกัน ยกตัวอย่าง
เช่น ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ 3 กันยายนเท่ากับ 1.5000 และบริษัท ImportCo ไม่ได้ทำการป้องกันความ
เสี่ยง บริษัทจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อเงินปอนด์ อังกฤษ 10,000,000 ปอนด์เป็นจำนวนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
15,000,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งน้อยกว่า 16,192,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯในกรณีที่บริษัทมีการทำ
การป้ อ งกั น ความเสี ่ ย งในทางตรงกั น ข้ า ม ถ้ า หากอั ต ราแลกเปลี ่ ย นเท่ า กั บ 1.7000 บริ ษ ั ท และบริ ษั ท
ImportCo ไม่ได้ทำการป้องกันความเสี่ยง บริษัทจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อเงินปอนด์อังกฤษ 10,000,000 ปอนด์
เป็นจำนวนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ 17,000,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ แน่นอนว่าถ้าหากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นไป
ตามกรณีหลังนี้บริษัท ImportCo ย่อมต้องการให้บริษัทได้มีการทำการป้องกันความเสี่ยงไว้เรียบร้อยแล้ว จาก
ข้อมูลข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่า ถ้าหากอัตราแลกเปลี่ยนในเดือนกันยายนต่ำกว่า 1.6187 บริษัทย่อมภาวนาให้มี
การป้องกันความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ถ้าหากอัตราแลกเปลี่ยนในเดือนกันยายนสูงกว่า 1.6187 บริษัทคงไม่
อยากให้มีการทำการป้องกันความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า
จากตัวอย่างที่อธิบายมาข้างต้นนี้แสดงให้เห็นถึงประเด็นที่สำคัญในการทำการป้องกันความเสี่ยง ทั้งนี้
การป้องกันความเสี่ยงเป็นการกำหนดต้นทุนหรือราคาที่แน่นอนของสินทรัพย์อ้างอิง แต่อย่างไรก็ตามการทำ
การป้องกันความเสี่ยงก็ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าจะต้องส่งผลดีต่อบริษัทมากกว่าการไม่ได้ทำการป้องกัน
ความเสี่ยงเสมอไป
ตัวอย่างการป้องกันความเสี่ยงโดยใช้สัญญาออปชัน
ออปชันก็สามารถถูกนำมาใช้ในการป้องกันความเสี่ยงได้เช่นกัน ลองพิจารณานักลงทุนรายหนึ่งซึ่งได้ทำ
การถือครองหุ้นสามัญของบริษัท Microsoft จำนวน 1,000 หุ้นในเดือน พฤษภาคม ค.ศ. 2003 โดยในเวลา
ดังกล่าว หุ้นสามัญของบริษัท Microsoft มีราคาซื้อขาย เท่ากับ 28 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯต่อหุ้น เนื่องจาก
นักลงทุนดังกล่าวเกรงว่าราคาหุ้นสามัญของบริษัท Microsoft จะลดลงในอีก 2 เดือนข้างหน้า จึงได้ทำการ
ป้องกันความเสี่ยงโดย การซื้อพุทออปชันซึ่งมีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้นสามัญของบริษัท Microsoft ในตลาด
CBOE ซึ่งจะหมดอายุในเดือนกรกฎาคม จำนวน 10 สัญญา ทั้งนี้กำหนดราคาใช้สิทธิเท่ากับ 27.50 เหรียญ
ดอลลาร์สหรัฐฯ จากการป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีสิทธิในการขายหุ้นสามัญของบริษัท
Microsoft จำนวน 1,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 27.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ถ้าหากราคาของพุทออปชัน
17
ดังกล่าวเท่ากับ 1 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นสัญญาพุทออปชันแต่ละสัญญาจะมีต้นทุนเท่ากับ 100 x 1 =
100 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ นั่นย่อมหมายความว่านักลงทุนคนดังกล่าวต้องมีต้นทุนทั้งหมด 10 x 100 =
1,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในการป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน
ต้นทุนจากกลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงจำนวน 1,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯข้างต้นนี้ เป็นการ
รับประกันว่านักลงทุนจะสามารถขายหุ้นสามัญของบริษัท Microsoft ได้อย่างน้อยหุ้นละ 27.50 เหรียญ
ดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดอายุของพุทออปชัน ในกรณีที่ราคาตลาดของหุ้นสามัญของบริษัท Microsoft ต่ำกว่า
27.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯต่อหุ้น ผู้ถือพุทออปชันดังกล่าวก็สามารถจะใช้สิทธิในการขายซึ่งจะทำให้ได้รับ
เงินสดทั้งหมด 27,500 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และเมื่อหักต้นทุนจากการซื้อพุทออปชันนักลงทุนจะได้กำไร
สุทธิ 26,500 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในกรณีที่ราคาตลาดของหุ้ นสามัญของบริษัท Microsoft สูงกว่า 27.50
เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯต่อหุ้น พุทออปชันนี้ก็จะไม่ถูกใช้สิทธิและจะหมดอายุไปโดยไร้ค่า อย่างไรก็ตามในกรณี
นี้หุ้นสามัญของบริษัท Microsoft ที่นักลงทุนถือครองอยู่ทั้งหมดก็จะมีมูลค่า สูงกว่า 27,500 เหรียญดอลลาร์
สหรัฐฯ (เมื่อหักต้นทุนจากการซื้อพุทออปชันมูลค่าของการลงทุนทั้งหมดก็ยังมากกว่า 26,500 เหรียญดอลลาร์
สหรัฐฯ) เส้นทึบในรูปที่ 1.3 แสดงให้เห็นว่ามูลค่าสุทธิของกลุ่มหลักทรัพย์ (Portfolio) เมื่อรวมพิจารณาต้นทุน
ของการป้องกันความเสี่ยงโดยการซื้อพุทออปชันแล้ว (หลังหักต้นทุนแล้ว) ขึ้นอยู่กับราคาของหุ้นสามัญของ
บริษัท Microsoft ในอีก 2 เดือนข้างหน้า ในขณะที่เส้น ประในรูป ที ่ 1.3 แสดงให้เห็นถึง มู ล ค่ าของกลุ่ ม
หลักทรัพย์ (Portfolio) ที่ไม่ได้ทำการป้องกันความเสี่ยง
18
40,000
Value of
holding ($)
35,000
30,000
Hedging
No hedging
25,000
20
Stock price ($)
25
30
35
40
20,000
รูปที่ 1.3 แสดงมูลค่าจากการถือครองหุ้นสามัญของบริษัท Microsoft เป็นเวลา 2 เดือน ทั้งในกรณีที่มีการ
ป้องกันความเสี่ยงและในกรณีที่ไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยง
การเปรียบเทียบการป้องกันความเสี่ยงโดยใช้สัญญาฟอร์เวิร์ดและสัญญาออปชัน
จากตัวอย่างในการป้องกันความเสี่ยงโดยใช้สัญญาฟอร์เวิร์ดและสัญญาออปชันข้างต้นทั้ง 2 ตัวอย่าง
ทำให้เห็นความแตกต่างเบื้องต้นระหว่างการใช้สัญญาฟอร์เวิร์ดและสัญญาออปชัน ในการป้องกันความเสี่ยง
ทั้งนี้สัญญาฟอร์เวิร์ดจะถูกนำมาใช้ในการกำจัดความเสี่ยงโดยการกำหนดราคาที่แน่นอนที่ผู้ป้องกันความเสี่ยง
จะต้องจ่ายหรือได้รับจากสินทรัพย์อ้างอิง ในขณะที่สัญญาออปชันจะถูกนำมาใช้ในการป้องกันในลักษณะของ
การประกัน โดยการถือครองออปชันจะทำให้ผู้ถือครองออปชันได้รับการป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับ
สินทรัพย์หรือการลงทุน ในกรณีที่ตัวแปรทางตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ส่งผลลบต่อสินทรัพย์ หรือ
การลงทุน แต่ในขณะเดียวกันผู้ถือครองออปชันยังคงสามารถได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของตัว
แปรทางตลาดซึ่งส่งผลดีต่อสินทรัพย์หรือการลงทุน อันเนื่องมาจากผู้ถือครองออปชันสามารถเลือกได้ว่าจะใช้
สิทธิหรือไม่ใช้สิทธิตามสัญญาออปชันดังกล่าว จากเหตุผลดังกล่าวทำให้การเข้าทำสัญญาออปชันต้องมีต้นทุน
หรือค่าธรรมเนียมแรกเข้าแต่การเข้าทำสัญญาฟอร์เวิร์ดจะไม่มีต้นทุนเบื้องต้นใดๆ ทั้งสิ้น
19
7.5.2 นักเก็งกำไร (Speculators)
ในขณะที ่ ผ ู ้ป ้อ งกั นความเสี่ ยงพยายามหลีก เลี่ ยงการเข้ า ไปมี ส ถานะที่ อ่ อนไหวต่ อการ
เคลื่อนไหวในเชิงลบของราคาของสินทรัพย์ แต่นักเก็งกำไรกลับจะเป็นฝ่ายที่ต้องการเข้าไปมีสถานะซื้อหรือ
ขายในตลาดไม่ว่าจะเป็นกรณีที่นักเก็งกำไรดังกล่าวคาดว่าราคาของสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้นหรื อลดลง หัวข้อนี้จะ
เป็นการอธิบายการใช้สัญญาฟอร์เวิร์ดและออปชันในการเก็งกำไรโดยนักเก็งกำไร
ตัวอย่างการเก็งกำไรโดยใช้สัญญาฟิวเจอร์ส
กำหนดให้ในเดือนกุมภาพันธ์ นักเก็งกำไรชาวสหรัฐฯคาดการณ์ว่าในอีก 2 เดือนข้างหน้า ค่าเงิน
ปอนด์อังกฤษจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้นักเก็งกำไรดังกล่าวต้องการเก็งกำไร
จากเงินปอนด์อังกฤษเป็นจำนวน 250,000 ปอนด์อังกฤษ ทั้งนี้ทางเลือกหนึ่งที่นักเก็งกำไรดังกล่าวอาจทำได้ก็
คือการซื้อเงินปอนด์อังกฤษจำนวน 250,000 ปอนด์อังกฤษในตลาดที่มีการส่งมอบอย่างทันทีและนำไปลงทุน
ในการลงทุนหรือบัญชีเงิน ฝากที่ได้รับอัตราผลตอบแทน (Interest-bearing Account) โดยคาดหวังว่ า จะ
สามารถทำการขายเงินปอนด์อังกฤษดังกล่าวในราคาที่สูงขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามนักเก็งกำไรดังกล่าวอาจ
เข้าไปมีสถานะซื้อในสัญญาฟิวเจอร์ส ของเงินปอนด์อังกฤษในตลาด CME ซึ่งกำหนดส่งมอบในเดือนเมษายน
จำนวน 4 สัญญา (ทั้งนี้สัญญาฟิวเจอร์สของเงินปอนด์อังกฤษดังกล่าวกำหนดมูลค่าของเงินปอนด์อังกฤษที่
อ้างอิงสัญญาละ 62,500 ปอนด์อังกฤษ)
ตารางที่ 1.3 แสดงการเก็งกำไรโดยใช้สัญ ญาส่ง มอบอย่ างทันที (Spot Contract) และสัญ ญาฟิวเจอร์ส
(Futures Contract) กำหนดให้ฟิวเจอร์ส 1 สัญญาอ้างอิง 62,500 ปอนด์
เงินลงทุน
กำไร (ในกรณี ท ี ่ ร าคาส่ งมอบทันที
เดือน เม.ย. = 1.7000)
กำไร (ในกรณี ท ี ่ ร าคาส่ งมอบทันที
เดือน เม.ย. = 1.6000)
การซื้อขายในเดือนกุมภาพันธ์
ซื้อ £250,000
ซื้อฟิวเจอร์ส 4 สัญญา
ราคาส่งมอบทันที = 1.6470
ราคาฟิวเจอร์ส = 1.6410
$411,750
$20,000
$13,250
$14,750
-$11,750
-$10,250
ตารางที่ 1.3 สรุปทางเลือกทั้ง 2 ทางเลือกดังกล่าวภายใต้สมมติฐานว่า อัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันเท่ากับ
1.6470 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปอนด์อังกฤษ และราคาของสัญญาฟิวเจอร์สซึ่งมีกำหนดส่งมอบในเดือนเมษายน
เท่ากับ 1.6410 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปอนด์อังกฤษ ในกรณีที่อัตราแลกเปลี่ยนในเดือนเมษายนเท่ากับ 1.7000
