คํานํา
คูมือเลมนี้ใชประกอบการฝกอบรมหลักสูตรการใชงาน PLC ระดับที่ 1 ซีง่ ตามหลักสูตร
นั้นจะมุงเนนไปที่ทักษะการใชงาน PLC ขัน้ พื้นฐานเชน แนะนําโครงสรางของ PLC, การกําหนด
แอสเดรสอินพุต/เอาตพุต, การเขียนโปรแกรมให PLC ดวยคําสั่งพืน้ ฐานที่ใชงานบอย รวมทั้งการ
ประยุกตใชงานควบคุมเซอรโวมอเตอรเบื้องตน
ดังนั้นคูมอื เลมนี้จึงเหมาะสําหรับผูเริ่มตนศึกษาการทํางานของ PLC ไดเปนอยางดี
ทางบริษัทฯ ยินดีรับฟงความคิดเห็นและขอเสนอแนะ เพื่อจะไดนาํ มาปรับปรุงใหดยี งิ่ ขึ้น
บริษัท ออมรอน อีเลคทรอนิคส จํากัด
หมายเหตุ
พิมพครั้งที่ 1
คูมอื เลมนี้เปนลิขสิทธิ์ของบริษัท ออมรอน อีเลคทรอนิคส จํากัด หามทําการ
ลอกเลียนแบบหรือเผยแพรสว นหนึ่งสวนใด เวนแตจะไดรบั อนุญาตจากทาง
บริษัทฯ เปนลายลักษณอักษร
ตุลาคม 2550
จํานวนพิมพ
2,000 เลม
บริษัท ออมรอน อีเลคทรอนิคส จํากัด โทรศัพท 0-2942-6700 โทรสาร 0-2937-0501
เว็บไซด www.omron-ap.co.th
สารบัญ
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
1. 1 ชนิดของ PLC
1.1.1 PLC ชนิดบล็อก (Block Type PLCs)
1.1.2 PLC ชนิดโมดูล (Modular Type PLCs) หรือแร็ค (Rack Type PLCs)
1.2 ภาษาที่ใชในการเขียนโปรแกรมใหกับ PLC
1.3 อุปกรณสาํ หรับการโปรแกรม
1.3.1 ตัวปอนโปรแกรมแบบมือถือ (Hand Held Programmer)
1.3.2 คอมพิวเตอร
1 4. ระบบสื่อสาร (Communications)
1.5 โครงสรางของ PLC
1.5.1 ซีพียู (CPU; Central Process Unit)
1.5.2 หนวยความจํา (Memory Unit)
1.5.3 ภาคอินพุต (Input Unit)
1.5.4 ภาคเอาตพุต (Output Unit)
1.5.5 ภาคแหลงจายพลังงาน (Power Supply Unit)
บทที่ 2 การติดตั้งและออกแบบระบบ
2.1 การติดตั้ง PLC
2.1.1 สภาพแวดลอมในการติดตั้ง
2.1.2 การติดตั้งในตูค วบคุม
2.1.3 การลดปญหาจาก Noise และกระแส Spike
2.1.4 การเดินสายสําหรับแหลงจายไฟ
2.1.5 การเดินสายอยางปลอดภัยและลดปญหาสัญญาณรบกวน
2.1.6 การติดตั้งแบตเตอรรี่
2.1.7 อายุการใชงานของแบตเตอรรี่
2.2 การออกแบบระบบ
2.3 ขั้นตอนการทํางาน
หนา
1
2
2
4
7
9
9
10
12
13
14
14
15
22
32
34
34
34
35
36
39
40
42
42
43
44
บทที่ 3 ความรูพื้นฐานทางดานดิจติ อล
3.1 ระบบเลขฐาน (Number System)
3.2 การแปลงเลขฐาน
3.2.1 การแปลงเลขฐานสองใหเปนเลขฐานสิบ
3.2.2 การแปลงเลขฐานสิบใหเปนเลขฐานสอง
3.2.3 การแปลงเลขฐานสองเปนเลขฐานสิบหกและการแปลงเลขฐานสิบหกเปน
เลขฐานสอง
3.3 การบวกและลบเลขฐาน
3.3.1 การบวกเลขฐานสอง
3.3.2 การบวกเลขฐานสิบหก
3.3.3 การลบเลขฐานสอง
3.3.4 การลบเลขฐานสิบหก
3.4 ประเภทของขอมูล
3.5 หลักการพื้นฐานทางลอจิก
3.5.1 หลักการของ AND
3.5.2 หลักการของ OR
3.5.3 หลักการของ NAND
3.5.4 หลักการของ NOR
3.5.5 หลักการของ Exclusive OR
3.5.6 หลักการของ NOT
48
48
50
50
50
51
51
51
51
52
52
52
53
53
53
54
54
54
54
บทที่ 4 การอางแอสเดรสของ PLC
55
4.1 โครงสรางของขอมูล
4.2 การกําหนดเบอรของรีเลย (Relay) ใน PLC
4.3 ตารางแสดงขอกําหนดของพื้นที่ใชงานของ PLC
4.4 การระบุตาํ แหนงอินพุต/เอาตพตุ ของ PLC
4.4.1 การระบุตาํ แหนงอินพุต/เอาตพตุ ของ PLC ชนิดบล็อก (ยกตัวอยางรุน CP1L)
4.4.2 การระบุตาํ แหนงอินพุต/เอาตพตุ ของ PLC ชนิดโมดูล
55
56
57
58
58
60
บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอแกรมและคําสัง่ พื้นฐาน
61
5.1 กลุมคําสั่งพื้นฐาน (Ladder Instruction & Output Control)
5.1.1 การใชคาํ สั่ง Load (LD), Load Not (LD NOT)
5.1.2 การใชคาํ สั่ง AND, AND NOT
5.1.3 การใชคาํ สั่ง OR, OR NOT
5.1.4 การใชคาํ สั่ง OUT, OUT NOT
5.1.5 การใชคาํ สั่ง END ( FUN 01 )
5.1.6 การใชคําสั่ง AND LOAD (AND LD), OR LOAD (OR LD)
5.2 ขอกําหนดในการเขียน Ladder Diagram
5.3 กลุมคําสั่ง Program Control Instruction
5.3.1 การใชคาํ สั่ง IL(02), ILC(03)
5.3.2 การใชคาํ สั่ง JMP (04) และ JME (05)
5.4 คําสั่งในกลุม Bit Control Instruction
5.4.1 การใชคําสั่งเซต (SET) และรีเซต (RESET)
5.4.2 การใชคําสั่ง KEEP - KEEP(11)
5.4.3 การใชคําสั่ง DIFFERENTIATE UP and DOWN–DIFU(13), DIFD(14)
5.5 กลุมคําสั่ง Timer/Counter
5.5.1 การใชคาํ สั่ง TIMER: TIM
5.5.2 การใชคาํ สั่ง COUNTER – CNT
5.5.3 การใชคาํ สั่ง Reversible Counter CNTR (FUN 12) หรือ UP/DOWN Counter
5.6 กลุมคําสั่ง Data Movement
5.6.1 การใชคําสั่ง MOVE – MOV(21)
5.7 กลุมคําสั่ง Data Shifting
5.7.1 การใชคาํ สั่ง SHIFT REGISTER – SFT(10)
61
61
62
63
63
64
64
66
71
71
72
74
74
74
75
76
76
78
84
86
86
88
88
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอ นโปรแกรม
89
6.1 การติดตั้งซอฟตแวร CX-Programmer
6.1.1 PLC ที่สามารถใชงานกับซอฟตแวร CX-Programmer
6.1.2 ขอแนะนําสําหรับเครื่องคอมพิวเตอรที่ใชงาน (System Requirements)
6.1.3 การติดตั้งซอฟตแวร CX-Programmer
6.2 การสรางโปรแกรมแลดเดอร
6.2.1 การเปดใชซอฟตแวร CX-Programmer
6.2.2 คําอธิบายหนาตางและการใชงาน
6.3 การปอนโปรแกรม
6.3.1 การสรางโปรเจคใหม
6.3.2 การปอนคอนแทค
6.3.3 การปอนคอลยเอาตพุต
6.3.4 การปอน Timer
6.3.5 การปอน Counter
6.3.6 การปอน Auxiliary Area
6.3.7 การปอนคอนแทค Differentiated Up
6.3.8 การปอนคําสั่ง END
6.4 การโหลดและจัดเก็บโปรแกรม (Loading/Saving)
6.4.1 การ Compile โปรแกรม
6.4.2 การ Save โปรแกรม
6.4.2 การ Load โปรแกรม
6.5 การแกไขโปรแกรม
6.5.1 การแกไข I/O comment
6.5.2 การปอน Rung comment
6.5.3 การแกไข Rung
6.5.4 การลากเสนแนวนอนและแนวตั้งเพื่อเชื่อมสัญลักษณแตละตัว
89
89
90
91
97
98
99
101
101
104
107
108
110
113
115
117
118
118
119
120
121
121
123
124
125
6.6 การ Online
6.6.1 การ Online เพือ่ Transfer โปรแกรม
6.6.2 การทํา Auto-online
6.7 การเปลี่ยนโหมด PLC
6.8 การ Transfer โปรแกรม
6.9 การทํา Force-set/Force Reset
6.10 การเปลี่ยนคา Timer
6.11 เทคนิคการใชงานอื่นๆ
6.11.1 การแทรก/ลบ Rung
6.11.2 แทรก/ลบแถวแนวนอนและแนวตั้ง (Row/Column )
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
126
126
127
129
131
133
135
136
136
142
144
7.1 ตัวอยางการประยุกตใชงานโดยใชคาํ สัง่ Timer
7.2 ตัวอยางการควบคุมการปด-เปดประตู
7.3 ตัวอยางการควบคุมระบบ Lubrication ของเกียรแบบอัตโนมัติ
7.4 ตัวอยางการลําเลียงแผนทองแดงบนสายพานลําเลียง
7.5 ตัวอยางการใช Line Control ในการ Packing
7.6 ตัวอยางการควบคุมจํานวนรถในลานจอดรถ
144
147
149
151
154
157
บทที่ 8 ประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
160
8.1 หลักการควบคุมเบื้องตน
8.2 โครงสรางของเซอรโวมอเตอร
8.3 หลักการทํางานของเอ็นโคดเดอร
8.4 ชนิดของอินพุตควบคุมสําหรับเซอรโวไดวเวอร
8.4.1 PULSE TRAIN CONTROL
8.4.2 PULSE WIDTH MODULATION (PWM)
8.4.3 LINEAR
160
161
162
163
164
164
164
8.5 การสรางระบบควบคุมของเซอรโวมอเตอร
ตัวอยางที่ 1 ระบบควบคุมการเคลื่อนที่แบบ Incremental
ตัวอยางที่ 2 ระบบควบคุมการเคลื่อนที่แบบ Absolute
APPENDIX