20
ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปอนด์อังกฤษ ทางเลือก จากการเข้าไปมีสถานะซื้อในสัญญาฟิวเจอร์สจะทำให้นักเก็งกำไร
ได้กำไรเท่ากับ (1.7000 - 1.6410) x 250,000 = 14,750 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ทางเลือกจากการ
ซื้อเงิน ปอนด์อังกฤษจำนวน 250,000 ปอนด์อังกฤษในตลาดที่มีการส่งมอบอย่างทันที่จะทำให้ นักเก็งกำไรได้
กำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาขายของเงินปอนด์อังกฤษในเดือนเมษายนซึ่งเท่ากับ 1.7000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
และราคาที่ซื้อเงินปอนด์อังกฤษมาในเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเท่ากับ 1.6470 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทางเลือกดังกล่าว
จะทำให้นักเก็งกำไรได้กำไรเท่ากับ (1.7000 – 1.6470) X 250,000 = 13,250 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามถ้าหากอัตราแลกเปลี่ยนในเดือนเมษายนลดลงจนเท่ากับ 1.6000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อ
ปอนด์อังกฤษ ทางเลือกจากการเข้าไปมีสถานะซื้อในสัญ ญาฟิวเจอร์สจะทำให้นักเก็งกำไรขาดทุนเท่ากับ
(1.6410 – 1.6000) x 250,000 = 10,250 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ทางเลือกจากการซื้อเงินปอนด์
อังกฤษจำนวน 250,000 ปอนด์อังกฤษในตลาดที่มีการส่งมอบอย่างทันที่จะทำให้นักเก็งกำไรขาดทุนจากส่วน
ต่างระหว่างราคาขายของเงินปอนด์อังกฤษในเดือนเมษายนซึ่งเท่ากับ 1.6000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และราคาที่ซื้อ
เงินปอนด์อังกฤษมาในเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเท่ากับ 1.6470 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทางเลือกดังกล่าวจะทำให้นักเก็ง
กำไรขาดทุนเท่ากับ (1.6470 - 1.6000) x 250,000 = 11,750 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
จะเห็นได้ว่าทางเลือกทั้ง 2 ทางเลือกดังกล่าวส่งผลให้กำไรหรือขาดทุนที่นักเก็งกำไรได้รับแตกต่างกัน
เล็กน้อย อย่างไรก็ตามในการคำนวณดังกล่าวนี้ไม่ได้คำนึงถึงอัตราดอกเบี้ยที่จะได้รับหรือที่จะต้องจ่าย ในกรณี
ที่มีการนำเอาอัตราดอกเบี้ยที่จะได้รับในเงินสกุลปอนด์อังกฤษ และอัตราดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายในเงินสกุ ล
ดอลลาร์สหรัฐฯเข้ ามาพิจารณาด้วย จะพบว่ากำไรและขาดทุนจากการเก็งกำไรทั้งสองทางเลือกดังกล่ าวนี้
จะต้องเท่ากัน ทั้งนี้รายละเอียดในการคำนวณดังกล่าวจะกล่าวถึงต่อไปในบทที่ 3
คำถามที่จะต้องตามก็คือว่าการเก็งกำไรจากทั้งสองทางเลือกนี้แตกต่างกันอย่างไร ทางเลือกแรกจาก
การเข้าไปซื้อเงิน ปอนด์อังกฤษจำนวน 250,000 ปอนด์อังกฤษในตลาดที่มีการส่งมอบอย่างทันทีต้องใช้เงิน
ลงทุนเบื้องต้น 411,750 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ทางเลือกที่สองจากการเข้าไปมีสถานะซื้อในสัญญา
ฟิวเจอร์สของเงินปอนด์อังกฤษนั้นจะใช้เงิน ลงทุนเบื้องต้นน้อยกว่า ในบางครั้งอาจใช้เงิน ลงทุนเบื้องต้นเพียง
20,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อนำฝากเป็นเงินประกันในบัญชีที่เรียกว่า “บัญ ชีเงินประกัน (Margin
Account)” เพื่อป้องกันการผิดสัญญาของนักเก็งกำไร ในกรณีที่อาจจะขาดทุนในอนาคต (ซึ่งจะกล่าว ละเอียด
ต่อไปในบทที่ 2) จากการที่นักลงทุนสามารถใช้เงินลงทุนเบื้องต้นจำนวนไม่มากนักดังกล่าว อาจทำให้นักลงทุน
สามารถที่จะเข้าไปมีสถานะการเก็งกำไรที่สูงมากได้ ลักษณะดัง กล่าวนี้อาจกล่าวได้ว่า นักเก็งกำไรได้รับ
Leverage จากการซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์ส
21
ตัวอย่างการเก็งกำไรโดยใช้สัญญาออปชัน
ออปชันก็สามารถนำมาใช้ เก็งกำไรได้ เ ช่น เดีย วกัน สมมติว่าในเดื อนตุ ลาคม นักเก็ง กำไรมี ก าร
คาดการณ์ว่าราคาหุ้นสามัญของบริษัท Amazon.com จะเพิ่มขึ้นในช่วง 2 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ราคาหุ้นสามัญ
ของบริษัท Amazon.com ในปัจจุบันเท่ากับ 20 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ กำหนดให้ราคาซื้อขายในปัจจุบัน
ของคอลออปชันของหุ้นสามัญของบริษัท Amazon.com เท่ากับ 1 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้คอลออปชัน
ดังกล่าวจะหมดอายุในอีก 2 เดือนข้างหน้าและมีราคาใช้สิทธิเท่ากับ 22.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
ตารางที่ 1.4 เป็นการแจกแจงทางเลือก 2 ทางเลือกที่เป็นไปได้จากการเก็งกำไรของนักเก็งกำไรที่ใช้
เงินลงทุนเบื้องต้น 2,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ทางเลือกแรกที่เป็นไปได้คือการซื้อหุ้นสามัญ ของบริษัท
Amazon.com จำนวน 100 หุ้น ในขณะที่ทางเลือกต่อมา คือการซื้อคอลออปชัน 20 สัญญา (ซึ่งจะทำให้
สามารถใช้สิทธิในการซื้อหุ้นสามัญได้ 2,000 หุ้น) ในกรณีที่นักเก็งกำไรคาดการณ์ได้ถูกต้องและราคาหุ้นสามัญ
ของบริษัท Amazon.com ได้ เพิ่มขึ้นเป็น 27 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนธันวาคมจะพบว่าทางเลือกแรก
ในการเก็งกำไรโดยการซื้อหุ้นสามัญโดยตรงจะทำให้นักเก็งกำไรดังกล่าวได้กำไรเท่ากับ 100 x (27 – 20) =
700 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ทางเลือกที่สองในการเก็งกำไรโดยการซื้อคอลออปชันจะให้ผลกำไรที่สูง
กว่าทางเลือกแรกเป็นอันมาก ทั้งนี้เนื่องจากว่าคอลออปชันของหุ้นสามัญ ของบริษัท Amazon.com ดังกล่าว
กำหนดราคาใช้สิทธิเท่ากับ 22.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งก็หมายความว่านักลงทุนมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญของ
บริษัท Amazon.com ซึ่งมีมูลค่า 27 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ฯต่ อหุ้น ในราคาเพียงหุ้นละ 22.50 เหรียญ
ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างดังกล่าว 4.50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นผล
ตอบแทนทั้งหมดจากการซื้อคอลออปชันจำนวน 20 สัญญา ซึ่งสามารถใช้สิทธิในการซื้อหุ้นสามัญได้ถึง 2,000
หุ้น จะเท่ากับ 2,000 x 4.50 = 9,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และเมื่อหักต้นทุนจากการซื้อคอลออปชัน
ดังกล่าวจะทำให้นักเก็งกำไรได้รับกำไรสุทธิเท่ากับ 9,000 - 2,000 = 7,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นจะ
เห็นได้ว่าทางเลือกในการเก็งกำไรจากการซื้อคอลออปชันจะให้ผลกำไรสูงกว่าทางเลือกในการเก็งกำไรจากการ
ซื้อหุน้ สามัญโดยตรงถึง 10 เท่า
อย่างไรก็ตามการเก็งกำไรจากทางเลือกในการซื้อคอลออปชันก็อาจส่งผลทำให้นักเก็งกำไรขาดทุน
มากกว่าการเก็งกำไรจากทางเลือกในการซื้อหุ้นสามัญโดยตรงเช่นกัน ทั้งนี้ถ้าหากราคาหุ้นสามัญของบริษัท
Amazon.com ได้ลดลงเหลือเพียง 15 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนธันวาคม ทางเลือกแรกในการเก็งกำไร
โดยการซื้อหุ้นสามัญโดยตรงจะทำให้นักเก็งกำไร ดังกล่าวขาดทุนเท่ากับ 100 x (20 – 15) = 500 เหรียญ
ดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ทางเลือกที่สองในการเก็งกำไรโดยการซื้อคอลออปชันนักเก็งกำไรจะขาดทุนเท่ากับ
2,000 เหรียญ ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งก็คือเงินลงทุนเบื้องต้นที่ใช้ไปในการซื้อคอลออปชันดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจาก
ว่านักเก็งกำไรจะไม่ใช้สิทธิในการซื้อจากคอลออปชันทำให้คอลออปชันหมดอายุไปโดยไร้ค่า
22
การเปรียบเทียบการเก็งกำไรโดยใช้สัญญาฟิวเจอร์สและสัญญาออปชัน
การเก็งกำไรโดยใช้สัญญาฟิวเจอร์ส และสัญญาออปชัน มีความเหมือนกันตรงที่ว่าทำให้นั กเก็งกำไร
ได้รับ Leverage เช่นเดียวกัน แต่ทว่าการเก็ง กำไรโดยใช้สัญญาฟิวเจอร์ส และสัญ ญา ออปชันก็มีความ
แตกต่างที่สำคัญเช่นกัน ทั้งนี้นักเก็งกำไรโดยใช้สัญญาฟิว เจอร์สอาจมีโอกาสที่จะได้รับผลขาดทุนมากและ
เช่นเดียวกันก็อาจจะมีโอกาสได้รับผลกำไรมากเช่นกัน แต่การเก็งกำไรโดยใช้สัญญาออปชันนั้น นักเก็งกำไรจะ
จำกัดโอกาสในการขาดทุนแค่เพียงเงินลงทุนเบื้องต้นที่จ่ายไปเพื่อถือครองออปชันดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่คำนึง
ว่าการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรทางตลาดจะเป็นไปในเชิงลบเพียงใด
7.5.3 ผู้ทำการค้ากำไร (Arbitrageurs)
ผู้ทำการค้ากำไรเป็นผู้ค้าอีกประเภทที่มีส่วนร่วมในการซื้อขายในตลาดฟอร์เวิร์ด ฟิวเจอร์ส และ
ออปชัน ทั้งนี้ผู้ทำการค้ากำไรจะสามารถทำกำไรได้โดยปราศจากความเสี่ยงด้วยการเข้าไปทำธุร กรรมต่างๆ ใน
ตลาดตั้งแต่ 2 ตลาดขึ้นไป ซึ่งในบทต่อไปจะเห็นได้ว่าการค้ากำไรอาจเป็นไปได้ในกรณีที่ราคาฟิวเจอร์สของ
สินทรัพย์ไม่สอดคล้องกับราคาของสินทรัพย์ในตลาดที่มีการส่งมอบอย่างทันที นอกจากนั้นยังจะเห็นได้ว่า
การค้ากำไรสามารถนำมาใช้ในตลาดออปชันได้อย่างไรบ้าง ในหัวข้อนี้จะเป็นเพียงการอธิบายถึงแนวคิดใน
การค้ากำไรโดยการยกตัวอย่างพื้นฐานง่ายๆ มาประกอบความเข้าใจ
ลองพิ จ ารณาหุ ้ น สามั ญ ของบริ ษ ั ท ซึ ่ ง มี ก ารซื ้ อ ขายกั น ทั ้ ง ใน New York Stock Exchange
(www.nyse.com) และ London Stock Exchange (www.stockex.co.uk) กำหนดให้ราคาของหุ้นสามัญ
ดังกล่าวซื้อขายที่นิวยอร์กเท่ากับ 172 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯต่อหุ้น และซื้อขายที่ลอนดอนในราคาหุ้นละ
100 ปอนด์อังกฤษ ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนที่มีการส่งมอบอย่างทันทีเท่ากับ 1.7500 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
ต่อปอนด์อังกฤษ ผู้ทำการค้ากำไรสามารถที่จะซื้อหุ้นสามัญดังกล่าวที่นิวยอร์กจำนวน 100 หุ้น และขายหุ้น
สามัญจำนวนดังกล่าวที่ลอนดอนในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ผู้ทำการค้ากำไรได้รับกำไรโดยปราศจากความ
เสียงเท่ากับ 100 x [(1.75 x 100) - 172] หรือ 30 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อยังไม่คำนึงถึง ต้นทุนในการซื้อ
ขายหุ้นสามัญดังกล่าว ทั้งนี้ต้นทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์อาจทำให้กำไรที่นักลงทุนรายย่อยได้รับหมดไป
อย่างไรก็ตามสำหรับสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่ทำการลงทุนนั้นจะมีต้นทุนในการซื้อ
ขายหลักทรัพย์ที่ต่ำมากทั้งในตลาดหุ้นและในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งก็จะทำให้โอกาสในการทำการค้า
กำไรมีความน่าสนใจมากขึ้น และทำให้มีการพยายามที่จะแสวงหาโอกาสในการทำการค้ากำไรให้มากที ่สุ ด
เท่าที่จะเป็นไปได้
อย่างไรก็ตามตัวอย่างของโอกาสในการทำการค้ากำไรดังกล่าวไม่อาจคงอยู่เป็นเวลานาน เมื่อไรก็
ตามที่ผู้ทำการค้ากำไรซื้อหุ้นสามัญดังกล่าวที่นิวยอร์ก อุปสงค์และอุปทานที่เปลี่ยนแปลงไปก็จะส่ง ผลให้ราคา
23
ในเงินดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกันเมื่อไรก็ตามที่ผู้ทำการค้ ากำไรขายหุ้นสามัญดังกล่าวที่ลอนดอน
อุปสงค์และอุปทานที่เปลี่ยนแปลงไปก็จะส่งผลให้ราคาในเงินปอนด์อังกฤษลดลง ในที่สุดราคาของหุ้นสามัญใน
ตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองแห่งก็จะปรับตัวอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งราคามีความสอดคล้องกับอัตราแลกเปลี่ยนใน
ขณะนั้นๆ ในความเป็นจริงในตลาดทางการเงินที่มีนักลงทุนจำนวนหนึ่งพยายามหาโอกาสในการทำการค้ า
กำไรอยู่เสมอนั้น ก็จะส่งผลทำให้โอกาสในการทำการค้ากำไรดังตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น
ได้น้อยมาก จากตัวอย่างนี้ทำให้สามารถอนุมานเป็นการทั่วไปได้ว่าโอกาสในการทำการค้ากำไรจากราคาของ
สินทรัพย์ทางการเงินที่เสนออยู่ในตลาดทางการเงินนั้นมีน้อยมาก ในการศึกษาการวิเคราะห์ราคาและมูลค่า
ของตราสารอนุพันธ์ ทั้งฟอร์เวิร์ด ฟิวเจอร์ส และออปชัน ในหนังสือเล่มนี้ โดยส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บนสมมติฐาน
ของการไม่มีโอกาสในการทำการค้ากำไรใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีศึกษา หายนะของ The Barings Bank
ตราสารอนุพันธ์เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ในหลายวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการป้องกันความเสี่ยง เพื่อ
การเก็งกำไร และเพื่อการทำการค้ากำไร ส่งผลให้อาจเกิดความเสี่ ยงกับบริษัทจากการที่พนักงานที่ได้รับ
มอบหมายให้ทำหน้าที่ในการป้องกันความเสี่ยง หรือได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในการทำการค้ากำไร เกิด
แรงจูงใจเปลี่ยนไปทำการเก็งกำไรแทนในที่สุด
ในปี ค.ศ. 1995 Nick Leeson ซึ ่ ง เป็ นพนั กงานของธนาคารแบริ ง ส์ (Barings Bank) ในประเทศ
สิงคโปร์ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำการค้ากำไรระหว่างราคาฟิวเจอร์สของ Nikkei 225 ในตลาดซื้อขายที่มี
การจัดตั้งอย่างเป็นทางการของสิงคโปร์ และราคาฟิวเจอร์สของ Nikkei 225 ในตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้ง
อย่างเป็นทางการของโอซาก้า อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป Leeson ได้เบี่ยงเบนตัวเองจากการทำหน้าที่
เป็นผู้ทำการค้ากำไรกลายเป็นนักเก็งกำไร ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ไม่มีพนักงานหรือผู้บังคับบัญชาแม้แต่คน
เดียวที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารแบริงส์ในลอนดอน จะตระหนักหรือเข้าใจถึงแนวทางที่เปลี่ยนแปลงไป
ดังกล่าวในการทำการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ของ Leeson ทั้งนี้เมื่อเขาได้เก็งกำไรและทำให้การขาดทุน จึง
สามารถที่จะซ่อนผลขาดทุนดังกล่าวได้ และยิ่งส่งผลให้เขาทำการเก็งกำไรมากยิ่งขึ้นเพื่อนำมาชดเชยกับการ
ขาดทุนที่เกิดขึ้น แต่นั่นยิ่งทำให้เกิดผลขาดทุนมากยิ่งขึ้น
หลังจากที่มีการตระหนักและพบถึงการเก็งกำไรของ Leeson ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นก็เป็นจำนวนเงินสูง
ถึง เกือบ 1,000 ล้านเหรียญดอลลาร์ส หรั ฐฯ ส่ง ผลให้ธนาคารแบริง ส์ซ ึ่ง เปิ ดทำการมาเป็นระยะเวลา
ประมาณ 200 ปีต้องถูกปิดลงในที่สุด บทเรียนที่สำคัญจากกรณีศึกษาดังกล่าว ก็คือการให้ความสำคัญกับ
การกำหนดขอบเขตจำกัดของความเสี่ยงอย่างชัดเจน สำหรับผู้ค้าตราสารอนุพันธ์ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่
จากบริษัทหรือสถาบันการเงิน และต้องมีการติดตามตรวจสอบการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ดังกล่าวอย่าง
ใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ดังกล่าวนั้นอยู่ในขอบเขตจำกัดของความเสี่ยงดังกล่าว
24
สรุปท้ายบท (End-of-Chapter Summary)
ในบทนี้เป็นการเกริ่นนำเกี่ยวกับตลาดฟอร์เวิร์ด ฟิวเจอร์ส และออปชัน ทั้งนี้ฟอร์เวิร์ด และฟิวเจอร์ส
จะเป็นข้อตกลงที่จะซื้อหรือจะขายสินทรัพย์ในอนาคตที่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่ชัดด้วยราคาที่มีการตกลง
กันล่วงหน้า โดยที่ฟอร์เวิร์ดนั้นจะทำการซื้อขายในตลาดซื้อขายอย่างไม่เป็นทางการ ในขณะที่ฟิวเจอร์สนั้นจะ
ทำการซื้อขายในตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ ส่วนออปชันซึ่งเป็นสิทธินั้นจะทำการซื้อขายทั้งใน
ตลาดซื้อขายอย่างไม่เป็นทางการและตลาดซื้อขายที่มีการจัดตั้งอย่า งเป็นทางการ ออปชันแบ่ง ได้เป็น 2
ประเภท คือ คอลออปชันและพุทออปชัน ในกรณีของคอลออปชันจะให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อสินทรัพย์ ที่
อ้างอิงในอนาคตที่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่ชัดด้วยราคาใช้สิทธิที่มีการตกลงกันล่วงหน้า ส่วนกรณีของพุทอ
อปชันนั้นจะให้สิทธิแก่ผู้ถือในการขายสินทรัพย์ที่อ้างอิงในอนาคตที่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่ชัดด้วยราคา
ใช้สิทธิที่มีการตกลงกันล่วงหน้า
ผู้ค้าในตลาดอนุพันธ์สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ ผู้ป้องกันความเสี่ยง นักเก็งกำไร และผู้ทำ
การค้ากำไร ทั้งนี้ผู้ป้องกันความเสี่ยงจะอยู่ในสถานะที่จะต้องเผชิ ญกับความเสี่ยงอันเกี่ยวเนื่องกับราคาของ
สินทรัพย์ โดยผู้ป้องกันความเสี่ยงจะใช้ฟอร์เวิร์ด ฟิวเจอร์ส และออปชัน ในการลดหรือกำจัดความเสี่ยง
ดังกล่าว ในขณะที่นักเก็งกำไรจะคาดหวังถึงความสำเร็จหรือความแม่นยำในการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลง
ของราคาของสินทรัพย์ในอนาคตการเก็งกำไรจากฟอร์เวิร์ด ฟิวเจอร์ส และออปชัน จะช่วยทำให้นักเก็งกำไรไม่
จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นจำนวนมาก อันเป็นผลมาจาก Leverage ที่เกิดขึ้นกับนักเก็ง กำไร ซึ่ง ก็
หมายความว่าสัญญาฟอร์เวิร์ด ฟิวเจอร์ส และออปชัน สามารถที่จะขยายผลที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นผลกำไร
หรือผลขาดทุนจากการเก็งกำไรดังกล่าว ส่วนผู้ทำการค้ากำไรนั้นจะพยายามแสวงหาผลประโยชน์จากความ
แตกต่างของราคาของสินทรัพย์ที่มีการซื้อขายพร้อมๆกันในตลาดตั้งแต่ 2 ตลาดขึ้นไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหาก
ราคาฟิวเจอร์สของสินทรัพย์ใดๆ ไม่สอดคล้องกับราคาของสินทรัพย์ที่มีการส่งมอบอย่างทันทีผู้ทำการค้ากำไร
ก็จะเข้าไปมีสถานะที่ตรงกันข้ามกันในเวลาเดียวกันในตลาดทั้งสองเพื่อสร้างกำไรโดยปราศจากความเสี่ยง
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าตราสารอนุพันธ์เป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีความหลากหลายมาก
ทั้งนี้ตราสารอนุพันธ์สามารถนำไปใช้ได้ทั้ งในการป้องกันความเสี่ยงการเก็งกำไรและการค้ากำไร เนื่องจาก
ความหลากหลายในการนำตราสารอนุพันธ์ไปใช้นี่เองที่ทำให้อาจเกิดปัญหาตามมาในที่สุด โดยบางครั้งอาจ
พบว่าผู้ค้าซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ทำการป้องกันความเสี่ยงหรือทำการค้ากำไร อาจเปลี่ยนบทบาท
กลายเป็นนักเก็งกำไรได้ (ทั้งที่ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ) และแน่นอนว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือหายนะที่อาจจะตามมา
ดังเช่นกรณีศึกษาที่เคยได้ยินจากธุรกรรมที่เกิดขึ้นของ Nick Leeson ที่ธนาคาร Bearings
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังที่เคยเกิดขึ้นกับธนาคาร Barings จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะ
เป็นสถาบันการเงินหรือไม่ก็ตาม ควรที่จะต้องมีการกำหนดมาตรการในการควบคุมการใช้ตราสารอนุพันธ์ให้
25
ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ นอกจากนั้นแล้วยังควรต้องมีการกำหนดขอบเขตจำกัดของความเสี่ยง (Risk
Limits) พร้อมทั้งมีการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ ของผู้ค้าทุกวันเพื่อให้มั่นใจว่าขอบเขตจำกัดของความ
เสี่ยงที่ได้กำหนดไว้ได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
26
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 7
1. ความหมายของตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน
2. ปัจจุบันในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีตราสารอนุพันธ์ทางการเงินที่อ้างอิงกับสินทรัพย์
ทางการเงินอะไรบ้าง