Appendix –A
Appendix –B
Appendix –C
Appendix –D
Appendix –E
Appendix-F
CP1L/CP1H Specifications
CP1L I/O Specification and connection
Programming Instructions
Memory Areas
Servo Driver Setup
การใชงานออปชันแสดงผล LCD (CP1W-DAM01)
165
165
176
บทที่ 1
แนะนําใหรูจัก PLC
PLC (Programmable Logic Controller) หรือปจจุบันใชคาํ วา PC (Programmable
Controller) ในที่นี้จะใชคําวา PLC แทน PC เพื่อปองกันความสับสนกับคําวา PC (Personal
Computer)
PLC เปนอุปกรณที่คดิ คนขึน้ มา เพื่อใชควบคุมการทํางานของเครื่องจักรหรือระบบตางๆ
แทนวงจรรีเลยแบบเกา ซึง่ วงจรรีเลยมีขอเสียคือ การเดินสายและการเปลีย่ นแปลงเงื่อนไขในการ
ควบคุมมีความยุงยาก และเมื่อใชงานไปนานๆ หนาสัมผัสของรีเลยจะเสื่อม ทําใหขาดเสถียรภาพ
ในการควบคุม ดังนั้นปจจุบนั PLC จึงเขามาทดแทนวงจรรีเลย เพราะ PLC ใชงานไดงา ยกวา
สามารถตอเขากับอุปกรณอนิ พุต/เอาตพตุ ไดโดยตรง นอกจากนัน้ เพียงแคเขียนโปรแกรมควบคุมก็
สามารถใชงานไดทันที ถาตองการจะเปลีย่ นเงื่อนไขใหมสามารถทําไดโดยการเปลี่ยนแปลง
โปรแกรมเทานั้น นอกจากนี้ PLC ยังสามารถใชงานรวมกับอุปกรณอื่นๆ เชน เครื่องอานบารโคด,
เครื่องพิมพ (Printer) และระบบ RFID เปนตน
ในปจจุบนั นอกจาก PLC จะใชงานแบบเดี่ยว (Stand alone) แลว ยังสามารถตอ PLC
หลายๆ ตัวเขาดวยกันเปนเครือขาย (Network) เพื่อควบคุมการทํางานของระบบใหมีประสิทธิภาพ
มากยิ่งขึ้นอีกดวย จะเห็นไดวา การใชงาน PLC มีความยืดหยุนมากกวาการใชงานวงจรรีเลยแบบเกา
ดังนั้นในปจจุบนั โรงงานอุตสาหกรรมตางๆ จึงใช PLC เปนหัวใจหลักในการควบคุมการทํางาน
ของเครื่องจักร
เราสามารถจําแนกประเภทของ PLC ตามลักษณะภายนอกไดเปน 2 ชนิด คือ
-1-
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
1. 1 ชนิดของ PLC
เราสามารถจําแนก PLC ตามโครงสรางหรือลักษณะภายนอกไดเปน 2 ชนิด คือ
1.1.1 PLC ชนิดบล็อก (Block Type PLCs)
PLC ประเภทนี้ จะรวมสวนประกอบทั้งหมดของ PLC อยูในบล็อกเดียวกัน ไมวา
จะเปนตัวประมวลผล หนวยความจํา ภาคอินพุต/เอาตพุต และแหลงจายไฟ สามารถแสดงตัวอยาง
PLC แบบ Block Type ใหเห็นดังรูปที่ 1.1
CP1L/H
CPM2A
รูปที่ 1.1 แสดงรูปราง PLC ชนิด Block Type
• สวนประกอบของ PLC แบบ Block Type
ในที่นี้จะยกตัวอยาง PLC แบบ Block Type ของ OMRON รุน CP1L และ CP1H
รูปที่ 1.2 โครงสรางภายนอก ของ PLC
-2-
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
จากรูปที่ 1.2 สามารถอธิบายความหมายของแตละสวนไดดังนี้
คือ แบตเตอรี่ (Battery)
คือ ขั้วตอแหลงไฟและอินพุต (Power Supply/Input Terminal)
คือ ชองเสียบหนวยความจํา (Memory Cassette)
คือ ชองเสียบเพื่อเพิ่มพอรตติดตอสื่อสาร (Option Board slots)
คือ ขัว้ ตอเอาตพุต (Output Terminal)
คือ พอรตเชื่อมตอกับอุปกรณปอนโปรแกรม (USB Port)
คือ ปุมปรับอนาลอก (Analog Adjuster)
คือ ขัว้ ตออินพุตสําหรับอนาลอก setting (External analog setting input)
คือ พอรตขยายอินพุต/เอาตพุต (Expansion I/O Unit Connector)
ในกรณีที่ทา นตองการเพิ่มจํานวนอินพุต/เอาตพุต สามารถใชหนวยขยายอินพุต/
เอาตพุต (Expansion I/O Units) เพื่อเพิ่มจํานวนอินพุต/เอาตพตุ ไดโดยการตอเขาที่พอรตขยายอินพุต
เอาตพุต (Expansion I/O Unit Connector) สามารถแสดงโครงสรางของหนวยขยายอินพุต/เอาตพุต
ไดดงั รูปที่ 1.3
รูปที่ 1.3 แสดงหนวยขยายอินพุต/เอาตพุต (Expansion I/O Units)
1.
2.
3.
4.
• ขอดีและขอเสีย ของ PLC แบบ Block Type
สามารถยกตัวอยางขอดีขอ เสียของ PLC แบบ Block Type ดังนี้
ขอดี
ขอเสีย
มีขนาดเล็กสามารถติดตั้งไดงา ยจึง
1. การเพิม่ จํานวนอินพุต/เอาตพุตสามารถ
เหมาะกับงานควบคุมขนาดเล็กๆ
เพิ่มไดนอ ยกวา PLC ชนิดโมดูล
สามารถใชงานแทนวงจรรีเลยได
2. เมื่ออินพุต/เอาตพตุ เสียจุดใดจุดหนึ่ง
มีฟงกชันพิเศษ เชนฟงกชันทาง
ตองนํา PLC ออกไปทั้งชุดทําใหระบบ
คณิตศาสตรและฟงกชันอืน่ ๆ
ตองหยุดทํางานชั่วระยะเวลาหนึ่ง
มีราคาถูกกวาแบบแร็คหรือโมดูล
3. มีฟงกชันใหเลือกใชงานนอยกวา PLC
ในจํานวนอินพุต/เอาตพตุ ที่เทากัน
ชนิดโมดูล
-3-
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
เนื้อหาในหัวขอตอไปจะกลาวถึง PLC อีกชนิดหนึ่งซึ่งแยกสวนประกอบตางๆ ออกจากกัน
เรียกวา PLC ชนิดโมดูล (Modular Type PLCs)
1.1.2 PLC ชนิดโมดูล (Modular Type PLCs) หรือแร็ค (Rack Type PLCs)
PLC ชนิดนี้สว นประกอบแตละสวนสามารถแยกออกจากกันเปนมดูล (Modules)
เชนภาคอินพุต/เอาตพุต จะอยูในสวนของโมดูลอินพุต/เอาตพุต (Input/Output Units) ซึง่ สามารถ
เลือกใชงานไดวาจะใชโมดูลขนาดกี่อินพุต/เอาตพุต ซึ่งมีใหเลือกใชงานหลายรูปแบบอาจจะใชเปน
อินพุตอยางเดียวขนาด 8 /16 จุด หรือเปนเอาตพตุ อยางเดียวขนาด 4/8/12/16 จุด ขึน้ อยูกบั รุนของ
PLC ดวย
ในสวนของตัวประมวลผลและหนวยความจําจะรวมอยูใ นซีพียูโมดูล (CPU Unit)
เราสามารถเปลีย่ นขนาดของ CPU Unit ใหเหมาะสมตามความตองการใชงาน เชน PLC รุน CS1 จะ
มี CPU ใหเลือกใชงานหลายรุนเชน รุน CS1G-CPU42H จะมีความแตกตางกับ PLC รุน CS1HCPU65H (ทั้งสองรุนเปน PLC ตระกูล CS1 เหมือนกัน) ตรงขนาดความจุของโปรแกรมและการ
รองรับจํานวนอินพุต/เอาตพตุ เปนตน
สวนประกอบตางๆ ของ PLC ชนิดโมดูลทีก่ ลาวมาทั้งหมดนั้น เมื่อตองการใชงาน
จะถูกนํามาตอรวมกัน บางรุน ใชเปนคอนเนคเตอรในการเชื่อมตอกันระหวางยูนิต เชน รุน CQM1 /
CQM1H หรือ CJ1M/H/G แตบางรุนใช Backplaneในการรวมยูนติ ตางๆ เขาดวยกัน เพื่อใหสามารถ
ใชงานรวมกันไดสามารถยกตัวอยาง PLC ชนิดโมดูลไดดังแสดงรูปที่ 1.4
CJ1
CS1
รูปที่ 1.4 แสดงรูปรางของ PLC ชนิดโมดูล
ยกตัวอยาง PLC รุน CJ1 จะใชคอนเนคเตอรในการเชื่อมตอแตละโมดูลเขา
ดวยกัน เพื่อใหสามารถทํางานรวมกันได ดังแสดงในรูปที่ 1.5
-4-
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
รูปที่ 1.5 แสดงชนิดของ PLC ชนิดโมดูล ที่ใชคอนเนคเตอรในการเชือ่ มตอ
สวน PLC รุน CS1 จะใช Backplane ในการเชื่อมตอแตละโมดูลเขาดวยกันเพื่อให
ทํางานรวมกัน ดังแสดงในรูปที่ 1.6
รูปที่ 1.6 แสดงชนิดของ PLC ชนิดโมดูล ที่ใช Backplane ในการเชื่อมตอ
-5-
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
1.
2.
3.
4.
• ขอดีและขอเสียของ PLC ชนิดโมดูล
ขอดี
เพิ่มขยายระบบไดงายเพียงแคติดตั้งโมดูล
ตางๆ ที่ตองการใชงานลงไปบน Back plane
สามารถขยายจํานวนอินพุต/เอาตพตุ ได
มากกวาแบบ Block Type
อุปกรณอนิ พุต/เอาตพตุ เสียจุดใดจุดหนึ่ง
สามารถถอดเฉพาะโมดูลนัน้ ไปซอม ทําให
ระบบสามารถทําการตอได
มียูนิต และรูปแบบการติดตอสื่อสารให
เลือกใชงานมากกวาแบบ Block Type
ขอเสีย
1. ราคาแพงเมื่อเทียบกับ PLC แบบ Block
Type ที่มีจาํ นวนI/O เทากัน
จะเห็นวา PLC แตละชนิดจะมีคณ
ุ สมบัติแตกตางกัน PLC รุน ที่ใหญขึ้น จะมีคณ
ุ สมบัติและ
ฟงกชันพิเศษอื่นๆ มากกวา PLC รุน เล็กซึ่งสามารถเปรียบเทียบใหเห็นความแตกตางดังตาราง
ตอไปนี้
ตารางที่ 1.1 เปรียบเทียบคุณสมบัติของ PLC
คุณสมบัติ
จํานวนอินพุต/เอาตพุต
(Max.)
ความจุโปรแกรม(Max.)
ความเร็วในการประมวลผล
ไทมเมอร/เคานเตอร
หนวยความจําในสวนของ
DM
ระบบสื่อสาร
รุน
CPM1A
100 จุด
CP1L
160 จุด
CP1H
256 จุด
CS1
5,120 จุด
2 KWords
0.72 μS
10 KSteps
0.55 μS
20 KSteps
250 KSteps
0.1μS
0.04 μS
128
4,096/4,096
4,096/4,096
4,096/4,096
1,024 Words
32K Words
32KWords
32KWords
• CompoBus/S
• Host Link
• NT Link
• 1:1 Link
•
•
•
•
•
•
CompoBus/S
Host Link
NT Link
1:1 Link
Modbus-RTU
Componet
-6-
•
•
•
•
•
Controller Link
CompoBus/D
Ethernet
Protocol Macro
รวมทั้งระบบ
สือ่ สารที่มใี น
PLC รุน ต่ํากวา
•
•
•
•
•
Ethernet
Sysmac Link
Profibus-DP
Modbus
รวมทั้งระบบ
สื่อสารที่มใี น
รุน ต่ํากวา
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
1.2 ภาษาที่ใชในการเขียนโปรแกรมใหกับ PLC
PLC แตละยี่หอ จะใชภาษาในการเขียนโปรแกรมเพื่อสั่งให PLC ทํางานตามความตองการ
แตกตางกัน ซึง่ ตามมาตรฐาน IEC1131-3 ไดแบงมาตรฐานภาษาตางๆ ออกเปน 5 แบบตามรูปที่
แสดงขางลางนี้ ภาษาที่นยิ มใชมากที่สุดคือ Ladder Diagram เพราะเปนภาษาที่งา ยมีลกั ษณะคลาย
วงจรควบคุมแบบรีเลย สวนภาษาที่นยิ มเปนอันดับสองคือ Function Block
1)
Sequential Flow Chart Language
2)
Structure Text Language
3)
Function Block Diagram Language
-7-
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
4)
Instruction List Language
5)
Ladder Diagram
หลังจากที่ไดเรียนรูภาษาที่ใชในการเขียนโปรแกรมใหกบั PLC แลว ในหัวขอตอไปจะ
กลาวถึงอุปกรณที่ใชในการปอนโปรแกรมใหกับ PLC ซึ่งจะกลาวถึงรายละเอียดดังนี้
-8-
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
1.3 อุปกรณสําหรับการโปรแกรม
การสั่งให PLC ทํางาน จะตองปอนโปรแกรมใหกบั PLC กอน ซึ่งอุปกรณทใี่ ชในการปอน
โปรแกรมใหกบั PLC นั้น สามารถแบงไดเปน 2 ประเภท
1.3.1 ตัวปอนโปรแกรมแบบมือถือ (Hand Held Programmer)
แตละยีห่ อ จะมีชื่อเรียกแตกตางกัน เชน OMRON จะเรียกวา Programming
Console เปนตน สามารถยกตัวอยางใหเห็นดังรูปที่ 1.7 ในปจจุบัน PLC รุนใหมๆ ของออมรอน
ไมไดใช Programming Console ในการเขียนโปรแกรมแลวเพราะใชงานยาก
รูปที่ 1.7 แสดงตัวปอนโปรแกรมแบบมือถือ (Programming Console)
การเขียนโปรแกรมใหกับ PLC โดยการใช Programming Console จะปอนเปน
ภาษา Statement List หรือ Mnemonic เชน คําสั่ง LD, AND, OR ซึ่งเปนคําสั่งพื้นฐาน สามารถ
เรียกใชงานโดยการกดปุมทีอ่ ยูบนตัว Programming Console นั้น แตเมื่อตองการใชงานฟงกชนั
อืน่ ๆ ที่มอี ยูใน PLC สามารถเรียกใชงานไดโดยการกดปุมเรียกใชคําสั่งพิเศษ
การใช Programming Console มีขอ ดีตรงที่มคี วามสะดวกในการเคลือ่ นยาย และ
สามารถพกพาไดสะดวกเนื่องจากมีขนาดเล็ก แตก็มีขอ เสียคือในการใชงานผูใชตองศึกษาวิธกี ารใช
งานของอุปกรณเหลานีว้ ามีวธิ กี ารกดอยางไร ถึงจะสั่งงาน PLC ได
ในหัวขอตอไปจะกลาวถึงอุปกรณที่ใชในการปอนโปรแกรมใหกบั PLC อีกชนิด
หนึ่งคือ คอมพิวเตอรสว นบุคคล (Personal Computer)
-9-
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
1.3.2 คอมพิวเตอร
สามารถใชในการเขียนโปรแกรมใหกับ PLC ได โดยใชงานรวมกับซอฟตแวร
(Software) เฉพาะของ PLC ยี่หอนัน้ เชน PLC ของ OMRON จะใชซอฟตแวรที่มชี อื่ เรียกแตกตาง
กันไป สามารถยกตัวอยางไดเชน
• Syswin Support Software
• CX-Programmer
ใชไดกับระบบปฏิบัติการตั้งแต Window XP ขึน้ ไป หรือ Window NT ซึ่ง
ซอฟตแวรตา งๆ เหลานี้ไดถกู พัฒนาขึ้นเพือ่ ใชกับ PLC รุน ใหมที่ผลิตขึน้ มาอยางเชน
CX-Programmer มีการพัฒนาเปนเวอรชันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับกับ PLC รุนใหมๆ และฟงกชัน
ใหมๆ ของ PLC
วิธีการตอคอมพิวเตอรกับ PLC สามารถแสดงใหเห็นดังนี้
รูปที่ 1.8 แสดงวิธีการตอใชงานคอมพิวเตอรกับ PLC
- 10 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
รูปที่ 1.9 ตัวอยางซอฟตแวร (CX-Programmer)
ขอดีของการใชเครื่องคอมพิวเตอรในการปอนโปรแกรมใหกับ PLC คือ ใชงาน
งาย เชนในกรณีใช CX-Programmer รวมกับระบบปฏิบัติการ Window จากรูปที่ 1.9 ทานจะเห็นวา
การเขียนโปรแกรมเปนภาษา Ladder Diagram จะเปนการนําสัญลักษณตางๆ เขามาใชแทนการ
เขียนคําสั่ง ทําใหเขาใจงายเพียงแคคลิกเลือกสัญลักษณตางๆ จากสวนของ Toolbar นอกจากนัน้ ยัง
มี Toolbar อืน่ ๆ ใหเลือกใชงานซึ่งงายกวาการใช Programming Console
ดังนั้นสามารถสรุปไดวา การปอนโปรแกรมใหกับ PLC สามารถทําได 2 วิธีคือ การใช
Programming Console และการใชเครื่องคอมพิวเตอร ซึ่งขึ้นอยูกับความสะดวกของผูใช ในหัวขอ
ตอไปจะกลาวถึงระบบการติดตอสื่อสารของ PLC
- 11 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
1.4 ระบบสื่อสาร (Communications)
ระบบสื่อสารของ PLC คือการนํา PLC ไปตอใชงานรวมกับอุปกรณอนื่ ๆ เพื่อใหอปุ กรณ
อืน่ ควบคุมการทํางานของ PLC หรือ ให PLC ไปควบคุมการทํางานของอุปกรณอื่น หรือ เปนระบบ
ที่ใชในการแลกเปลี่ยนขอมูลระหวาง PLC กับ PLC ก็ได ซึ่งปจจุบัน PLC สามารถนําไปตอรวมกับ
อุปกรณของยีห่ อ เดียวกัน หรืออุปกรณภายนอกตางยี่หอกัน เพื่อควบคุมการทํางานของระบบใหใช
งานไดอยางกวางขวางมากขึ้น สําหรับระบบสื่อสารของแตละยี่หอจะมีชื่อเรียกไมเหมือนกัน
นอกจากนี้ PLC แตละรุนยังมีระบบการติดตอสื่อสารบางรูปแบบแตกตางกันดวย เชน PLC
รุนเล็กจะมีความสามารถในการติดตอสื่อสารไดนอ ยกวา PLC รุน ใหญ เชน PLC รุน CP1 สามารถ
ใชระบบสื่อสารไดเฉพาะ Compobus/S, Host link, 1:1 link, NT link สวนรุนที่สงู ขึ้นมาเชน CJ1
หรือ CS1 นอกจากจะใชระบบที่เปนระบบการติดตอสื่อสารพื้นฐานที่มใี น PLC รุนเล็กแลว ยัง
สามารถติดตอสื่อสารในลักษณะของ Ethernet ไดอกี ดวย สามารถแสดงตัวอยางรูปแบบการ
ติดตอสื่อสารของ PLC ไดดงั รูปที่ 1.10
รูปที่ 1.10 ระบบการติดตอสื่อสารของ PLC ในโรงงานอุตสาหกรรม (PLC Network)
- 12 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
1.5 โครงสรางของ PLC
โครงสรางภายในของ PLC แตละสวนจะประกอบกันทํางานเปนระบบควบคุมที่เราเรียกวา
PLC ซึง่ ประกอบไปดวยสวนสําคัญดังรูปที่ 1.11
รูปที่ 1.11 ไดอะแกรมภายใน PLC
จากไดอะแกรมดังรูปที่ 1.11 PLC จะมีสวนประกอบสําคัญดวยกันทั้งหมด 5 สวนดังนี้
1.
2.
3.
4.
5.
ซีพียู (CPU; Central Processing Unit)
หนวยความจํา (Memory Unit)
ภาคอินพุต (Input Unit)
ภาคเอาตพุต (Output Unit)
ภาคแหลงจายพลังงาน (Power Supply Unit)
ยูนิตทั้ง 5 สวนเมื่อประกอบเขาดวยกันแลวก็จะกลายเปน PLC ชุดหนึง่ ที่สามารถทํางานได
แตละยูนิตจะมีหนาที่และคุณสมบัติดังนี้
- 13 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
1.5.1 ซีพียู (CPU; Central Process Unit)
ซีพียูหรือหนวยประมวลผลกลาง ทําหนาที่ประมวลผลการทํางานตามคําสั่งของ
สวนตางๆ ตามที่ไดรับมา ผลจากการประมวลผลก็จะถูกสงออกไปสวนตางๆ ตามที่ระบุไวดว ย
คําสั่งนั่นเอง ซีพียูจะใชเวลาในการประมวลชาหรือเร็ว ขึ้นอยูกับการเลือกขนาดของซีพียู และความ
ยาวของโปรแกรมที่เขียนดวย
ปกติแลวซีพยี จู ะใชไมโครโปรเซสเซอรขนาดตั้งแต 4 บิต, 8 บิต, 16 บิต, 32 บิต,
64 บิต หรือ 128 บิตมาทํางาน โดยที่ซพี ียแู ตละขนาดก็จะมีความสามารถจํากัดไมเทากันจึงทําให
PLC ในแตละรุนมีความสามารถตางกันนั่นเอง หรือแมกระทั่งวาภายใน PLC บางรุนจะใชไมโครโปรเซสเซอรถึง 2 ตัวชวยกันทํางาน เวลาการประมวลผลก็จะเร็วกวา PLC ทีใ่ ชไมโครโปรเซสเซอรเพียงแคตวั เดียว
โดยปกติแลวการเลือกใชงาน PLC จะเลือกจากการประยุกตใชงานจึงทําใหผใู ช
งาน (User) ไมรูวา ผูผลิตใชไมโครโปรเซสเซอรรุน หรือเบอรอะไรในการสรางเครื่อง PLC ดังนั้น
เวลาพิจารณาเลือกใช PLC ซึ่งไมมีการระบุเบอรหรือรุน ของไมโครโปรเซสเซอรผูใชงานสามารถ
เลือกจากคุณสมบัติอื่น เชน จํานวนอินพุต/เอาตพุต, ความเร็วในการประมวลผลของคําสั่ง, ขนาด
ความจุโปรแกรม และขอมูล เปนตน
1.5.2 หนวยความจํา (Memory Unit)
หนวยความจําเปนอุปกรณทใี่ ชเก็บโปรแกรมและขอมูลตางๆ ของ PLC กรณีที่สั่ง
ให PLC ทํางาน (RUN) มันจะนําเอาโปรแกรมและขอมูลในหนวยความจํามาประมวลผลการ