3. ความแตกต่างระหว่าง สัญญาฟอร์เวิรด์และสัญญาฟิวเจอร์มีอะไรบ้าง
4. ผู้ค้าในตราสารอนุพันธ์ทางการเงินมีกี่ประเภท อะไรบ้างพร้อมยกตัวอย่าง
5. ในสภาวะที่ตลาดทุนซบเซา ควรใช้ตราสารอนุพันธ์ทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงประเภทใด
เพราะอะไร พร้อมยกตัวอย่าง
บทที่ 8 การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล
(Investment in Cryptocurrency)
“เงิน” (Money) ได้วิวัฒ นาการมาพร้อมกั บ ความเจริญ ก้ าวหน้ าของมนุษย์ โดยเรียกเงินแต่ล ะ
ประเทศว่า “สกุลเงิน” (Currency) ในยุคที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เกิดการพัฒนาระบบการทา
ธุร กรรมทางการเงินของธนาคารผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการให้บริการชาระราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
(E-Payments) จะต้องประกอบไปด้วย สถาบันการเงิน ผู้ขายหรือผู้ให้บริการ และผู้ซื้อ ซึ่งถูกเชื่อมต่อโดย 3
ตัวกลางที่เป็นผู้ให้บริการที่เรียกว่า Payment gateway เนื่องจากการชาระราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์กย็ งั
คงอยู่ภายใต้การใช้สกุลเงินที่แท้จริงของรัฐในการชาระราคายังคงถูกกากับดูแลโดยรัฐ ในปัจจุบันตลาดมีการใช้
สกุลเงินเสมือนจริง (Virtual currency) จากเหตุวิกฤติทางเศรษฐกิจในปี 2008 มีผู้คิดค้น “คริปโทเคอร์เรนซี”
(Cryptocurrency) มีลักษณะคล้ายกับ สกุลเงินเหมือนจริง แตกต่างกันตรงที่คริปโทเคอร์เรนซีจะมีระบบการ
เข้ารหัสทางอิเล็กทรอนิกส์ ทาหน้าที่ รักษาความปลอดภัย ทั้งเป็นสกุลเงินที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือการ
รับรองจากรัฐหรือ ธนาคารกลางใด หรือองค์กรใดบนโลกในช่วงเวลาที่ราคาสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นสูง ทาให้
กระแสความนิยมลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลนั้นสูงมาก เป็นเพราะผลตอบแทนในการลงทุนน่าดึงดูดใจ จากราคาที่
เพิ่ม ขึ้นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงของมูลค่าของมั น (High volatility) ท าให้ก ารลงทุนในสกุ ลเงินดิจิทัลให้
ผลตอบแทนสูง ผู้สนใจในการเข้ามาสร้างกาไรจากสกุลเงินดิจิทัลก็มีจานวนเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี ราคาของ
สกุลเงินดิจิทัลนั้นผันผวนอยู่ตลอด ขึ้นอยู่กับความต้องการในตลาดซื้อขายและความเชื่อมั่นถึงอนาคตของสกุล
เงินดิจิทัล
8.1 ความหมายและความสาคัญของเงินสกุลดิจิทัล
สกุลเงินดิจิตอล (Cryptocurrency) คือสกุลเงินเสมือนที่ใช้การเข้ารหัสเพื่อทาให้มีความปลอดภัยซึ่ง
แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะปลอมแปลงหรือจ่ายซ้า สกุลเงินดิจิตอลจานวนมากเป็นระบบการกระจายอานาจ
บนพื้นฐานของเทคโนโลยีบล็อคเชนที่เป็นบัญชีแยกประเภทกระจายและมีการบังคับใช้โดยเครือข่ายที่แตกต่าง
กันของคอมพิวเตอร์ ฟีเจอร์ที่มีการกาหนดของคริปโตเคอเรนซีก็คือมันมักจะไม่ออกโดยผู้มีอานาจส่วนกลาง
ใดๆ การแสดงผลของมันในทางทฤษฎีมีภูมิคุ้มกันต่อการแทรกแซงของรัฐบาลหรือการจัดการ ในปัจจุบันยัง
2
เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากสาธารณชนโดยส่วนใหญ่เกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัล ทั้งนี้หากจะอธิบายโดยย่อ
ระบบเงินสกุลดิจิทัลเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบการโอนเงินที่สาธารณะร่วมกันทางาน โดยไม่ต้องใช้สถาบัน
การเงินหรือหน่วยงานใดเป็นตัวกลางในการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลการโอนเงินหาก แต่ทุกคนสามารถอา
สามีส่วนร่วมโดยการนาคอมพิวเตอร์ของตนเองมาร่วมทางานในระบบนี้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยเมื่อต้น
ทางสั่งโอนเงินไปยังปลายทาง คอมพิวเตอร์ของทุกคนในระบบจะเห็นคาสั่ งดังกล่าว และช่วยกันตรวจสอบว่า
การสั่งโอนดังกล่าวมาจากต้นทางที่แท้จริงหรือไม่ และต้นทางมีเงินเพียงพอหรือไม่ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบ
จะให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่ายแข่งกันคานวณเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และเครื่องใดทาได้ก่อนจะ
ได้รางวัลเป็นเหรียญในสกุลเงินดิจิ ทัล และข้อมูลที่ตรวจสอบเสร็จแล้ว จะถูกนาไปเก็บไว้ในรายการประวัติ
ธุร กรรมที่เป็นบล็อกเชน (Block Chain) ซึ่ง เป็นข้อมูลอิเล็ก ทรอนิกส์ที่จัดเก็บ แบบเรียงลาดับต่อไปเรื่อยๆ
ตามลาดับของการเกิดขึ้นของธุรกรรม และข้อมูลประวัติธุรกรรมนี้จะถูกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง
ที่อาสามาร่วมในเครือข่ายสกุลเงินนี้ จากหลักการเบื้องต้นนี้ จะเห็นได้ว่าระบบเงินสกุลดิจิทัล ใช้พื้นฐานของ
การจัดเก็ บ ประวัติธุร กรรมแบบบล็อ กเชน (Block Chain) ซึ่ง ระบบจัดเก็ บ นี้ เมื่ อนาข้อมู ล มาเรียงต่อกัน
ตามลาดับธุรกรรมแล้ว จะทาให้เกิดการแก้ไขประวัติย้ อนหลังได้ยากมาก เพราะนอกจากต้องแก้ไขข้อมูลใน
คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เก็บข้อมูลให้ตรงกันแล้ว การจะแก้ไขตัวเลขที่เป็นดัชนีในการชี้ลาดับข้อมูลที่เก็บไว้ให้
เป็นตัวเลขชุดใหม่ก็ทาได้ยากมากในทางคณิตศาสตร์เช่นกัน ซึ่งในกรณีของบิทคอยน์ ได้เป็นตัวอย่างแรกๆ ที่
แสดงให้เห็นถึงการนาการจัดเก็บข้อมูลแบบบล็อกเชน (Block Chain) มาประยุกต์ใช้ในวงกว้าง นอกจากนี้
ระบบเงินสกุลดิจิทัลยังให้รางวัลกับผู้เข้าร่วมการตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม เป็นเหรียญของสกุลเงิน
ดิจิทัล ซึ่งกระบวนการนี้เป็นสิ่งที่เรียกว่าการขุดเหมื อง (mining) ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้มีผู้มาร่วมเชื่อมต่อกั บ
เครือข่ายและนาทรัพ ยากรทั้ งการเชื่อ มต่อ อินเตอร์เ น็ต อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ การใช้กระแส ไฟฟ้า และพื้นที่
จัดเก็บข้อมูล มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายในการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลธุรกรรม ดังนั้นมูลค่าของ
สกุ ล เงินดิจิทัลในมุมหนึ่ง จึงขึ้นกับต้นทุนของทรัพยากรที่จะนามาร่วมใช้ในการทางานให้กั บเครือข่ายด้วย
เช่นกัน สาหรับที่มาของเงินสกุลดิจิทัลที่เพิ่งจะมาเป็นประเด็นร้อนในช่วงปีที่ผ่านมานั้น สามารถย้อนกลับไปได้
เป็นสิบปี โดยในช่วงปี ค.ศ. 1998-2009 ก็เริ่มมีแนวคิดและความพยายามที่จะสร้างเงิน สกุลดิจิทัลที่ท าให้
ปลอดภัยได้ด้วยเทคโนโลยีการเข้ารหัส ตัวอย่างเช่น B-Money และ Bit Gold อย่างไรก็ตามเงินสกุลดิจิทัลนี้
ถือว่าเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี ค.ศ.2008 ถึงต้นปี ค.ศ. 2009 โดยโปรแกรมเมอร์อัจฉริยะ (หรือ
กลุ่ม โปรแกรมเมอร์) ที่ ใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakamoto โพสต์บ ทความชื่อ Bitcoin – A Peer to Peer
3
Electronic Cash System ไปในกลุ่มเมล์ด้านเทคโนโลยีการเข้ารหัส และชักชวนให้บุคคลทั่วไปนาโปรแกรม
ภาษา C++ ที่เขาพัฒนาขึ้นไปติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เพื่อร่วมในเครือข่ายของการตรวจสอบ
และเก็บข้อมูลธุรกรรม โดยผู้เข้าร่วมจะได้เหรียญในสกุลเงินบิตคอยน์เป็นค่าตอบแทน ซึ่งในปีแรกๆ ของการ
เกิดบิตคอยน์ก็ยังไม่มีใครให้ความสนใจและไม่สามารถกาหนดราคาของเงินสกุลดิจิทัลนี้ได้ และมีเรื่องร่าลือกัน
ว่าในปี 2010 มีคนขายบิตคอยน์ของตัวเองเป็นครั้งแรก โดยแลก 10,000 เหรียญบิตคอยน์กับพิซซ่า 2 ถาด
คานวณได้คร่าวๆ ว่า 10,000 เหรียญบิตคอยน์ในวันนั้น จะคิดเป็นมูลค่าเงินดอลล่าร์ในวันนี้มากกว่า 100 ล้าน
เหรียญสหรัฐ
เงินสกุลดิจิทัลมีอะไรบ้าง
ในช่วงเริ่มต้น คนส่วนใหญ่ใช้คาว่าบิตคอยน์กับคาว่าเงินสกุลดิจิทัลเสมือนเป็นคาเดียวกัน แต่ในช่วง
6-7 ปีที่ผ่านมาก็มีการสร้างเงินสกุลดิจิทัลด้วยอัลกอริทึ่มอื่นขึ้นมาอีกมากมาย โดยหากเรียงตามมูลค่าตาม
ราคาตลาด (Market Cap คานวณจากจานวนเหรียญคูณด้วยอัตราซื้อขาย) เงินสกุลดิจิทัล 5 อันดับแรกของ
วันนี้มีตัวอย่างได้แก่ Bitcoin, Ethereum, Ripple, Bitcoin Cash, และ Litecoin แต่ในความเป็นจริงแล้วเงิน
สกุลดิจิทัลที่มีการสร้างขึ้นมานั้นมีสูงถึงกว่า 1,500 สกุล ซึ่งแต่ละสกุลเงินที่ถูกสร้างขึ้นมีระดับความนิยมและ
ความน่าเชื่อถือแตกต่างกันไป
4
ที่มา: https://coinmarketcap.com/
โดยจะเห็นว่าบิตคอยน์นั้นยังคงเป็นเงินสกุลดิจิทัลที่แพงที่สุดและเป็นที่นิยมที่สุดมีมูลค่าตามราคา
ตลาดสูง ถึง กว่า 1 แสน 5 หมื่ นล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามมาด้วยอีเ ธอเรียม (Ethereum) ซึ่ง ถูก พัฒ นาโดย
Vitalik Buterin ซึ่ง เป็นโปรแกรมเมอร์ผู้เชี่ยวชาญบิตคอยน์ในยุคเริ่มต้น และได้ม องเห็นถึงข้อจากัดหลาย
ประการของระบบสกุลเงินบิตคอยน์ จึงได้พัฒนาสกุลเงินใหม่ขึ้นมา และได้เพิ่มเติมคุณสมบัติในหลายด้าน
รวมถึงความสามารถในการรองรับ Smart Contract ซึ่งเป็นชุดโปรแกรมที่ Vitalik Buterin พัฒนาขึ้นเพื่อให้
สามารถนาไปประยุกต์ ใช้ในการทาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยการเก็บสัญญาไว้บนการจัดเก็บข้อมูลแบบ
บล็อกเชน (Block Chain) ซึ่งทาให้ยากต่อการแอบแก้ไขสัญญา และเมื่อเกิดการทาธุรกรรม จะใช้สกุลเงินอี
เธอเรียม (Ethereum) เป็นสื่อกลาง โดยอีเธอเรียม (Ethereum) ได้รับความคาดหวังว่าจะได้รับความนิยมที่
แพร่หลายมากกว่าบิตคอยน์ เพราะ Smart Contract สามารถนาไปพัฒนาต่อยอด และทาให้เกิดนวัตกรรม
ของธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างหลากหลาย
5
เงินสกุลดิจิทัลมีความน่าเชื่อถือหรือไม่
ปัจจุบัน เงินสกุลดิจิทัลเป็นเงินทีย่ ังไม่ได้รบั การรับรองโดยรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ รวมถึงไม่มีการ
ใช้สินทรัพย์เช่น ทองคา หรือตราสารมาค้าประกัน ดังเช่นการพิมพ์ธนบัตรของสกุลเงินประเทศต่างๆ โดยที่
ราคาหรือมูลค่าของเงินสกุลดิจิทัลนั้นจะขึ้นลงตามอุปสงค์และอุปทาน ถือเป็นกลไกตลาดอย่างแท้จริง ผู้สนใจ
เงินสกุลดิจิทัลนั้นมีหลากหลาย ตั้งแต่การทดลองเล่นกับนวัตกรรมเทคโนโลยีการเงินด้วยความอยากรู้อยาก
เห็น การขุดเหมือง (ร่วมผลิตเงินสกุลดิจิทัล) เพื่อหวังผลตอบแทน การใช้เงินสกุลดิจิทัลเป็นทางเลือกในการ
เก็บเงิน การลงทุนระยะสั้นและระยะยาวเพื่อหวังกาไร หรือแม้แต่การลงทุนกับกลุ่มสตาร์ทอัพที่ระดมทุนแบบ
Initial Coin Offering (ICO)
โดยที่ตลาดเงินสกุลดิจิทัลเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งตลาดเงินสกุลดิจิทัลนั้นมีเ งินลงทุนไหล
เข้ามามาก ทาให้ราคาเกิดความผันผวน และตลาดมีความอ่อนไหวสูง ยกตัวอย่างเช่น ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา
ราคาของบิตคอยน์เ กิ ดการตกลงอย่างรุนแรงถึง 12 ครั้ง และนับ ตั้ง แต่เ กิ ดการพัฒนาเงินสกุ ลดิจิทัล นัก
เศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลและนักการเงินที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น Paul Krugman, Joseph Stiglitz,
Robert Shiller, Warren Buffett รวมถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น JP Morgan ได้มองว่าระบบเงินสกุล
ดิจิทัลจะไม่มีความยั่งยืน เพราะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยมีสินทรัพย์ที่มีค่ารองรับมูลค่าของสกุลเงิน และยังมองว่า
ปริมาณเงินที่สร้างขึ้นก็อาจไม่สามารถควบคุมให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงได้
6
ที่มา: https://howmuch.net/articles/bitcoin-all-major-crashes
นอกจากนี้ ในธุร กิ จเงินสกุลดิจิทัล มี ก ารโจมตี ขโมย กลโกง หรือการหลอกลวงเกิดขึ้นเป็นระยะ
ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 2014 บริษัท Mt.Gox อันเป็นศูนย์ให้บริการรับแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ขณะนั้น ได้หยุดการซื้อขายและพบว่า บิตคอยน์ของลูกค้าและบริษัทได้หายไปถึง 850,000 เหรียญ คิดเป็น
มูลค่าปัจจุบันถึงกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งหลังจากนั้นบริษัทก็ได้ประกาศล้มละลายไป และคดีนี้ยังอยู่
ระหว่างการสืบสวนสอบสวน หรือในปี ค.ศ. 2018 เกิดการเจาะระบบของ Coincheck ซึ่งเป็นศูนย์ให้บริการ
7
รับแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัลในญี่ปุ่น ทาให้เงินสกุล NEM coins หายไปจานวนมาก คิดเป็นมูลค่ากว่า 500
ล้านเหรียญสหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจเงินสกุลดิจิทัลนี้ยังปรากฏนักหลอกลวงต้มตุ๋นเกิดขึ้นมากมาย เช่น การ
เปิดเงินสกุลดิจิทัลขึ้นใหม่และมาหลอกระดมทุนในลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่ เป็นต้น
โลกมีการกากับดูแลเงินสกุลดิจิทัลหรือไม่อย่างไร
ในขณะที่เงินสกุลดิจิทัลมีอัตราการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบรุนแรง
(disrupt) กับธุรกิจการเงินทั่วโลก ประเทศต่างๆ มีการออกนโยบายหรือมาตรการการกากับที่แตกต่างกันไป
ตั้งแต่ค่อนข้างเปิดกว้างยอมรับเงินสกุลดิจิทัล ค่อนข้างระมัดระวังหรืออยู่ร ะหว่างการออกกฎกติกาการก ากับ
ดูแล ไปจนถึงปิดกั้นการมาถึงของเงินสกุลดิจิทัล โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
สหรัฐอเมริกา มีท่าทีเปิดกว้างต่อเงินสกุลดิจิทัล โดยถือว่าเงินสกุลดิจิทัล เป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือ
หลักทรัพย์ แล้วแต่กฎหมายของแต่ละรัฐ ที่ต้องมีการเสียภาษี ส่วนกรณีของ ICO นั้น US Securities and
Exchange Commission อันเป็นคณะกรรมการกากับดูแลตลาดทุนของสหรัฐฯ พิจารณาให้เทียบเท่ากับการ
เสนอขายหุ้นใหม่ให้ประชาขน หรือที่เรียกว่า Initial Public Offering (IPO) นอกจากนี้ ในด้านการกากับดูแล
รัฐบาลมีการปิดบริษัทที่เข้าข่ายหลอกลวงไปแล้ว และอยู่ในระหว่างการหาแนวทางกากับดูแลเงินสกุ ลดิจิทัล
อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยในเบื้องต้นมีแนวคิดว่าเงินสกุลดิจิทลั จะต้องได้รับการกากับดูแลแบบเดียวกับเงิน
ปกติ
จีน เป็นประเทศที่มีความย้อนแย้งในตัวเองสูง ในขณะที่ประเทศจีนมีนักลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล และมี
การซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลมากที่สุดในโลกอีกประเทศหนึ่ง (มูลค่าซื้อขายประมาณ 50% ของโลกในปี ค.ศ.
2017) รัฐบาลจีนเองเพิ่งจะประกาศห้ามธุรกิจ ICO ห้ามการขุดเหมืองบิตคอยน์ และส่งสัญญาณลบมากต่อ
การแลกเปลี่ยนซื้อขายเงินสกุลดิจทิ ัลภายในประเทศ ทาให้เมื่อปลายปี ค.ศ. 2017 มูลค่าบิตคอยน์ตกลงรุนแรง
รวดเดียวถึง 20% อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลจีนอาจจะใช้มาตรการนี้ชั่วคราวก่อนจะมีการออก
แนวทางการกากับดูแลเงินสกุลดิจิทัลที่ใช้จริง โดยก่อนหน้านี้ จีนมีแนวคิดในการสร้างเงินสกุลดิจิทัลของตัวเอง
ที่เรียกว่า RMBCoin ด้วย
ญี่ปุ่น เป็นผู้นาของโลกประเทศหนึ่งในเรื่องเงินสกุ ลดิจิทัล เงินสกุลดิจิทัลในญี่ปุ่นนั้นใช้ได้อย่างถูก
กฎหมาย ตั้ง แต่ 1 เมษายน ค.ศ. 2018 อย่างไรก็ ตามนิติบุคคลต้องขอใบอนุญ าต มี เ งินส ารอง และถูก
8
ตรวจสอบ รวมถึงรายได้จากเงินสกุลดิจิทัลถือเป็นรายได้ของธุรกิจที่จะต้องเสียภาษี นอกจากนี้ Financial
Service Agency อันเป็นองค์กรกากับดูแลด้านการเงินของญี่ปุ่นมีการแจ้งเตือนเรื่องความเสี่ยงของการลงทุน
ในรูปแบบ ICO
สวิสเซอร์แลนด์ มีท่าทีเปิดกว้างต่อเงินสกุลดิจิทัล โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนสมาคมเอกชนในชื่อ
The Crypto Valley Association ที่ ดาเนินการอยู่ในประเทศ และสวิส เซอร์แลนด์ดึ ง ดู ดสตาร์ท อั พ ที่ ใ ช้
เทคโนโลยีบล็อคเชนจากนอกประเทศเข้าไปทาธุรกิจ โดยรัฐบาลได้สั่งปิดบริษัทที่เข้าข่ายหลอกลวง และกาลัง
อยู่ระหว่างการออกแนวทางการกากับดูแลเงินสกุลดิจิทัล โดยมีแนวโน้มที่จะเป็นการกากับดูแลในทางส่งเสริม
เวเนซูเอลา เป็นประเทศที่มีความพิเศษในตัวเอง ด้วยเวเนซูเอลาเป็นประเทศที่โดนคว่าบาตรในโลก
นาโดยสหรัฐฯ ทาให้เงินโบลิวาร์ของเวเนซูเอลาเองไม่มีค่าน่าเชื่อถือนัก รัฐบาลจึงพยายามหาวิธีใหม่เพื่อแก้ไข
การโดนคว่าบาตรด้วยการประกาศเงินสกุลดิจิทัลของตนเอง ที่มีการหนุนค่าด้วยน้ามัน หรือที่เรียกกันว่า “the
Petro” ซึ่งทาให้เวเนซูเอลาเป็นโมเดลที่น่าสนใจอย่างมากอีกโมเดลหนึ่งในเรื่องของการกากับดูแลเงินสกุล
ดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งออกประกาศห้ามบริษัทและประชาชนของสหรัฐฯ ซื้อขาย
แลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัลของเวเนซูเอลานี้
ประเทศไทยมีทิศทางอย่างไรต่อเรื่องเงินสกุลดิจิทัล
ประเทศไทยเอง ความสนใจเรื่องเงินสกุลดิจิทัลเริ่มต้นจากผู้สนใจทางด้านเทคโนโลยี แต่ต่อมาก็เริ่ม
เป็ น ที่ ส นใจจากสาธารณชนมากขึ้ น เรื่ อ ยๆ ทั้ ง นี้ ห น่ ว ยงานราชการทั้ ง ธนาคารแห่ ง ประเทศไทยและ
กระทรวงการคลังได้ติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึง ได้เริ่มศึกษาการประยุ กต์และการปรับแก้ ข้อกาหนดทาง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
9
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เวียนจดหมายถึงสถาบันการเงินทุกแห่งในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 ขอ
ความร่วมมือจากสถาบันการเงินไม่ให้ทาธุรกรรม หรือมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทาธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ
เงินสกุลดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปลงทุนซื้อขายเงินสกุลดิจิทัล การให้บริการรับแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัล
การสร้างแพลตฟอร์มให้ลูกค้าเข้าไปทาธุรกรรมเกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัล การให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตซื้อเงินสกุล
ดิจิทัล หรือการให้คาปรึกษากับลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2561
ธนาคารแห่ง ประเทศไทยได้ประกาศในงาน Bangkok Fintech Fair 2018 ว่ามี แผนจะนาร่องทดสอบเงิน
เหรียญ คริปโตบาท ในชื่อ “อินทนนท์” โดยจะทางานร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง โดยเงินสกุลดิจิทัลที่
ประกาศนี้จะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเหมือนเงินสกุลดิจิทัลอื่นๆ และจะนามาใช้เพื่อลดต้นทุนและประสิทธิภาพ
ในการชาระราคาระหว่างธนาคารพาณิชย์ด้วยกันเอง แต่จะไม่ได้นามาใช้กับประชาชนทั่วไป
กระทรวงการคลัง ได้มีการติดตามและมีการผลักดันประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทย โดยมติ
ของคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561 ได้เห็นชอบหลักการตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ในการ
แก้ไขกฎหมายประมวลรัษฎากร โดยการปรับเพิ่มประเด็นนิยามของทรัพย์สินดิจิทัล ในทางกฎหมาย และ
กาหนดนิยามของทั้งคริปโทเคอร์เรนซีและ โทเคนดิจิทัล นอกจากนี้ยังกาหนดแนวทางอัตราการจัดเก็บภาษี
จากรายได้ที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินดิจิทัล ในอัตราร้อยละ 15
นอกจากนี้ ตลาดหลั ก ทรั พ ย์ แ ห่ ง ประเทศไทย (ตลท.) และส านั ก งานคณะกรรมการก ากับ
หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ได้มีการติดตามกรณีของการระดมทุนผ่าน ICO