ทํางาน สําหรับหนวยความจําที่ใชงานมีดว ยกัน 2 ชนิด คือ
• หนวยความจําชั่วคราว (RAM: Random Access Memory)
• หนวยความจําถาวร (ROM: Read Only Memory)
• หนวยความจําชั่วคราว (RAM: Random Access Memory)
โปรแกรมและขอมูลที่สรางขึ้นโดยผูใชจะถูกจัดเก็บในสวนนี้
คุณสมบัติของ
RAM เมื่อไมมีไฟเลี้ยงจะทําใหโปรแกรมและขอมูลหายไปทันที ดังนัน้ ภายใน PLC จะพบวาจะมี
แบตเตอรี่สาํ รองขอมูล (Backup Battery) เอาไวสาํ รองขอมูล (Backup Data) กรณีทไี่ ฟหลัก (Main
Power Supply) ไมจายไฟใหกับ PLC ขอควรระวังคือ ไมควรที่จะถอดแบตเตอรี่สาํ รอง (Backup
Battery) กรณีทไี่ มมไี ฟจายให PLC
- 14 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
• หนวยความจําถาวร (ROM: Read Only Memory)
เปนหนวยความจําอีกชนิดหนึ่ง โดยที่ขอมูลใน ROM ไมจําเปนตองมีแบตเตอรี่
สํารองขอมูล แตก็มีปญหาเรือ่ งเวลาในการเขาถึงขอมูล (Time Access) ชากวา RAM จึงปรากฏให
ผูใ ชเห็นวา PLC จะมีหนวยความจําใชงานทั้ง RAM และ ROM รวมกันอยู
ROM แบงออกเปน 3 ชนิด ดังนี้
1)
PROM ( Programmable ROM)
2)
EPROM (Erasable Programmable ROM)
3)
EEPROM (Electrical Erasable Programmable ROM)
PROM จัดเปน ROM รุนแรก เขียนขอมูลลงชิปไดเพียงครั้งเดียว ถาเขียนขอมูลไม
สมบู ร ณ ชิ ป ก็ จ ะเสี ย ทั น ที ไม ส ามารถนํ า กลั บ มาเขี ย นใหม ไ ด อี ก จึ ง ได มี ก ารพั ฒ นามาเป น รุ น
EPROM ซึ่งสามารถเขียนขอมูลลงชิปไดหลายครั้ง เพียงแคนําชิปไปฉายแสงอุลตราไวโอเลตก็จะ
เปนการลบขอมูลในชิปดวยสัญญาณทางไฟฟาไดเลย จึงทําใหเกิดความสะดวกสบายมากขึ้น แต
เรื่องเวลาในการเขาถึงขอมูลก็ยงั ชากวา RAM อยู
การใชงานหนวยความจําใน PLC
- RAM จะใชเก็บโปรแกรมและขอมูลที่ทํางานจากการสั่ง RUN/STOP PLC
- ROM จะใชจัดเก็บซอฟตแวรระบบ (System Software) และเปนชุดสํารอง
โปรแกรมและขอมูล (Backup Program and Data) เพื่อปองกันกรณีที่โปรแกรมและขอมูลใน RAM
หายไป ผูใ ชสามารถที่จะถายโปรแกรมและขอมูลเขาไปที่ RAM ใหมได
1.5.3 ภาคอินพุต (Input Unit)
ภาคอินพุตของ PLC ทําหนาที่รบั สัญญาณอินพุตเขามาแปลงสัญญาณ สงเขาไป
ภายใน PLC อุปกรณอนิ พุต (Input Device) ตางๆ ที่นํามาตอกับภาคอินพุตไดนนั้ สามารถแสดง
ตัวอยางไดตามรูปที่แสดงดังนี้
- 15 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
รูปที่ 1.12 แสดงอุปกรณอินพุตตางๆ
อุปกรณที่สามารถนํามาตอกับภาคอินพุต PLC ไดจัดออกเปนกลุมๆ ดังรูปที่ 1.12
โดยกลุมอุปกรณแตละกลุมจะมีวิธีตอวงจรเขาภาคอินพุต PLC แตกตางกันออกไป เวลาใชงาน
อุปกรณแตละกลุม จําเปนตองศึกษาขอมูลเพิ่มเติมของอุปกรณแตละชนิดกอน เพื่อความเขาใจ
ขั้นตอนการทํางาน และสามารถตอวงจรไดถูกตอง
อุปกรณที่นํามาตอกับภาคอินพุตของ PLC อุปกรณบางกลุมจะมีสัญญาณทั้ง
อินพุต/เอาตพุต เชน Inverter, Digital Signal, Controller, ตัวควบคุมอุณหภูมิ, เซนเซอรรุนพิเศษ
เปนตน จําเปนตองตอใชงานใหถูกตอง ซึ่งสามารถแนะนําไดในขั้นตนคือ ตอวงจรภาคเอาตพุตของ
อุปกรณนั้นๆ เขากับภาคอินพุต PLC
ภาคเอาตพตุ ของอุปกรณจะมีเอาตพตุ ใหเลือกใชงานหลายแบบ ซึง่ ภาคอินพุต PLC
มีวงจรภาคอินพุตอยูหลายแบบเชนกัน เพื่อรองรับอุปกรณอินพุตในแตละแบบใหเหมาะสม
- 16 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
• วงจรภาคอินพุต (Input Circuit PLC)
วงจรภาคอินพุตแบงออกเปน 2 ประเภทใหญๆ คือ
1) ดิจติ อลอินพุต (Digital Input)
2) อนาลอกอินพุต (Analog Input)
1) ดิจติ อลอินพุต (Digital Input Type)
ดิจติ อลอินพุต หมายถึง อินพุตที่รบั รูสัญญาณไดเพียงแค “ON” หรือ
“OFF” เทานั้น ตามโครงสรางจะมีดจิ ติ อลอินพุต 2 แบบคือ
1.1) วงจรอินพุตไฟตรง (DC Input)
1.2) วงจรอินพุตไฟสลับ (AC Input)
1.1) วงจรอินพุตไฟตรง (DC Input) จะใชอปุ กรณที่ทาํ งานดวย
แรงดันไฟฟากระแสตรงตัวอยางวงจรอินพุตไฟตรงแสดงดังรูปที่
1.13
รูปที่ 1.13 วงจรอินพุตแบบ DC
หมายเหตุ : คาความตานทาน R1 และ R2 ดูไดจากคูมือของ PLC รุนนั้นๆ
จากรูปที่ 1.13 ภาคอินพุตจะใชวงจรลดทอนแรงดันแลวขับออป
โตทรานซิสเตอร จากออปโตทรานซิสเตอรก็จะไปขับภาคอินพุตของ IC
เพื่อสงสัญญาณไปให CPU อีกทีหนึ่ง ซึ่งการใชอุปกรณประเภทออปโต
(Opto) ทําใหระบบ PLC สามารถแยกสัญญาณกราวด (Ground) ของภาค
อินพุตออกจากวงจรภายในได สําหรับวงจรภาคอินพุตดังรูปที่ 1.13
สามารถสรุปคุณสมบัติไดดังตารางที่ 1.2
- 17 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
ตารางที่ 1.2 ตัวอยางคุณสมบัติภาคอินพุต (DC)
แรงดันอินพุต
อินพุตอิมซีแดนซ
กระแสอินพุต
แรงดันอินพุตขณะทํางาน
เวลาตอบสนองอินพุต
คุณสมบัติ
24 VDC+10%/+15% (26.4V-18V)
2 kΩ
12 mA
“ON” 14.4 VDC min.
“OFF” 5.0 VDC max.
“ON Delay”: 8 mS max.
“OFF Delay”: 8 mS max.
สามารถปรับคาไดตั้งแต 1,2,4,8,16,32,64,128 mS โดยใชโหมด PC Setup
สําหรับวงจรภาคอินพุตดังรูปที่ 1.13 จะพบวา ภาคอินพุตของออปโต
ทรานซิส- เตอรมไี ดโอด (Diode) ตอสลับขั้วกันอยู เพื่อเวลาใชงาน
สามารถเลือกตอวงจรได 2 แบบ ดังรูปที่ 1.14
ก . การตออินพุตแบบ Source
ข. การตออินพุตแบบ Sink
รูปที่ 1.14 การตอวงจรอินพุตแบบ DC Source/Sink
- 18 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
1.2) วงจรอินพุตไฟสลับ (AC Input) ใชไฟสลับผานแรงดันทําใหไมมี
ปญหาเรื่องแรงดันตกครอมในสายมากเกินไปเหมือนวงจรอินพุต
ไฟตรงโดยที่ผานแรงดันอินพุตตั้งแต 100-220 VAC สําหรับ PLC
บางรุนก็จะแบงอินพุตแบบนี้ออกเปน 2 ยานคือ 100-120 และ 200240 VAC ลักษณะวงจรอินพุตแสดงดังรูปที่ 1.15
รูปที่ 1.15 วงจรอินพุตแบบ AC
คุณสมบัติของวงจรอินพุตไฟสลับทั้งแรงดันอินพุตระบบไฟ 110V หรือ
220V ดังแสดงตารางที่ 1.3
ตารางที่ 1.3 คุณสมบัตภิ าคอินพุต (AC)
คุณสมบัติ
แรงดันอินพุต
อินพุตอิมซีแดนซ
กระแสอินพุต
แรงดันอินพุตขณะทํางาน
เวลาตอบสนองอินพุต
100-120 VAC+10%/+15% 50/60Hz
200-240 VAC+10%/+15% 50/60Hz
2 kΩ (50Hz), 17 kΩ (60 Hz)
38 kΩ (50Hz), 32 kΩ (60 Hz)
5 mA (at 100 VAC)
“ON” 60 VAC min.
“OFF” 20 VAC max.
“ON Delay”: 35 mS max.
“OFF Delay”: 55 mS max.
6 mA (at 200 VAC)
“ON” 150 VAC min.
“OFF” 40 VAC max.
ลักษณะการตอวงจรใชงานสําหรับภาคอินพุตแบบ AC จะมีลกั ษณะการ
ตอดังรูปที่ 1.16
รูปที่ 1.16 การตอวงจรอินพุตแบบ AC
- 19 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
2) อนาลอกอินพุต (Analog Input Type)
อนาลอกอินพุตจัดเปนอินพุตที่สามารถรับสัญญาณที่บอกเปนปริมาณที่
เปลี่ยนแปลงคาไดเชน 0-10 VDC, ±10 VDC 1-5 V และ 4-20 mA ดังรูปที่ 1.17
ก. สัญญาณขนาด ±10 VDC
ข. สัญญาณขนาด 0-10 VDC
ค. สัญญาณขนาด 1-5 V (4-20 mA)
รูปที่ 1.17 สัญญาณแบบตางๆ ที่สง ใหอนาลอกอินพุต
- 20 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
สัญญาณอนาลอกทั้ง 3 แบบ จัดเปนขนาดสัญญาณมาตรฐานที่กาํ หนดไวใช
ในอุตสาหกรรม ดังนั้นอุปกรณที่มภี าคเอาตพตุ เปนแบบอนาลอกเชน อนาลอก
เซนเซอร,
ภาคอนาลอกเอาตพตุ ของ Digital Signal Controller,
Temperature Controller เปนตน ก็จะมีขนาดของสัญญาณตามมาตรฐานเชนกัน
ซึง่ ตัวอุปกรณอาจจะมีเอาตพตุ แบบใดแบบหนึ่งหรือทั้ง 3 แบบเลยก็ได ดังนัน้ ภาค
อนาลอกอินพุตของ PLC ก็ตองสามารถเลือกตรวจสอบไดทั้ง 3แบบเชนกัน
หลักการทํางานของอนาลอกอินพุตของ PLC นําคาที่วดั ไดแปลงเปนสัญญาณ
ดิจติ อล สามารถแสดงไดดังไดอะแกรมรูปที่ 1.18
รูปที่ 1.18 ไดอะแกรมการสงขอมูลอนาลอกให PLC
อุปกรณที่วดั คาออกมาเปนปริมาณอนาลอกสวนมากเปนการวัดระยะทาง,
วัดความเร็ว, วัดอุณหภูม,ิ วัดปริมาณแสง, วัดความดันเปนตน แลวแปลงคาเปน
สัญญาณทางไฟฟาออกมา ดังนั้นเวลาที่อุปกรณเหลานี้วดั คาออกมาเปนอนาลอก
คาใดๆ ผูใ ชจาํ เปนตองทําตารางเปรียบเทียบคาดวย เพือ่ ที่จะกําหนดขนาดขอมูล
ใหกับ PLC ใหควบคุมตามที่ตองการ วงจรภาคอินพุตแบบอนาลอกของ PLC จะมี
ลักษณะวงจรตามรูปที่ 1.19
รูปที่ 1.19 วงจรอนาลอกอินพุตของ PLC
- 21 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
1.5.4 ภาคเอาตพุต (Output Unit)