อย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ โดยในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ก.ล.ต. ได้
เปิดเผยว่าได้มีแนวทางที่จะกาหนดให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนได้ไม่เกิ น 300,000 บาทต่อ ICO หนึ่ง
โครงการ หรือไม่เกิน 3 ล้านบาทในการลงทุน ICO ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีแนวทางที่จะกาหนดให้บริษัทที่
แจกจ่าย โทเคนดิจิทัล จะสามารถระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อยได้สูงสุด 20 ล้านบาทต่อ 1 โครงการ และ
การระดมทุน ICO ทั้งหมดต้องไม่เกิน 40 ล้านบาท และในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ได้มีการระดมทุน
ICO เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดย JFin Coin ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท JayMart ได้ระดมทุนโดยการ
ขาย 100 ล้านโทเคนดิจิทัล ณ ราคา 6.60 บาทต่อโทเคน โดยสามารถขายได้หมดภายใน 55 ชั่วโมง และทาให้
สามารถระดมเงินได้ราว 660 ล้านบาท และล่าสุด ในเดือนมิถุนายน 2561 คณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้มีมติ
เห็นชอบ แนวทางการกากับดูแลการระดมทุนแบบ ICO และ การประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขาย นายหน้า และ
10
ผู้ ค้ า สิ น ทรัพ ย์ดิ จิทั ล ซึ่ ง จะท าให้เ งิน สกุ ล ดิ จิทั ล 7 สกุ ล (Bitcoin, Bitcoin cash, Ethereum, Ethereum
Classic, Litecoin, Ripple, และ Stellar ที่มีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูง) สามารถใช้เป็นฐานในการซื้อขาย
แลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ (Base trading pair) และ ลงทุนในไอซีโอ ได้ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งนับว่าเป็น
ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมาก
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าในกรณีของประเทศไทย หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ให้ความสนใจ และมี
ความก้ าวหน้าเป็นอย่างมากในภูมิภาคในการวางรากฐานการใช้ป ระโยชน์และการควบคุมเงินสกุลดิจิ ทัล
รวมถึง ทรัพย์สินดิจิทั ลและการระดมทุนผ่าน ICO ซึ่ง จะต้องมี ก ารส่ง เสริม การเผยแพร่ทั้ง ความรู้พื้นฐาน
เกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัลและการพัฒนาเทคโนโลยีรวมถึงบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์และ
ลดโอกาสที่จะทาให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจต่อไป
8.2 รูปแบบและวิธกี ารลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล
แท้จริงแล้วการลงทุนก็ไม่ได้ต่างไปจากการซื้อสิง่ ของในชีวิตประจาวันเลย เพราะก่อนที่เราจะตัดสินใจ
ซื้อสิ่งของ เราก็ต้องทราบก่อนว่าสิ่งที่จะซื้อคืออะไร คนขายน่าเชื่อถือหรือไม่ ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตาม
กฎหมาย หรือไม่ มีกลไกการผลิตอย่างไร มีข้อดี ข้อเสีย ที่ต้องระวังไหม หรือมีข้อ จากัดอะไรหรือเปล่า การ
ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลก็เช่นกัน อันดับแรกเราต้องทาความรู้จักสินค้าให้ดีเสียก่อน ต้องศึกษาให้เข้าใจถึง
รายละเอียด ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นมีกี่ ประเภทและสิทธิประโยชน์ที่ จะได้รับ นั้นมีอะไรบ้าง อีก ทั้ งต้องรู้จัก
คนขายหรือบริษัทผู้ออกสินทรัพย์ดิจิทัลว่าเข้าข่ายที่กฎหมายกาหนดให้ต้องขอใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือไม่
หากเข้าข่ายจริง แล้วบริษัทเหล่านั้นได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. แล้วหรือยัง รวมถึงต้อ งรู้จักกลไกตลาดของ
สินทรัพย์ดิจิทัลด้วยว่ามีกระบวนการออกและเสนอขายอย่างไร มีช่องทางในการซื้อขาย เปลี่ยนมืออย่างไรบ้าง
และที่สาคัญ ผู้ลงทุนจะต้องรู้ระวังความเสี่ยงที่อาจจะมีโอกาสได้รับอีกด้วย สุดท้ายเมื่อผู้ลงทุนตัดสินใจลงทุน
ใน สินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว ผู้ลงทุนจะต้องรู้ข้อ จากัด รู้จักขอบเขตในการลงทุนของตนเอง ว่าสามารถลงทุนได้
จ านวนเท่ าไร พร้อ มทั้ ง หมั่ นติดตามข่าวสารที่ เ กี่ ยวข้องกั บ สินทรัพย์ดิจิทั ล ว่ามี ความเคลื่อนไหวอย่า งไร
หน่วยงานที่กากับดูแลมีการประกาศเตือนหรือออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไรและประเมินความสามารถใน
การรับความเสี่ยงจากการลงทุนเสมอ
11
รูปแบบเงินสกุลดิจิทัล
• คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)
คือ หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทสี่ ร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลีย่ นสินค้า บริการ สินทรัพย์
ดิจิทัลอื่น หรือสิทธิอื่นใด โดยสามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการได้ หากผู้ใช้ยอมรับ
ปัจจุบันคริปโทเคอร์เรนซียังไม่ใช่เงินที่ธนาคารกลางใดในโลกรับรองว่าสามารถใช้ ชาระหนี้ได้ตามกฎหมาย
(legal tender) คริปโทเคอร์เรนซีที่รู้จักกันแพร่หลาย เช่น Bitcoin Ethereum
• โทเคนดิจิทัล (Digital Token)
คือ หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นเพื่อกาหนดสิทธิของบุคคลในส่วนแบ่งรายได้หรือสิทธิในการ
ได้มาซึ่งสินค้าและบริการ หรือสิทธิอื่น ๆ (Utility Token) ตามที่ได้ตกลงกับผู้ออกโทเคน ซึ่งอาจเสนอขายโท
เคนผ่าน กระบวนการ Initial Coin Offering (ICO)
การระดมทุนแบบ ICO (Initial Coin Offering) คือการระดมทุนรูปแบบหนึ่งทีใ่ ช้เทคโนโลยีบล็อกเชน
เข้ามาช่วย โดยบริษัทจะเสนอและ กาหนดขายโทเคนที่กาหนดสิทธิหรือผลประโยชน์ต่าง ๆ ของผู้ลงทุน เช่น
ส่วนแบ่งกาไรจากโครงการ หรือสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือ บริการที่เฉพาะเจาะจงและกาหนดให้ผู้ลงทุนที่
ต้องการจะร่วมลงทุนสามารถเข้าร่วมได้โดยการนาคริปโทฯ หรือเงิน มาแลกโทเคนที่บริษัทออก โดยมีการ
กาหนดและบังคับสิทธิที่จะได้รับด้วย Smart Contract บนเทคโนโลยีบล็อกเชน ICO อาจไม่ใช่หุ้นและไม่ใช่
หนี้ แม้ ICO จะมีชื่อคล้ายกับ IPO (Initial Public Offering – การออกและเสนอขายหุ้นต่อประชาชน) แต่ก็
อาจมีสาระสาคัญที่แตกต่างกันมาก ผู้ถือโทเคนจากการลงทุนใน ICO อาจไม่ได้ เป็นเจ้าของบริษัทเหมือนผู้ถือ
หุ้น IPO และอาจไม่ได้มีฐานะเป็น เจ้าหนี้ของบริษัท อาจไม่มีสิทธิในทรัพย์สินของบริษัทกรณีเลิกกิจการหรือ
ล้มละลาย แต่ผู้ถือโทเคนจะมีสิทธิตามที่ระบุในเอกสารประกอบการเสนอขาย (white paper)
• บล็อกเชน (Blockchain)
คือ ระบบฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ มีกลไกที่ ทาให้เกิดการทาธุรกรรมได้โดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง
หากเป็นบล็อกเชนแบบสาธารณะ (Public Blockchain) ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการยื นยันธุรกรรมและ
เข้าถึง ข้อมูลบนบล็อกเชนได้ ธุรกรรมต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกบนบล็อกเชนแล้วนั้น ยากที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือ
12
ทาลาย จึงเป็นระบบที่มีความโปร่งใสและความปลอดภัยสูง ทั้งนี้ ระบบบริหารจัดการ (governance) ของ
บล็อกเชน และ ICO มีความหลากหลาย ผู้ลงทุนจึงต้องศึกษาและทาความเข้าใจ เพื่อประเมินโครงการ สิทธิที่
ตนจะได้รับและกลไกการจ่ายผลตอบแทนให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน
รู้จักคนขาย
• ผู้ระดมทุน : ICO Issuer
ผู้ระดมทุน ICO เป็นบริษัทไทยที่ต้องการเงินทุนมาพัฒนาในโครงการใหม่ๆ จึงออกโทเคนของตัวเอง
เพื่อแลกกับคริปโทฯ ที่จะเอาไปใช้พัฒนาระบบงาน โดยโทเคนเหล่านี้จะนามาใช้ในโครงการได้ตามที่ผู้ระดม
ทุนกาหนด ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาสิทธิที่จะได้รับให้ดีและถี่ถ้วนและโครงการที่บริษัทจะทาอาจเป็นเพียงไอเดีย
และอาจใช้เทคโนโลยีที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงมีค วามเสี่ยงสูงมากที่โครงการจะไม่สาเร็จการออกโทเคนควรจะมี
ประโยชน์กับการสร้าง Ecosystem ของโครงการและไม่ใช่ทุกธุรกิจทีจ่ ะเหมาะกับการระดมทุนในรูปแบบ ICO
• ผู้กลั่นกรอง : ICO Portal
ICO Portal หรือผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล จะทาหน้าที่หลัก 2 ด้าน คือ
(1) กลั่นกรอง ICO ที่ จ ะเสนอขายต่อผู้ล งทุ น เพื่อลดโอกาสการเกิ ด Scam โดยท าหน้าที่ คล้ายที่
ปรึกษาทางการเงิน ในการศึกษาข้อมูลของบริษัทและข้อมูลการเสนอขายโทเคน (due diligence) คัดกรอง
โครงการ สอบทานแผนธุรกิจ กลั่นกรองความถูกต้องชัดเจน และความครบถ้วนของข้อมูลในเอกสารประกอบ
การเสนอขาย ตรวจสอบว่าสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract)* ที่เปิดเผยบนเว็บไซต์ สอดคล้องกับ White
Paper หรือไม่ และมีหน้าที่ชี้แจงต่อ ก.ล.ต. และผู้ลงทุน เมื่อผู้ออกโทเคนไม่ดาเนินการตามข้อมูลที่แสดงไว้ ใช้
13
เงินไม่ตรงกับ วัตถุประสงค์ในการระดมทุน หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการอนุญาต หากเหตุการณ์ดังกล่าว
เกิดขึ้นในช่วง 1 ปี หลังแบบแสดงรายการข้อมูลมีผลบังคับใช้
(2) เป็นช่องทางการเสนอขาย ICO โดยต้องทาความรู้จักตัวตนของผู้ลงทุน (Know Your Customer
– KYC) และพิจารณาความเหมาะสมในการลงทุน (suitability) ของผู้ลงทุนรายย่อย ดูแลไม่ให้ผู้ลงทุนรายย่อย
ลงทุนเกินกว่าเกณฑ์ที่กาหนด** และเก็บรักษาทรัพย์สินของผู้ลงทุน ICO Portal ต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์
ของ ก.ล.ต. และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต.