ภาคเอาตพตุ ของ PLC ทําหนาที่สงสัญญาณออกไปขับโหลดชนิดตางๆ
ตามเงื่อนไขทีไ่ ดโปรแกรมเอาไว ชนิดของโหลดที่สามารถนํามาตอกับภาคเอาตพตุ สามารถแยก
ออกเปนกลุมไดดงั นี้
รูปที่ 1.20 กลุมอุปกรณที่ตอกับภาคเอาตพตุ PLC
จากรูปที่ 1.20 กลุมอุปกรณตางๆ ที่ตอกับภาคเอาตพุต PLC นั้น ในแตละกลุมก็จะ
ควบคุมลักษณะของงานแตกตางกันไปตามคุณสมบัติของอุปกรณนนั้ ๆ การตอวงจรเขาภาคเอาตพุต
PLC จะมีมาตรฐานทางอุตสาหกรรมกํากับอยูเชนกัน จึงทําใหผใู ชไมตองใชอปุ กรณเสริมมาก
เพียงแตดรู ายละเอียดการตอใหเขาใจก็เพียงพอแลว
- 22 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
ชนิดเอาตพตุ ของ PLC จะมีใหเลือกใชอยู 2 ลักษณะเชนเดียวกับภาคอินพุตคือ
1) ดิจติ อลเอาตพตุ (Digital Output)
2) อนาลอกเอาตพุต (Analog Output)
1) ดิจติ อลเอาตพตุ (Digital Output)
อุปกรณที่สามารถสั่งการทํางานไดเพียง “ON” หรือ “OFF” จัดวาเปนการ
ควบคุมแบบดิจิตอลเอาตพตุ โดยมีชนิดของเอาตพตุ ใหเลือกใช 3 แบบคือ
1-1) เอาตพตุ ชนิด “Relay Contact Output”
1-2) เอาตพตุ ชนิด “Transistor Output”
1-3) เอาตพตุ ชนิด “Solid State Relay: SSR Output”
1-1) เอาตพุตชนิดรีเลย “Relay Contact Output” เอาตพุตชนิดรีเลยสามารถ
นําเอาตพตุ ไปขับโหลด ACหรือ DC ก็ได ลักษณะวงจรดังรูปที่ 1.21
รูปที่ 1.21 วงจรเอาตพตุ แบบรีเลย
การเปด/ปดหนาสัมผัสของรีเลยจะอาศัยหลักการทํางานของสนามแมเหล็ก
ดังนั้นเวลาที่นาํ หนาสัมผัสรีเลยไปใชงานจึงเปรียบไดเสมือนสวิตชควบคุมแบบ
NO หรือ NC จึงสามารถที่จะใชหนาสัมผัสไปควบคุมโหลดไดทงั้ ชนิด AC
หรือ DC ซึ่งขอพิจารณาในการเลือกใชตอ งพิจารณาความสามารถทนกระแสและ
แรงดันไดสูงสุดเทาไร ปกติแลวภาคเอาตพตุ ของ PLC ที่ เลือกเปนชนิดรีเลย
เอาตพุตทนกระแสใชงานตามปกติได 2A จึงไมเหมาะที่จะนําไปขับโหลด AC
หรือ DC ที่มกี ระแสสูงกวา 2A คุณสมบัติตางๆ ของภาคเอาตพุตชนิดรีเลย แสดง
ไวในตารางที่ 1.4
กรณีโหลดทีใ่ ชงานมีกระแสกระชากสูงกวา 2A มากๆ ไมควรใชเอาตพุตรีเลย
ตอกับโหลดนัน้ ๆ โดยตรง ควรตอผานรีเลยบัพเฟอรที่สามารถทนกระแสไดดีกวา
- 23 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
ตารางที่ 1.4 คุณสมบัตภิ าคเอาตพตุ ชนิดรีเลย
รายละเอียด
อัตราทนการทํางานสูงสุด (Max. switching capacity)
คุณสมบัติ
2 A/250 VAC (COSφ = 1)
2 A/24 VDC
อัตราทนการทํางานต่ําสุด (Min. switching capacity)
10 mA/5 VDC
Resistance Load 300,000 ครั้ง
ระบบไฟฟา
อายุการใชงาน
Inductive Load 100,000 ครั้ง
(Relay Service Life) ระบบกลไก (Mechanical)
10 ลานครั้ง
Switching Rate
30 ครั้งตอนาที
เวลาตอบสนอง
OFF Delay
15 mS (max)
ON Delay
15 mS (max)
อายุการใชงานจะขึ้นอยูกับขนาดโหลดทีใ่ ชตอกับเอาตพตุ ชนิดรีเลยไป
ควบคุม จากตารางโหลดที่เปนขดลวด (Inductive Load) จะทําใหอายุการใชงาน
รีเลยสนั้ กวาโหลดจําพวกหลอดไฟถึง 3 เทา สวนในเรื่องเวลาตอบสนองตาม
คุณสมบัตภิ าคเอาตพตุ แบบรีเลย จะตอบสนองคําสั่งชาที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับ
ภาคเอาตพตุ แบบอื่นๆ
พิกดั การเปด/ปดวงจร(Switching Rate)
นอกจากอายุการใชงานของเอาตพตุ แบบรีเลยจะขึ้นอยูกบั ขนาดของโหลดแลว
ความถี่ในการเปด/ปดวงจรโหลดเปนพิกัดอีกตัวหนึ่งที่สง ผลตออายุการใชงาน โดยปกติแลวไมควร
เปด/ปดวงจรโหลดเกินกวา 30 ครั้งตอนาที ถาจําเปนตองเปด/ปดวงจรบอยครั้ง ควรใชเอาตพุต
ทรานซิสเตอรจะเหมาะสมกวา
วงจรปองกันหนาคอนแทค
ในการใชงานเอาตพตุ รีเลยใหมอี ายุการใชงานที่ยาวนานขึ้นควรตอวงจรปองกัน
หนาคอนแทคเขากับรีเลย เพือ่ ลด Noise และปองกันการสรางกรด Nitric และ Carbide ซึง่ จะเกิดขึ้น
ขณะที่หนาคอนแทคเปดวงจร การใชวงจรปองกันจะชวยลดผลกระทบดังกลาวได ตารางขางลาง
แสดงตัวอยางการตอวงจรปองกัน เวลาเราใชเอาตพตุ รีเลยตัด/ตอโหลดประเภท Inductive เชน
Solenoid valve จะทําใหเกิดการอารค (Are) ขึน้ ที่หนาคอนแทค ถาสภาพแวดลอมมีความชื้นสูงจะ
สงผลทําใหเกิดกรด Nitric ซึ่งจะทําใหรเี ลยทํางานผิดปกติได ดังนัน้ ควรใชอปุ กรณลด Surge เพื่อ
ลดปญหาดังกลาว
- 24 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
• ตัวอยาง Surge Suppressors
Diode +
Zener diode type
Diode type
CR type
ตัวอยางวงจร
ไฟที่ใชได
คุณลักษณะ
การเลือกอุปกรณ
AC DC
*
OK อิมพีแดนซของโหลดตองนอย คา C และ R ที่เหมาะสมคือ C
(OK)
กวาวงจร RC เมื่อใชรเี ลยกับ = 0.1-0.5 uF ตอกระแส
Switching 1A และ R=0.5-1
แรงดันไฟ AC
โอมห ตอแรงดัน Switching
OK OK เวลาในการตัดวงจรจะชาลงถา 1V อยางไรก็ตามคานี้อาจไม
เปนคาคงที่เหมาะสมเสมอไป
โหลดเปน Inductive เชน
Solenoid Valve วงจรนี้จะใช ทั้งนี้ขึ้นอยูกับโหลดและ
งานไดผลดีถา ตอครอมโหลด คุณสมบัตขิ องรีเลย การเลือก
C ควรใหมีคา dielectric
เมื่อใชแรงดันเปน 24-48 V
และตอครอมหนาคอนแทค ถา strength 200-300 V ถาใชกับ
แรงดันไฟ AC และเปน
แรงดันเปน 100-240 V
Capacitor ชนิด AC
NG OK พลังงานสะสมอยูที่ Coil ของ ควรใช Diode ที่มี Reverse
โหลด Inductive จะสรางเปน breakdown voltage เปน 10
กระแสไฟฟาไหลผาน Diode เทาของแรงดันใชงาน
ที่ตอ ครอมอยูกับ Coil นั้น
วงจรนี้จะมีผลทําใหเวลาการ
ตัดวงจรนานกวาแบบ RC
Breakdown voltage ของ
NG OK วงจรนี้จะทํางานดีกวาแบบ
Diode ในงานบางประเภทแต Zener diode ควรเทากับ
แรงดันใชงาน
เวลาตัดวงจรจะนานมาก
Varistor type
OK
OK วงจรนี้จะปองกันแรงดันสูงที่
เกิดขึ้นที่หนาคอนแทคเนื่อง
จาก Varistor มีคุณสมบัติรักษา
แรงดันใหคงที่ วงจรนี้จะใช
งานไดผลดีถา ตอครอมโหลด
เมื่อใชแรงดันเปน 24-48 V
และตอครอมหนาคอนแทคถา
แรงดันเปน100-240 V
- 25 -
Cutoff voltage (Vc) ตอง
เปนไปตามเงื่อนไขตอไปนี้
Contact dielectric strength >
Vc > Supply voltage (กรณี
ไฟ AC ใหคูณ 2 ของคาที่ได)
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
โหลดความตานทานและโหลดอินดักทีฟ
ความสามารถในการเปด/ปด (Switching power) ของโหลด Inductive จะต่ํากวา
โหลดความตานทาน เนื่องจากมีพลังงานแมเหล็กไฟฟาสะสมในคอลยของโหลดอินดักทีฟ ตาราง
ขางลางแสดงกระแสกระชาก (Inrush) ที่เกิดจากโหลดประเภทตาง ๆ
โหลด AC กับ Inrush Current
ประเภทโหลด
อัตรากระแสกระชากตอ
กระแสไฟในภาวะปกติ
Solenoid
ประมาณ 10
Incandescent
bulb
ประมาณ 10 - 15
Motor
ประมาณ 5 - 10
Relay
ประมาณ 2 - 3
Capacitor
ประมาณ 20 - 50
Resistive load
1
รูปคลื่น
1-2) เอาตพุตชนิดทรานซิสเตอร (Transistor Output) เอาตพุตแบบ
ทรานซิสเตอร มีใหเลือกใชอยู 2 ประเภทคือ
• เอาตพตุ ทรานซิสเตอรแบบ NPN
• เอาตพตุ ทรานซิสเตอรแบบ PNP
• เอาตพุตทรานซิสเตอรแบบ NPN มีลักษณะวงจรดังรูปที่ 1.22
รูปที่ 1.22 วงจรภายในเอาตพตุ ทรานซิสเตอรแบบ NPN
- 26 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
จากวงจรภายในจะใชออปโตทรานซิสเตอรผลิตสัญญาณขับทรานซิสเตอรQ1 โดย
Q1 จะทําหนาที่ขับโหลดอีกที วงจรลักษณะนี้ทําใหวงจรภายในแยกสัญญาณกราวนดออกจากวงจร
ภาคเอาตพตุ ไดสว นลักษณะการตอวงจรใชงานนั้นสามารถตอใชงานขับโหลดไดเฉพาะ DC เทานั้น
ดังรูปที่ 1.23
รูปที่ 1.23 การตอใชงานเอาตพตุ ทรานซิสเตอรแบบ NPN
การตอขับโหลดดังรูปที่ 1.23 เปนการตอแบบซิงค (Sink type) คือดึงกระแสเขาสู
ภาคเอาตพุต ดังนั้นทรานซิสเตอรตองทนกระแสซิงคได เพื่อปองกันไมใหทรานซิสเตอรพังที่ขา
อิมิเตอร Q1 เขียนวา COM (COMMON) เนื่องจากวาเวลานําภาคเอาตพตุ แบบนี้ไปใชงานจริงจะมี
วงจรลักษณะนี้ตอ อยูหลายชุดเชน 8, 16, 32 ชุดเปนตน วงจรใชงานจริงก็จะตอขาอิมิเตอรรวมกัน
แลวดึงออกมาเปนขาที่เขียนวา “COM” นัน่ เองและที่ขวั้ +V ก็ตอรวมเชนกัน
คุณสมบัติสวนตางๆ ของภาคเอาตพตุ ทรานซิสเตอรแบบ NPN นี้ สามารถดูราย
ละเอียดไดดงั ตารางที่ 1.4
ตารางที่ 1.4 คุณสมบัตภิ าคเอาตพตุ ทรานซิสเตอรแบบ NPN
รายละเอียด
แหลงจายไฟ +V
อัตราทนการทํางานสูงสุด
(Max. switching capacity)
กระแสรั่วไหล (Leakage Current)
แรงดันไฟฟา (Residual Voltage)
เวลาตอบสนอง
OFF Delay
ON Delay
คุณสมบัติ
5-24 VDC (40mA min) ±10%