ดูรายชื่อ ICO Portal ที่ได้รบั ความเห็นชอบได้ที่ www.sec.or.th/digitalasset
* สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) คือ เงื่อนไขหรือข้อตกลงของสัญญา ที่ถูกเขียนและจัดเก็บไว้ใน
รูปแบบของ รหัสคอมพิวเตอร์ บนบล็อกเชน การบังคับตามสัญญาเป็นไป โดยอัตโนมัติ หากเป็นไปตามเงื่อนไข
ที่ได้ตกลงกันไว้
** ผู้ลงทุนรายย่อยแต่ละรายสามารถลงทุนได้สูงสุด 300,000 บาท ต่อโครงการ และวงเงินที่ผู้ออก
ICO สามารถ เสนอขายต่อผู้ลงทุนรายย่อยต้องไม่เกิน 4 เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น หรือต้องไม่เกิน 70% ของ
มูลค่าที่เสนอขาย ทั้งหมด แล้วแต่มูลค่าใดสูงกว่า
• ตัวกลางในการแลกเปลี่ยน
ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange)
เป็นศูนย์กลางหรือเครือข่ายในการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโทฯ/โทเคน) โดยการ
จับคู่ หรือหาคู่สัญญาให้ หรือการจัดระบบหรืออานวยความสะดวกให้ผู้ที่ต้องการจะซื้อขายหรือแลกเปลี่ยน
คริปโทฯ/โท เคน สามารถทาความตกลงหรือจับคู่กันได้โดยทาเป็นทางค้าปกติ
นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Broker)
เป็นผู้ให้บริการเป็นนายหน้าหรือตัวแทน เพื่อซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทลั (คริปโทฯ/
โท
เคน) ให้แก่คนอื่น เป็นทางค้าปกติ โดยอาจจะส่งคาสั่งไปที่ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผู้ค้าสินทรัพย์ดิจทิ ลั
ก็ได้
14
ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Dealer)
เป็นผู้ให้บริการหรือแสดงความพร้อมในการให้บริการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล ในนาม
ของตนเอง เป็นทางค้าปกติ โดยกระทานอกศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
โดยตัวกลางที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. มีหน้าที่ เช่น ทาความรู้จักตัวตนของลูกค้า (Know Your
Customer – KYC) ประเมินความเหมาะสมในการลงทุนของลูกค้า (Suitability Test) รวมทั้งต้องแจ้งเงื่อนไข
การให้บริการ ช่องทางการติดต่อ สิทธิและหน้าที่ของลูกค้าให้ลูกค้าทราบ นอกจากนี้ ยังต้องปฏิบัติตามเกณฑ์
ที่ กฎหมายกาหนด เช่น มีการจัดการความเสี่ยงที่รัดกุม คานึงถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น
ก่ อนใช้บ ริก าร ผู้ล งทุ นสามารถเช็ครายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับอนุ ญาตเป็น Exchange/Broker/
Dealer ได้ที่ www.sec.or.th/digitalasset
15
กลไกตลาดการซื้อ-ขายเงินสกุลดิจิทัล
ขั้นตอนการเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชน (ICO)
ICO หรือชื่อเต็มคือ Initial Coin Offering คือการระดมทุนแบบดิจิทัลด้วยการเสนอขายโทเคนดิจทิ ลั
ผ่านระบบบล็อกเชนต่อสาธารณชน โดยผู้ระดมทุนจะเป็นผูอ้ อกโทเคนผ่านระบบบล็อกเชนต่อสาธารณชน โดย
16
ผู้ระดมทุนจะเป็นผู้ออกโทเคนดิจิทัล มาแลกกับเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) การระดมทุนด้วย ICO สรุป
สาระสาคัญได้ดังนี้
การซื้อขายเปลี่ยนมือ
ผู้ที่สนใจลงทุนในคริปโทฯ หรือผู้ลงทุนที่ต้องการซื้อโทเคนในตลาดรอง หรือผู้ลงทุนที่ถือโทเคน แล้ว
ต้องการขายต่อ สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ผ่านตัวกลาง (Exchange/Broker/Dealer) ที่ได้รับอนุญาตจาก
ก.ล.ต. ราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลอาจผันผวนมาก และมีความเสีย่ งด้านสภาพคล่อง บางตัวอาจจะไม่สามารถซือ้
ขายแลกเปลี่ยนในตลาดรองได้ หรือหากโครงการนั้น ๆ หมดความนิยม ก็อาจซื้อขายเปลี่ยนมือได้ยาก
17
เปรียบเทียบ ICO กับการออกและเสนอขายหลักทรัพย์แก่ประชาชนครั้งแรก (initial Public Offering: IPO)
18
ใครลงทุน ICO ได้บ้าง
ความเสี่ยงจากการลงทุน
แม้ว่าการลงทุนใน ICO อาจจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงมากหากประสบความสาเร็จ แต่ก็มีความ
เสี่ยงสูงมาก เช่นกัน เพราะอาจเสียเงิน ทั้ง จานวนได้ จึงควรศึกษาทาความเข้าใจ สิ่งที่จะลงทุนก่อนตัดสินใจ
ลงทุน
19
• ธุรกิจ start up มีโอกาสล้มเหลวสูง -- บริษัทที่ออก ICO มักเป็นโครงการใหม่ที่มีแค่ไอเดียหรือใช้
เทคโนโลยีที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงมีความเสี่ยงสูงที่โครงการจะไม่ สาเร็จ แม้จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง แต่ ก็
เสี่ยงสูง เงินที่ลงไปทั้งหมดอาจกลายเป็นศูนย์
• ไม่มีการรับประกันความสาเร็จหรือผลตอบแทน -- แม้ว่า ICO Portal จะช่วยคัดกรองโครงการ
ICO และ ก.ล.ต. จะช่วยดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุน แต่ไม่ได้เป็นการ
รับประกันความสาเร็จของโครงการ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทาความเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
• ถูกหลอกให้ลงทุนโดยอ้าง ICO หรือ คริปโทฯ -- มิจฉาชีพมักนาสินค้าที่อยู่ในกระแสหรือผลิตภัณฑ์
การลงทุนใหม่ๆ เช่น ICO โทเคน คริปโทฯ ฯลฯ มาหลอก/ชวนให้ลงทุน ก่อนจะเชื่อ อย่าลืม เช็คข้อมูล ICO ที่
ได้รับอนุญาตที่เว็บไซต์ของ ก.ล.ต. (www.sec.or.th/digitalasset) ก่อนลงทุนทุกครั้ง
• ลงทุ น ต่ า งประเทศไม่ ไ ด้ รั บ ความคุ้ ม ครองตามกฎหมายนี้ - - การลงทุ นโทเคน/คริป โทฯ ใน
ต่างประเทศ หรือลงทุนโทเคน/คริปโทฯ ผ่านบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับความ
คุ้มครองจาก พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
• อาจไม่มีสภาพคล่องเปลี่ยนมือยาก -- โทเคน/คริปโทฯ ที่ไม่ได้รับความนิยมหรือไม่ได้อยู่ในศูนย์ซื้อ
ขายมักจะมีสภาพคล่องน้อย ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ยาก
20
• ผู้ประกอบธุรกิจไม่มีใบอนุญาต -- ก่อนตัดสินใจลงทุน หรือให้เงินลงทุนกับใครไปอย่าลืมเช็คก่อนว่า
เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เสนอขายโทเคนดิจิทัล ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล หรือผู้ประกอบธุรกิจ
สินทรัพย์ดิจิทัลตามกฎหมายหรือไม่ เช็คข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ของ ก.ล.ต. (www.sec.or.th/digitalasset)
• เสี่ยงถูก Hack -- แม้ศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาตจะได้เตรียมระบบความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber
Security) ไว้อย่างดีแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะถูก Hack ได้ ดังนั้นศูนย์ซื้อขายมักจะแบ่งโทเคน/คลิปโทฯ ไป
เก็บใน Private Wallet
• ราคาผันผวน -- ราคาของโทเคน/คริปโทฯ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงมีความเสี่ยงจาก
ความผันผวนมาก
“การกากับดูแลจะช่วยลดความเสี่ยงได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เช่น ความเสี่ยงการถูกหลอกลวง/การถูก
เอาเปรียบจากการดาเนินธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตามความเสี่ยงในด้านอื่น ๆ ยังคงมีอยู่ เช่น ความเสี่ยง
ทางธุรกิจของกิจการ ความเสี่ยงจากราคาสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผันผวน”
8.3 บทบาทของเงินสกุลดิจิทัลในปัจจุบัน
ในปัจ จุบันตลาดทุ นได้พัฒ นาอย่างรวดเร็ว มี ก ารคิดค้นและพัฒ นาเทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อเพิ่ม ความ
สะดวกและรวดเร็วในการทาธุรกรรมทางการเงินจนส่งผลให้เกิดเป็นนวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่ คือการใช้
สกุลเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency ซึ่งมูลค่าราคาตลาดของ Cryptocurrency สูงถึง 350 พันล้านดอลลาร์
(หรือ ประมาณ 11.02 ล้านล้านบาท) หรือประมาณครึ่ง หนึ่งของ Market Capitalization ของตลาดทุน
SET50 จะเห็นได้ว่าในอนาคต Cryptocurrency จะเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากและจะทาหน้าที่แทนสกุล
เงินตราที่ใช้ในปัจจุบัน สาหรับสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ
เนื่องจากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาเริ่มได้รับความนิยมแพร่หลาย โดยเฉพาะบิทคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งเป็นสกุลเงิน
ดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุด และมีแนวโน้มที่จะเป็นแนวทางใหม่ในการทาธุรกรรมการชาระสินค้าและบริการ
ซึ่ง จะมาแทนที่ ธนบัตรที่ ใช้กั นอยู่ในปัจ จุบัน ประกอบกั บ เทคโนโลยี Blockchain (Blockchain หมายถึง
เทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลรูปแบบหนึ่งที่ทาให้ข้อมูลของทุกคนสามารถส่งถึงกันได้ โดยทุกคนสามารถเข้าถึง
21
และทราบว่าใครเป็นเจ้าของและมีสิทธิในข้อมูลนั้นจริง) ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับอิ นเทอร์เน็ตได้อย่าง
ปลอดภัย และผู้คนสามารถเข้าไปทาให้ข้อมูลของตนเองเป็นปัจจุบันในเครือข่ายโดยไม่ จาเป็นต้องมีคนกลาง
ด้วยความสะดวกสบายและความปลอดภัยในระดับสูง จึง ทาให้ระบบสกุลเงินดิจิทัลจะถูกนามาประยุกต์ใช้ให้
เข้ากับระบบการซื้อขายในโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น การใช้สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) สามารถทา
ได้ในรูปแบบของการนามาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ โอนให้กัน ตลอดจนถือครองไว้เพื่อ ทาการเก็ง
กาไรจากผลต่างของราคาเช่นเดียวกับลักษณะของสินทรัพย์ที่มีราคาตลาด เช่น หุ้น ทองคา หรือน้ามัน รวมทั้ง
ยังสามารถนามาแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราสกุลเงินจริงที่ใช้อยู่ในระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงทาให้สกุลเงินดิจทิ ลั
มีลักษณะเป็นเงินเสมือน (Virtual Currency) ที่ไม่ต้องมีสินทรัพย์เป็นทุน สารองเนื่องจากมูลค่าของสกุลเงิน
ดิจิทัล นั้นขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นและข้อตกลงของผู้ใช้ในตลาด ทาาให้เกิดความเสี่ยงและความน่าเชื่อถือในค่า
ของสกุลเงินนี้ โดยอุปสงค์และอุปทานในตลาดนั้นจะเป็นตัวกาหนดมูลค่าดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความผันผวนใน
ค่าของสกุลเงินดิจิทัล และเป็นแรงจูงใจให้นาไปใช้ในการเก็งกาไรจากการแลกเปลี่ยนค่าเงินได้ อีกหนึ่งสาเหตุที่
ท าให้ก ารใช้ส กุ ล เงินดิจิทั ล เป็นที่ ยอมรับ ในวงกว้างและมี ค วามน่าเชื่อ ถือเป็นอย่างมาก คือ เทคโนโลยี
Blockchain เทคโนโลยีดังกล่าวนามาซึ่งความปลอดภัย น่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง ดังนั้นธุรกรรม
ออนไลน์ใดๆ ก็ จ ะสามารถท าได้อ ย่างสะดวกมากขึ้น ประหยัดขึ้น และรวดเร็วขึ้น หลัก การท างานของ
Blockchain คือการเก็บข้อมูลรูปแบบหนึ่งซึ่งทาให้ข้อมูลรายการดิจิทัลของแต่ละคนสามารถส่งไปยังทุกคนได้
เป็นเสมือนห่วงโซ่ ที่ ทาให้บล็อก ของข้อมูลเชื่อมต่อไปยังทุกคน โดยที่แต่ละคนสามารถทราบได้ว่าผู้ใดเป็น
เจ้าของและมีสิทธิในข้อมูลนั้นจริง เมื่อบล็อกของข้อมูลได้ถูกบันทึกไว้ใน Blockchain เสร็จสิ้น จะไม่สามารถ
เข้าไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ เนื่องจากหากผู้ใดต้องการจะเพิ่มหรือแก้ไขข้อมูล คนในเครือข่ายที่เหลือ
ซึ่งล้วนแต่มีสาเนาของบล็อกเชน สามารถตรวจสอบโดยการประมวลผลทางคณิตศาสตร์ขั้นสูง เพื่อทดสอบ
รายการธุรกรรม โดยรายการธุรกรรมใหม่นี้จะได้รับอนุญาตต่อเมื่อบุคคลในเครือข่ายส่วนใหญ่ เห็นด้ ว ยว่า
ถูกต้อง Blockchain จึงเป็นเทคโนโลยีที่ให้ความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือเป็นอย่าง
มาก ทาให้การนาเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ใช้กับสกุลเงินดิจิทัลนั้นเกิดความนิยมอย่างรวดเร็ว โดย
ที่ผ่านมาการใช้สกุลเงินดิจิทัล เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา
โดยจากผลสารวจโดยสถาบัน Digital Currency Council ในสหรัฐ ได้ทาการสารวจในปี 2560 พบว่ามีชาว
อเมริกันจานวนเพียงร้อยละ 2.3 เท่านั้นให้ความเชื่อถือในการใช้งานบิทคอยน์ในการโอนเงินไปต่างประเทศ
เมื่อพิจารณาจากตัวเลขประชากร 318 ล้านคนแล้ว จะเห็นได้ว่ามีผู้ใช้บิทคอยน์ถึงกว่า 7 ล้านคน ในประเทศ
22
ญี่ปุ่นช่วงปลายปี 2560 จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าสกุลเงินดิจิทัลประเทศญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ
56.25 ของส่วนแบ่งตลาดบิทคอยน์โลกซึ่งมากกว่า สหรัฐ อเมริกา 2 เท่า และมีมูลค่าถึง 12 ล้านล้านเยน
(ประมาณ 3.46 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 30 เมษายน 2561 (100
บาท = 28.8406 เยน)) ญี่ปุ่นจึงถือได้ว่าเป็นตลาดสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก
8.4 เงินสกุลดิจิทัลที่ได้รับความนิยมลงทุนในปัจจุบัน
Cryptocurrency ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักมากที่สุด คงจะหนีไม่พ้น Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงิน
Crypto แรกที่เกิดขึ้นในราว ๆ ปี 2008 ซึ่งเป็นรูปแบบทางการเงินดิจิทัลที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงการทาธุรกิจบน
โลกนี้ โดยการเปลี่ยนการทาธุรกรรมผ่านธนาคาร ไปเป็นการทาธุรกรรมบนบล็อกเชน ที่มีความน่าเชื่อถือและ
ปลอดภัย โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาสถาบันการเงินหรือใครมาเป็นตัวกลางในการดาเนินการ ซึ่งนอกจาก Bitcoin
แล้ว ยังมีเงินสกุลอื่น ๆ มากกว่า 10,000 สกุลเงิน แต่ยังไม่มีเงินสกุลใดได้รับความสนใจมากเท่ากับ Bitcoin
ปัจจุบันมีนักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุน Cryptocurrency กันเป็นจานวนมาก เนื่องจากที่ผ่านมามีนักลงทุนที่
ประสบความสาเร็จและได้รับผลตอบแทนจานวนมหาศาล จึงทาให้นักลงทุนหน้าใหม่สนใจเข้ามาลงทุนกันมาก
ขึ้น สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนมือใหม่ต้องทราบคือ ความไม่แน่นอนในการลงทุน เพราะถ้าถามว่า “Cryptocurrency”
ราคาขึ้นลงจากอะไรนั้น คาตอบคือเกิดขึ้นจาก Demand หรืออุปสงค์ เพราะถ้ามีเครือข่ายของผู้ที่ใช้มากขึ้ น
เท่าไหร่ ราคาก็จะยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่ประสบความสาเร็จในการลงทุนในสกุลเงิน
ดิจิทัลส่วนหนึ่งเป็นเพราะซื้อในช่วงที่ยังมีผู้เข้ามาลงทุนไม่มาก ราคาจึงต่า แต่เมื่อต่อมามีบริษัทเอกชนเข้ามา
ลงทุน มีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาลงทุน ทาให้มูลค่าของ Bitcoin สูงขึ้น เมื่อขายออกไปจึงได้กาไรมหาศาล ด้วย
เหตุนี้ นักลงทุนหน้าใหม่จึงต้องศึกษาข้อมูลในการลงทุนอย่างรอบคอบ และประเมินความเสี่ยงของตนเองว่า
สามารถแบกรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ไม่ควรรีบร้อนเข้าไปลงทุน
เงินสกุลดิจิทัลที่ได้รับความนิยมลงทุนในปัจจุบัน
ปัจจุบันเงินสกุลดิจิทัลได้รับความนิยมลงทุนในประเทศไทยอย่างแพร่หลายไม่ใช่แค่
กลุ่มนักลงทุน แต่ยังกระจายไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักศึกระดับมหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งนักเรียนวัย
23
มัธยมปลายที่อายุถึง 18 ปี ก็เริ่มสนใจลงทุนสินทรัพย์รูปแบบใหม่อย่างรวดเร็ว โดยที่ เงินสกุลดิจิทัลได้รับ
ความนิยมลงทุนในประเทศไทย 10 อับดับแรก ได้แก่
24
อันดับ 1 USDT
25
อันดับ 2 ETH
26
อันดับ 3 BTC
27
อันดับ 4 OP
28
อันดับ 5 GALA
29
อันดับ 6 ABT
30
อันดับ 7 ZIL
31
อันดับ 8 ADA
32
อันดับ 9 NEAR
33
อันดับ 10 XRP
สกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโทเคอร์เรนซี เป็นสกุลเงินที่ใช้กันอย่างแพร่กลายบนโลกอินเทอร์เน็ต เกิดขึ้น
จากการนากลไกลทางคณิตศาสตร์ที่กาหนดจานวนไว้จากัด ซึ่งต้องให้เครื่องพิวเตอร์มาถอดรหัสเพื่อสกัดเงิน
ออกมาในรูปแบบสกุลเงินดิจทิ ัล เช่นบิตคอยน์นั่นเอง สกุลเงินดิจิทัลกาลังได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมาก
ขึ้นในปัจจุบัน ด้วยการโอนจ่ายแลกเปลี่ยนที่สะดวก ต้นทุนต่าและโปร่งใส 100 % ผ่านการโอนไปยังเครือข่าย
สกุลเงินต่าง ๆ ด้วย เทคโนโลยีบล็อกเชน (blockchain) ด้วยข้อดีนี้เองจึงทาให้มีนักลงทุนกระโดดเข้ามาสู่
วงการขุดสกุลเงินดิจิทัลกันเป็นจานวนมาก แต่อย่างไรก็ตามสกุลเงินดิจิทัลก็มีความผันผวนทางมูลค่าเป็นอย่าง
มากคล้ายกับทุน นักลงทุนในวงการนี้จึงนิยมนามันไปเทรดแลกเปลี่ยนเพื่อเพิ่มกาไรกันเป็นส่วนใหญ่
34
สกุลเงินดิจิทัล ที่สามารถใช้ได้อย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย
หากสกุ ลเงินดิจิทัลไม่ ได้รับ การยอมรับจากธนาคารการให้สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้อย่างถูก
กฎหมาย แบบนี้จะถือว่าสกุลเงินดิจิทัลยังน่าไปต่อสาหรับนักลงทุนชาวไทยหรือไม่ ขอบอกแล้วว่ามี เพราะใน
ปัจจุบันการซื้อขายเงินดิจิทัลในประเทศไทย นักงานคณะกรรมการกากับหลักทรัพย์และตลาดหลัก ทรัพย์
(ก.ล.ต.) ได้เปิดให้มีการลงทุนอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว โดยจะต้องซื้อ – ขายผ่านสกุลเงินดิจิทัลที่มีการ
กาหนดไว้ 7 สกุลเท่านั้น
สกุลเงินดิจิทัล Bitcoin
Bitcoin เป็นเงินดิจิทัลแรกที่ทาให้ทาคนทั้งโลกได้รู้จักสกุลเงินดิจิทัลและเกิดกระแสการขุดบิตคอยน์
กันไปทั่วโลก เป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและมูลค่าที่ถูกกาหนดไว้ประมาณ 21 ล้านเหรียญสหรัฐ
สกุลเงินดิจิทัล Bitcoin Cash
Bitcoin Cash เป็นสกุลเงินที่แยกออกมาจาก Bitcoin Blockchain นักลงทุนหลายรายเชื่อว่า Bitcoin
Cash จะเป็นสกุลเงินที่จะมาแรงกว่า Bitcoin เนื่องจากมีสภาพคล่องสูงจะช่วยลดระยะเวลาการทาธุรกรรมให้
ไวขึ้น ซึ่งสามารถโอนได้ทันทีเมื่อเกิดการซื้อขาย – ขายนั่นเอง
สกุลเงินดิจิทัล Ethereum
Ethereum เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากฝีมือชาวรัสเซีย โดยใช้ระบบ Blockchain
ทางานเบื้องหลัง Ethereum ความนิยมรองลงมาจาก Bitcoin ด้วยเทคโนโลยีที่มีความโดดเด่นอย่าง Smart
Contract ที่สามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้ ในหลายธุรกิจทั่วโลกทาให้มูลค่าเหรียญ Ethereum เพิ่มขึ้นอย่าง
มหาศาลนับตั้งแต่เปิดตัว
สกุลเงินดิจิทัล Ethereum Classic
Ethereum Classic เป็นสกุลเงินดิจิทัลแยกตัวออกมาจาก Ethereum เกิดขึ้นจากกลุ่มพัฒนาเก่าของ
Blockchain
35
สกุลเงินดิจิทัล Litecoin
Litecoin หรือ LTC เกิดมาจากกระบวนการ Hard Fork จากบิตคอยน์ ที่เปลี่ยนแปลงกระบวนการ
ทางานของ Blockchain จนแยกตัวออกมาเป็นoเครือข่ายใหม่ ซึ่ง Litecoin จะมีคุณสมบัติการทางานที่คล้าย
กับบิตคอยน์ ที่สามารถเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกรรม หยืดหยุ่น และรวดเร็วมากกว่า
สกุลเงินดิจิทัล Ripple
Ripple หรือXPR มีความแตกต่างจากเงินสกุลอื่น ๆ ตรงที่สกุลเงินที่ไม่สามารถขุดได้โดยคอมพิวเตอร์
แต่ถูกกาหนดขึ้นจากบริษัท Ripple ที่เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านการทาธุรกรรมแก่ธนาคารทั่วโลก มีจุดเด่นคือ
สามารถเพิ่มความรวดเร็วและความโปร่งใสในการทาธุรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับจาก
ธนาคารหลายหลายแห่งอีกด้วย
สกุลเงินดิจิทัล Stellar
Stellar XLM เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้งานในเครือข่าย Blockchain แบบ Open Source ที่ออกแบบ
มาให้รองรับธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศที่รองรับทุก ๆ สกุลเงิน Stellar ไม่สามารถขุดได้ นักลงทุนต้องหา
จากการซื้อขายเหรียญ หรือการเข้าร่วมงานอีเวนท์ของ Stellar เท่านั้น
นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทยได้เปิดรับการลงทุนผ่านสกุลเงินดิจิทัลอย่างเป็น ทางการ แต่การ
ลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนทาการลงทุน เชื่อว่านักหลายคุณหลายคนต้องเคยได้ยินคาเตือนนี้
การลงทุนกับเงินสกุลดิจิทัลด้วยเช่นกัน เพราะการขุดเงินจากดิจิทัลนั้น ต้องใช้ทั้งเทคโนโลยีและเวลาอย่าง
มหาศาล รวมถึงความผันผวนที่ไม่แน่นอนของมูลค่ าเงินที่อาจทาให้นักลงทุนมือใหม่ขาดทุนได้ง่าย ๆ หากไม่
ศึกษาให้ดี
0
You can add this document to your study collection(s)
Sign in Available only to authorized usersYou can add this document to your saved list
Sign in Available only to authorized users(For complaints, use another form )