(2.5 mA X จํานวนบิตที่ “ON”)
50 mA ที่แรงดัน 4.5 V - 300 mA ทีแ่ รงดัน 26.4 V
0.1 mA (สูงสุด)
0.8 VDC (สูงสุด)
0.1 mS (สูงสุด)
0.4 mS (สูงสุด)
- 27 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
อัตราทนการทํางานสูงสุด (Max. Switching Capacity)
จัดเปนตัวแปรที่ตองคํานึงถึงเวลานําไปใชงาน เพราะวาภาคเอาตพุต PLC เวลาที่
ผลิตออกมาใชงาน จะมีวงจรทรานซิสเตอรมากกวา 1 ชุดเสมอ เชน 8, 16 ชุด ทําใหตองพิจารณา
กระแสที่สามารถจะขับโหลดไดพรอมกันทุกชุดของเอาตพตุ ดวย ดังรูปที่ 1.24
ก. กระแสขับโหลดตอเอาตพตุ 1 ชุด
ข. กระแสขับโหลดที่เอาตพุต 16 ชุด
รูปที่ 1.24 กราฟกระแส (IC) ขับโหลด
จากกราฟจะพบวาถาขับโหลดทีละชุดไมพรอมกัน สามารถที่จะขับโหลดไดถึง
300 mA ที่แรงดัน 24 VDC ได แตเมื่อขับโหลดพรอมกันทั้งหมด 16 ชุด ก็จะทําใหจายกระแส (IC)
ไดเพียง 4.8 mA ตอ 1 โหลด ดังนั้นเวลาใชภาคเอาตพตุ แบบทรานซิสเตอร ถึงแมวาสามารถตอบ
สนองโหลดไดเร็วกวารีเลยแตมีขอจํากัดในเรื่องกระแส สวนใหญจะใชภาคเอาตพตุ ทรานซิสเตอร
ขับโหลดวงจรอิเล็กทรอนิคสแบบตางๆ เชน 7-Seg Display, Digital Controller, Servo Driver เปน
ตน
• ภาคเอาตพุตทรานซิสเตอรแบบ PNP มีลักษณะวงจรดังรูปที่ 1.25
รูปที่ 1.25 วงจรภายในเอาตพตุ ทรานซิสเตอรแบบ PNP
- 28 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
ลักษณะวงจรคลายวงจรของเอาตพตุ ทรานซิสเตอรแบบ NPN เพียงแตเปลี่ยนวงจร
สวน Q1 เทานั้น ลักษณะการตอวงจรสามารถตอไดดังรูปที่ 1.26
รูปที่ 1.26 การตอใชงานเอาตพตุ ทรานซิสเตอรแบบ PNP
ตอวงจรโดยขั้วที่เขียนวา COM ของภาคเอาตพุต ใหตอไฟบวก (+V) ขา 0V ตอกับ
ไฟ 0V และขา OUT ตอกับโหลด
การตอวงจรลักษณะแบบนี้เปนการตอแบบซอรส (Source type) โดยที่
ทรานซิสเตอร Q1 ตองทนกระแสที่จะจายใหโหลดได เราอาจจะเรียกวา กระแสซอรส (I source)
คุณสมบัตขิ องวงจรเอาตพตุ แบบนี้แสดงไวดังตารางที่ 1.6
ตารางที่ 1.6 คุณสมบัตภิ าคเอาตพตุ ทรานซิสเตอรแบบ PNP
รายละเอียด
แหลงจายไฟขา +V (COM)
คุณสมบัติ
5-24 VDC (60mA min) ±10%
(3.5 mA X จํานวนบิตที่ “ON”)
50 mA ทีแ่ รงดัน 4.5 V - 300 mA
ทีแ่ รงดัน 26.4 V
0.1 mA (สูงสุด)
0.8 V (สูงสุด)
0.1 mS (สูงสุด)
0.4 mS (สูงสุด)
อัตราทนการทํางานสูงสุด
(Max. switching capacity)
กระแสรั่วไหล (Leakage Current)
แรงดันไฟฟา (Residual Voltage)
OFF Delay
เวลาตอบสนอง
ON Delay
ภาคเอาตพุตทรานซิสเตอรแบบ PNP จะมีคุณสมบัติในเรื่องอัตราทนการทํางาน
สูงสุด (Max switching capacity) เหมือนกับภาคเอาตพุตทรานซิสเตอรแบบ NPN ซึ่งดูไดจากรูปที่
1.24 เชนกัน
- 29 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
1-3) เอาตพุตชนิดโซลิตสเตรทรีเลย (Solid State Relay: SSR) เอาตพุตประเภทนี้
จะนํามาใชควบคุมโหลด AC ที่ตองการควบคุมความเร็วในการตอบสนองที่ดีกวาใชเอาตพุตแบบ
รีเลย อุปกรณภาคเอาตพตุ ที่ใชจะใชไตรแอดเปนสวิตชควบคุมโหลด ลักษณะวงจรเอาตพุตแบบ
SSR นี้ แสดงไวดงั รูปที่ 1.27
รูปที่ 1.27 วงจรภายในเอาตพตุ โซลิตสเตรทรีเลย
คุณสมบัติของไตรแอดจะทําใหสามารถควบคุมโหลด AC ไดทั้งซีกบวกและซีก
ลบของรูปคลื่นไซน (Sine wave) สวนวงจรทริกเกอรทําหนาที่กระตุนไตรแอดใหทํางานสอดคลอง
กับรูปคลื่นไซน อยางนอยก็เปนการปองกันไตรแอดไดระดับหนึ่ง การตอวงจรเอาตพุตแบบ SSR
สามารถตอใชงานไดดงั รูปที่ 1.28
รูปที่ 1.28 การตอใชงานเอาตพุต SSR
ลักษณะการตอวงจรโหลดกับภาคเอาตพุต SSR จะตอในลักษณะอนุกรมกันโดย
ขาขางหนึ่งของโหลดตอกับขา OUT อีกขางตอเขากับแหลงจายไฟสลับ สวนขาอีกขางหนึ่งคือขา
COM นําไปตอกับขั้วแหลงจายไฟสลับอีกขาง คุณสมบัติของเอาตพุต SSR ดูไดจากตารางที่ 1.7
- 30 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
ตารางที่ 1.7 คุณสมบัตภิ าคเอาตพตุ แบบโซลิตสเตรทรีเลย (SSR)
รายละเอียด
อัตราทนการทํางานสูงสุด
(Max. switching capacity)
กระแสรั่วไหล (Leakage Current)
คุณสมบัติ
100-240 VAC (0.4A)
1 mA (สูงสุด) ที่ 100 VAC
2 mA (สูงสุด) ที่ 200 VAC
1.5 V (สูงสุด) (0.4A)
6 mS (สูงสุด)
½ cycle + 5 mS (สูงสุด)
แรงดันไฟฟา (Residual Voltage)
เวลาตอบสนอง
OFF Delay
ON Delay
• อนาลอกเอาตพุต (Analog Output)
ภาคเอาตพตุ ของ PLC แบบอนาลอกเปนการเพิ่มความสามารถให PLC สง
สัญญาณควบคุมเชิงปริมาณได คาที่จะสงออกไปก็จดั เปนคาสัญญาณมาตรฐานเหมือนภาคอินพุต
แบบอนาลอกคือ สัญญาณ 0-10 VDC, ±10 VDC และ 1-5 V (4-20mA) ลักษณะกราฟภาคเอาตพตุ
ที่จะสงสัญญาณออกไปเหมือนกับกราฟอนาลอกอินพุตดังรูปที่ 1.17 การสงสัญญาณของอนาลอก
เอาตพตุ จะสงสัญญาณ 2 แบบคือ แรงดันและกระแส การตอสายสัญญาณเพื่อเลือกสัญญาณเปน
กระแสหรือแรงดันของภาคเอาตพตุ อนาลอกจะมีสัญญาณกํากับขัว้ ไว สามารถแยกการตอได
2 ลักษณะดังรูปที่ 1.29
ก. สงสัญญาณแบบแรงดัน (Voltage Output)
ข. สงสัญญาณแบบกระแส (Current Output)
รูปที่ 1.29 สงสัญญาณแบบกระแส/แรงดันของอนาลอกเอาตพุต
- 31 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
วิธีการสังเกตขั้วตอสายของอนาลอกเอาตพุต จะมีสัญลักษณแยกไววาเปนของ
อนาลอกเอาตพตุ ชนิดใด ดังรูปที่ 1.30
หมายเหตุ : ตั้งแตขั้ว A4-A8/B4-B8 วาง
รูปที่ 1.30 ตําแหนงขั้วอนาลอกเอาตพุต
1.5.5 ภาคแหลงจายพลังงาน (Power Supply Unit)
ภาคแหลงจายพลังงาน จะทําหนาที่จายพลังงานใหกับอุปกรณภายใน PLC ไดแก
อุปกรณไอซี, ไฟเลี้ยงวงจรกําหนดการทํางานแบบตางๆ เปนตน นอกจากนี้ยังจายพลังงานเลี้ยง
วงจรที่จะนํามาตอกับ PLC ทั้งภาคอินพุต/เอาตพุต ไดอะแกรมของแหลงจายพลังงานเขียน
ไดอะแกรมไดดงั รูปที่ 1.31
รูปที่ 1.31 ไดอะแกรมภาคแหลงจายไฟ PLC
- 32 -
บทที่ 1 แนะนําใหรูจัก PLC
PNSPO
แหลงจายพลังงานของ PLC จะแบงออกเปน 2 ชุด ชุดหนึ่งสําหรับอุปกรณและวงจรภายใน
แตละโมดูลตางๆ ของ PLC อีกชุดหนึ่งเปนตัวจายพลังงาน (Service Unit 24VDC) 24VDC สําหรับ
การตอวงจรภาคอินพุตหรือเอาตพุตก็ได โดยปกติแลวชุดบริการ 24VDC ชุดนี้จะจายกระแสได
คอนขางต่ํา ไมเหมาะสําหรับนําไปจายโหลดที่ดึงกระแสสูง สวนมากจะนําไปตอใชงานเฉพาะวงจร
ภาคอินพุต PLC เทานั้น แตถาจะนําไปตอสําหรับทดสอบเครื่อง PLC หรือชุดฝกทดลอง ก็ไม
จําเปนตองใชแหลงจายภายนอกเพิ่ม ยกตัวอยางเชน ชุดฝกทดลอง PLC ของออมรอน เปนตน
สําหรับการใชงานจริง แหลงจายจะถูกออกแบบมา 2 ลักษณะ ตามโครงสรางภายนอก PLC
คือ แหลงจายชนิดที่รวมอยูในตัว PLC เลย เชน CP1L จะมีชุดจายพลังงานในตัวเพียงแคปอนไฟ
ใหกับ CP1L มันจะจัดสรรพลังงานใหกับอุปกรณตางๆ บนตัว PLC อีกชนิดหนึ่งจะแยกออกมาเปน
โมดูล (Module) ลักษณะดังรูปที่ 1.32
รูปที่ 1.32 แหลงจายไฟชนิดโมดูล
โดยปกติแลวแหลงจายพลังงานที่ผลิตออกมาสําหรับขายทัว่ โลก จะออกแบบใหใชระบบ
ไฟไดหลายแบบ เพื่อที่จะทําให PLC ใชควบคุมระบบไฟฟาไดหลายแบบนั่นเอง คุณสมบัติของ
แหลงจายไฟของ PLC จะมีคณ
ุ สมบัติดังนี้
แหลงจายไฟ: 100-240 VAC 50/60 Hz หรือ 24 VDC
ชุดบริการ 24 VDC: 24 V (0.5A)
สวนการเลือกขนาดวัตตจะคํานวณจากโมดูลตางๆ ของ PLC ที่ใชงานซึง่ ผูผลิตไดออกแบบ
เผื่อไวใหเรียบรอยแลว
- 33 -
บทที่ 2
การติดตั้งและออกแบบระบบ
กอนที่จะเริ่มตนเขียนโปรแกรมกันคงหนีไมพน การติดตัง้ ระบบ PLC ในบทนี้จะแนะนํา
วิธีการและขอควรระวังตางๆ ในการติดตัง้ ระบบ PLC ที่ถูกตองเพื่อใหระบบมีเสถียรภาพในการ
ทํางานและยืดอายุการใชงาน นอกจากนั้นจะกลาวถึงขั้นตอนการออกแบบระบบควบคุมอีกดวย
2.1 การติดตั้ง PLC
ผูติดตั้งควรอานคูมอื ของ PLC แตละรุนเพือ่ การติดตั้งที่ถูกตอง ในหนังสือเลมนี้จะกลาวถึง
หลักการทั่วๆ ไปที่ควรระวัง โดยยกตัวอยาง PLC รุน CP1 เปนอุปกรณอางอิง
2.1.1 สภาพแวดลอมในการติดตัง้
ไมควรติดตั้ง PLC ในสภาวะแวดลอมดังตอไปนี้
ไมควรติดตั้ง PLC ในสถานที่ที่มีอุณหภูมแิ ละความชืน้ เกินกวาคาพิกดั ที่
กําหนดไว
หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุนมากและมีกรดเกลือ หรือสารเคมี เชน คอลไลด
ไมควรติดตั้งใกลสายสงไฟกําลังและบริเวณที่มสี นามไฟฟาและคลื่นวิทยุที่มี
กําลังแรง เชน อินเวอรเตอร เปนตน
ไมควรติดตั้ง PLC ในลักษณะตามรูปที่ 2.1
-34-
PNSPO!!
!
บทที่ 2 การติดตั้งและออกแบบระบบ
รูปที่ 2.1 แสดงทิศทางในการติดตั้งที่ไมถกู ตอง
2.1.2 การติดตั้งในตูค วบคุม
ควรจัดใหมกี ารไหลเวียนของอากาศที่เพียงพอในการระบายความรอน และอยา
ติดตั้งอุปกรณที่กําเนิดความรอนใกล PLC (เชน Heater และ Transformer) ถาอุณหภูมิแวดลอมสูง
กวา 55oC ควรติดตั้งพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศเพือ่ ระบายความรอน ดังแสดงตัวอยางในรูป
ขางลางนี้
-35-
PNSPO!!
!
บทที่ 2 การติดตั้งและออกแบบระบบ
2.1.3 การลดปญหาจาก Noise และกระแส Spike
2.1.3.1 Noise จากอุปกรณแรงดันสูง
ควรหลีกเลี่ยงการติดตั้ง PLC ในตูควบคุมที่มีอุปกรณแรงดันสูงติดตั้งอยู
และพยายามรักษาระยะหางของ PLC จากสายสงกําลังอยางนอย 200 มม.
2.1.3.2 กระแสสไปก (Spike) จากเครื่องเชื่อมไฟฟา
สไปก (Spike) คือ แรงดันหรือกระแสไฟฟาที่สูงอยางมหาศาลและเกิดขึ้น
อยางเฉียบพลัน ซึง่ อาจเกิดจากฟาผา แตมอี ปุ กรณชนิดหนึ่งที่สามารถสรางความเสียหายใหอปุ กรณ
ควบคุมอีเล็กทรอนิกส เชน พีแอลซีและเซนเซอร อุปกรณนนั้ ก็คือ เครื่องเชื่อมไฟฟา
โดยปกติอุปกรณควบคุมอิเล็กทรอนิกสจะตอกราวดเขากับโครงของ
เครื่องจักรหรือตูควบคุม เมื่อเราใชเครื่องเชื่อมไฟฟากับสวนที่เปนโลหะซึ่งเปนทางเดินของระบบ
กราวดนี้อาจทําใหกระแสสไปก (Spike current) ที่เกิดจากเครื่องเชื่อมไหลผานโลหะตางๆ เหลานี้
เขาสูอปุ กรณควบคุมอิเล็กทรอนิกสซึ่งสงผลใหอุปกรณดงั กลาวเสียหายได
บอยครั้งที่เราพบวา
PLC เกิดความเสียหายจากกรณีดังกลาว เพราะมีพนักงานบางทานใชเชื่อมไฟฟาทีห่ นางาน แตอาจ
ไมเกิดขึ้นทุกครั้งเสมอไป เพราะอาจมีปจจัยอื่นมาเกีย่ วของดวย เชนกระแสสไปกอาจไหลสูกราวด
กอนมาถึงอุปกรณควบคุมอีเล็กทรอนิกส
-36-
PNSPO!!
!
บทที่ 2 การติดตั้งและออกแบบระบบ
วิธกี ารลดปญหาดังกลาว อาจทําไดโดย
- ถอดระบบกราวดของ PLC หรืออุปกรณควบคุมเปนการชั่วคราว หรือ
ติดตั้งตูควบคุมหลังจากติดตัง้ อุปกรณทางกลและเครื่องจักรแลว
- ควรหลีกเลีย่ งการเชื่อมใกลอุปกรณควบคุมและพยายามวางสายกราวด
ของเครื่องเชื่อมใหใกลจุดเชือ่ มใหมากที่สดุ และยึดใหแนน เพื่อใหกระแสสไปกกลับสูกราวดได
สะดวก
2.1.3.3 Noise จาก AC Drive
Noise จาก AC Drive จะกอใหเกิดสัญญาณรบกวนความถี่วิทยุ Radio
Frequency Interference (RFI) ในชวง 0.5 MHz ถึง 1.7 MHz และสราง Electromagnetic
Interference Frequencies (EMI) ในชวง 1.7 MHz ถึง 30 MHz ความถี่สูงเหลานี้เกิดจากการทํางาน
ของชุด PWM ซึง่ เกิดจากการลัดวงจรชั่วขณะของ IGBT นอกจากนั้น EMI ยังเกิดไดจาก
Harmonics ซึ่งเกิดขึ้นจาก “Reflected wave” ที่มเี หตุมาจาก Capacitive ของสายมอเตอรทยี่ าวและมี
ผลตออิมพีแดนซที่ไมสอดคลองกันของสายมอเตอรกับขดลวดมอเตอร รวมๆ แลวเราเรียก EMI/
RFI นี้วา Electrical Noise
Noise ที่เกิดขึน้ อาจยอนกลับจาก AC Drive สูแหลงจายไฟ (Power line)
และสงผลกระทบกับอุปกรณอื่นๆ เชน พีแอลซีและเซนเซอร เปนตน
EMI/RFI จะแพรกระจายไปตามตัวมอเตอรสูสายมอเตอรและอาจกระจาย
สูกราวด จากนั้น EMI/RFI จะพยายามแผกระจายกลับไปยังแหลงจายไฟตนกําลังทีจ่ ายให AC
Drive หรือ Inverter ซึง่ เสนทางการยอนกลับนี้อาจผานทางระบบกราวดเขาไปถึงจุดตอ WYE ที่
ขดลวดทุตยิ ภูมิของหมอแปลง ดังแสดงไดในรูป
-37-
PNSPO!!
!
บทที่ 2 การติดตั้งและออกแบบระบบ
เสนทางการไหลกลับเขาสูแหลงจายไฟกําลังของ EMI/RFI ตามทอรอยสายและ
อุปกรณตา งๆ ของระบบกราวด ทําใหเกิด “Voltage Gradient” ซึ่งสงผลกระทบกับอุปกรณควบคุม
ตางๆ โดยเราจะเห็นไดวาการกราวดของระบบอาจประกอบดวยมอเตอร โครงตูตางๆ ทอรอยสาย
เหล็กโครงสราง เชน I-beam ทอน้ํา ดังนั้น EMI/RFI และ “Voltage Gradient” ทีเ่ กิดขึน้ จะแพร
กระจายไปตามอุปกรณตา งๆ เหลานั้น ทําใหเกิดปญหากับอุปกรณควบคุมตางๆ ที่อยูตามเสนทาง
ของมัน
การลดผลกระทบของ Noise
จากที่ไดกลาวมาขางตน Noise จะแพรกระจายไปทั่วกับอุปกรณทเี่ ปนโลหะของ
ระบบกราวด ซึง่ การแกไขปญหาทําไดคอนขางยาก เราขอแนะนําวิธกี ารลดปญหาของ Noise ทีเ่ กิด
จาก Inverter ดังนี้
1. การใช Noise Filter
การใส Noise Filter ที่ดา นอินพุตของ Inverter จะชวยลดผลกระทบของ Noise
ที่จะถูกสงยอนกลับไปที่แหลงจายไฟ แตควรเลือก Noise Filter ที่ออกแบบหรือขนาดที่เหมาะสม
กับ Inverter นัน้ ๆ ดังแสดงไดในรูป
นอกจากนั้นเรายังสามารถลด Noise ที่เกิดขึ้นจาก “Reflecter Waves” จากมอเตอร
โดยการใส Noise Filter ที่ดานเอาตพตุ ของ Inverter ถาจําเปน ดังแสดงไดในรูป แตในกรณีจะใช
เมื่อสายมอเตอรมคี วามยาวมาก
-38-
PNSPO!!
!
บทที่ 2 การติดตั้งและออกแบบระบบ
2. การลดความถี่ Carrier Frequency
ใน Inverter จะมีชุด PWM ทําหนาที่ควบคุม IGBT เพื่อจายไฟใหมอเตอร ซึ่ง
เราสามารถปรับเปลี่ยนความถี่ของชุด PWM ไดและเรียกความถี่นวี้ า Carrier Frequency การลด
ความถี่นี้ลงอาจชวยลด Noise ที่เกิดขึ้นได
3. การแกปญหาของสายสัญญาณ
การลด Noise ของสายสัญญาณ (Signal Circuit) อาจทําไดโดยใชสาย
Shielded และ Ferrite core ที่ปลายทั้งสองดาน โดยปกติจะกราวด Shielded เขากับแหลงจายไฟ
สัญญาณเพียงดานเดียว นอกจากนัน้ เราควรแยกสายสัญญาณออกจากสายสงกําลังและกราวดทเี่ ปน
เสนทางเดินของ Noise
2.1.4 การเดินสายสําหรับแหลงจายไฟ
- AC Power Supply
ในกรณีที่ระบบ PLC ที่ใชงานตองการแหลงจายไฟ AC ควรติดตั้ง Isolated
Transformer หรือ Noise Filter เพิ่มเติมที่ดานอินพุตของแหลงจายไฟ ดังแสดงในรูปที่ 2.2
เนื่องจาก Transformer มีหลักการทํางานดวยการเหนีย่ วนําสนามแมเหล็กไฟฟาที่เกิดจากขดลวด
ดาน Primary และสรางใหเกิดแรงดันไฟฟาขึ้นที่ดาน Secondary โดยไมมกี ารตอถึงกันทางไฟฟา
ดวยหลักการนีเ้ มื่อเกิดการกระชากของแรงดันหรือกระแสไฟฟาที่ดาน Primary จะสงผลกระทบไป
ยังดาน Secondary นอยกวาการตอถึงกันโดยตรง เนือ่ งจากแกนเหล็กของ Transformer เกิดการ
อิม่ ตัว
รูปที่ 2.2 แสดงการติดตั้งแหลงจายไฟ AC
-39-
PNSPO!!
!
บทที่ 2 การติดตั้งและออกแบบระบบ
- DC Power Supply
ในกรณีที่ระบบ PLC ที่ใชงานตองการแหลงจายไฟ DC ซึง่ สวนใหญแลวจะใช
ไฟ 24VDC ดังนั้นจึงใช Switching Power Supply เพื่อจายไฟใหกับ PLC เราไมขอแนะนําใหใช
หมอแปลงแลวตอกับไดโอดเพื่อทําเปนวงจรจายไฟ DC ใหกับ PLC เพราะไฟ DC ทีไ่ ดจะไมเรียบ
พอ ซึง่ อาจสงผลตอการทํางานของ PLC ได แตมีผใู ชงานบางทานทีใ่ ชอยูเราขอแนะนําใหเปลีย่ น
ดีกวา เพราะ PLC ราคาคอนขางแพงจะพังเพราะแหลงจายไฟที่ทําเองไดนะครับ
2.1.5 การเดินสายอยางปลอดภัยและลดปญหาสัญญาณรบกวน
- การเดินสายสัญญาณอินพุต/เอาตพุต
ควรเดินสายสัญญาณอินพุต/เอาตพตุ แยกออกจากสายไฟกําลังไมวาจะเปนภายใน
หรือภายนอกตูควบคุมโดยการแยกทอหรือรางที่ใชเดินสาย ทั้งนี้เพือ่ ปองกัน Noise ทีเ่ กิดจาก
สายไฟกําลังซึง่ อาจจะสงผลใหอุปกรณอินพุต/เอาตพตุ และ PLC เกิดความเสียหายได
รูปที่ 2.3 แสดงการสายไฟทีแ่ ยกทอและราง
การเดินสายแบบแบงกลุม จะเปนอีกวิธีหนึ่งที่ชวยลดปญหา Noise ทีเ่ กิดขึ้นใน
ระบบได ในรูปขางลางนี้แสดงการแบงกลุม หรือประเภทของสายตัวนํา โดยทั่วไปสายตัวนํากลุม 1
ไมควรเดินรวมกับสายตัวนํากลุมอื่น ควรเดินสายแยกทอหรือแยกรางออกจากกัน
-40-
PNSPO!!
!
บทที่ 2 การติดตั้งและออกแบบระบบ
- การเดินสายเอาตพุต Inductive
เอาตพุต Inductive ที่พบบอยคือ Solenoid Valve โดยเฉพาะวาลวไฮดรอริคที่ใช
กระแสไฟสูงเมื่อเริ่มทํางานเพื่อสั่งใหลิ้นวาลวเคลื่อนที่ ยิง่ ใชงานไปนานๆ ลิน้ วาลวจะเริ่มติดขัด
ทําใหเคลื่อนทีไ่ มสะดวกเหมือนของใหมจะยิ่งทําใหเอาตพตุ ตองรับกระแสกระชากทีส่ งู เปนเวลา
นานกวาปกติ เมื่อใชงานไปนานๆ จะทําใหหนาสัมผัสของรีเลยเสียหายเร็วกวาปกติ ควรติดตั้ง
วงจร Suppressor หรือ Diode ตอครอมที่โหลด เพื่อชวยลดกระแสกระชากที่เกิดขึ้นจากโหลด
Inductive ดังแสดงในรูปขางลางนี้
รูปที่ 2.4 วงจรลดปญหา Surge
คุณสมบัตขิ อง Suppressor ที่ใช คือ R = 50 Ω และ C = 0.47μF, 200 V
คุณสมบัตขิ อง Diode ที่ใช คือ Breakdown voltage: 3 เทาของแรงดันโหลดต่ําสุด
Mean rectification current: 1 A
-41-
PNSPO!!
!
บทที่ 2 การติดตั้งและออกแบบระบบ
2.1.6 การติดตั้งแบตเตอรรี่
สวนใหญแลว PLC จะมีแบตเตอรรี่ทําหนาที่สํารองขอมูล เชน DM, Timer และ
HR เปนตน แตไมไดทําหนาที่สํารองโปรแกรมแลดเดอร ดังนั้นเมื่อไฟดับ PLC จะเก็บคาขอมูล
ลาสุดของ DM ไว ทํานองเดียวกันถาแบตเตอรรหี่ มดโปรแกรมจะไมหายเพราะเก็บอยูใน Flash
memory แตขอมูลใน DM จะหาย
2.1.7 อายุการใชงานของแบตเตอรรี่
แบตเตอรรจี่ ะมีอายุการใชงานประมาณ 5 ปเมื่อใชงานทีอ่ ุณหภูมิ 25oC แตถา ใชใน
สภาวะที่มีอณ
ุ หภูมิสงู กวาปกติคาอายุการใชงานจะอางอิงตามกราฟขางลางนี้ ดังนั้นควรเปลี่ยน
แบตเตอรรี่ทุกๆ 5 ป เพื่อปองกันการเสือ่ มคุณภาพของแบตเตอรรี่ ซึ่งอาจทําใหเกิดกรดขึน้ และ
ทําลายแผนวงจรอีเล็กทรอนิกสของ PLC ได ถาถึงขั้นนี้คงซอมไมไวแนๆ ครับ
ขัน้ ตอนการเปลี่ยนแบตเตอรรี่
1. ปดแหลงจายไฟของ PLC แตถา PLC ไมมีไฟจายให
เปดไฟจายให PLC อยางนอย 5 นาทีหลังจากนั้นให
ปดไฟ
2. เปดสวนที่เก็บแบตเตอรรี่ (ดูไดจากคูมือ) จากนั้นใหดึง
กอนแบตเตอรรอี่ อกดวยความระมัดระวัง
3. ถอดคอนเน็กเตอรของแบตเตอรรอี่ อก
4. ตอแบตเตอรรใี่ หมเขาไปแลวดันกอนแบตเตอรรี่เขาที่
แลวปดฝาครอบ
-42-
PNSPO!!
!
บทที่ 2 การติดตั้งและออกแบบระบบ
2.2 การออกแบบระบบ
เราขอยกตัวอยางประกอบการออกแบบระบบควบคุมดังตัวอยางตอไปนี้ ซึ่งเปนระบบ
ควบคุมการเปดปดประตู(Shutter Control System) ของที่จอดรถยนต สวนรูปขางลางนี้แสดงให
เห็น Workflow ในการออกแบบระบบควบคุม
รูปที่ 2.5 แสดงWorkflow การออกแบบระบบ
-43-
PNSPO!!
!
บทที่ 2 การติดตั้งและออกแบบระบบ
รูปที่ 2.6 Shutter Control System
2.3 ขัน้ ตอนการทํางาน
ขั้นตอนการทํางานสําหรับการใช CP1L เพื่อควบคุมการเปดปดประตูแสดงไดตาม
Workflow ในรูปที่ 2.5 สวนรูปที่ 2.6 แสดงการทํางานของ Shutter Control
การทํางานของระบบ Shutter Control
• เมื่อเซนเซอรตรวจจับไดวา มีแสงไฟหนารถเปนเวลา 5 วินาที ประตูจะเปดออก
• ประตูสามารถเปด ปด และ หยุดดวยการกดสวิตช
• เมื่อเซนเซอรตรวจจับวามีรถเขาจอดในโรงรถแลวประตูจะปด
• เมื่อตองการเอารถออกจากโรงจอดรถใหใชการกดสวิตช
อุปกรณตา งๆ ในระบบ
PLC
• CP1L (14 I/O)
อุปกรณการเขียนโปรแกรม
• CX-programmer
• Computer
• สาย USB
อินพุต
• Shutter OPEN button : PB1
• Shutter STOP button : PB2
• Shutter CLOSE button : PB3
• Car detection sensor : SEN1
-44-
PNSPO!!
!
บทที่ 2 การติดตั้งและออกแบบระบบ
• Headlight detection sensor : SEN2
• Limit switch, จะ ON เมื่อ shutter เปดสุด : LS1
• Limit switch, จะ ON เมื่อ shutter ปดสุด : LS2
เอาตพุต
• คอนแทคสั่งให shutter motor เปด : MO1
• คอนแทคสั่งให shutter motor ปด : MO2
รูปที่ 2.7 แสดงรายละเอียดอุปกรณ
การจัดสรรอินพุต/เอาตพุต สําหรับ Shutter control
ในขั้นตอนนี้จะทําการจัดสรร I/O ใหกับอุปกรณตางๆ ดังนี้
อินพุต
Device
OPEN button
STOP button
CLOSE button
Care detection sensor
Light detection sensor
Upper limit LS
Lower limit LS
Contact
PB1
PB2
PB3
SEN1
SEN2
LS1
LS2
Address
0.00
0.01
0.02
0.03
0.04
0.05
0.06
เอาตพุต
Device
Escalation motor
De-escalation motor
Contact
MO1
MO2
-45-
Address
100.00
100.01
PNSPO!!
!
บทที่ 2 การติดตั้งและออกแบบระบบ
รูปที่ 2.8 แสดงแอดเดรสที่จดั สรร
การจัดสรร I/O ของ CP1L (รุน 14 I/O)
จากรูปขางลางนี้แสดงการจัดตําแหนงอินพุตเอาตพตุ ของ CP1L ขนาด 14 I/O ซึง่ อินพุตจะ
เริ่มตน word ที่ ‘0’ สวนเอาตพตุ จะเริ่มตน word ที่ ‘100’
รูปที่ 2.9 การจัดตําแหนง I/O และเทอรมนิ อล
การเขียนแลดเดอรโปรแกรม
ตอไปเปนขั้นตอนที่สําคัญเพราะวาตองใชความคิดและความรูพนื้ ฐานเกี่ยวกับคําสั่งของ
PLC จึงจะสามารถเขียนโปรแกรมได ซึ่งจะกลาวถึงวิธกี ารเขียนโปรแกรมและคําสัง่ ตางๆ ของ
พีแอลซีในลําดับตอไป
-46-
PNSPO!!
!
บทที่ 2 การติดตั้งและออกแบบระบบ
รูปที่ 2.10 ตัวอยางแลดเดอรไดอแกรม
-47-
บทที่ 3
ความรูพนื้ ฐานทางดานดิจติ อล
เนื่องจากพื้นฐานของ PLC นัน้ มาจากการทํางานของวงจรรีเลย ซึ่งมีสภาวะการทํางานแบบ
ลอจิก (0 และ 1) ซึง่ ก็คอื คาทางดิจิตอลนัน่ เอง ดังนั้นกอนการใชงาน PLC จะตองมีความรูพื้นฐาน
ในเรื่องของเลขฐานและวิธีการแปลงเลขฐานกอน เพื่อจะเขาใจการทํางานที่แทจริงและสามารถใช
งาน PLC ไดดี
3.1 ระบบเลขฐาน (Number System)
ระบบเลขฐาน จัดเปนระบบตัวเลขที่ใชงานอยูใน PLC ในบทนี้จะยกตัวอยางเฉพาะการใช
งานระบบเลขฐานสอง, เลขฐานสิบ และเลขฐานสิบหกเทานั้น
• ระบบเลขฐานสอง (Binary: BIN) มีตวั เลขที่ไมซ้ํากันอยูทั้งหมด 2 ตัว คือ 0 และ 1
• ระบบเลขฐาน BCD (Binary Code Decimal: BCD) มีตวั เลขที่ไมซา้ํ กันอยูทงั้ หมด 10
ตัว คือ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา BCD code
• ระบบเลขฐานสิบหก (Hexadecimal: HEX) มีตัวเลขที่ไมซ้ํากันอยูทงั้ หมด 16 ตัว คือ
0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 A B C D E F (ตัวอักษร 6 ตัว แทน ตัวเลข 10 –15)
ความสัมพันธของเลข BIN, BCD และ HEX สามารถกําหนดใหเปนตารางไดดังตารางที่2.1
-48-
บทที่ 3 ความรูพื้นฐานทางดานดิจิตอล
PNSPO
ตารางที่ 3.1 แสดงความสัมพันธของเลขฐานตางๆ
HEX
BCD
0
1
2
3
4
5
6
7
8
9
A
B
C
D
E
F
0
1
2
3
4
5
6
7
8
9
-
หมายเหตุ
FOUR DIGIT BINARY
3
22 = 4
0
0
0
0
1
1
1
1
0
0
0
0
1
1
1
1
2 =8
0
0
0
0
0
0
0
0
1
1
1
1
1
1
1
1
BIN (Binary)
BCD (Binary Code Decimal)
HEX (Hexadecimal)
=
=
=
21 = 2
0
0
1
1
0
0
1
1
0
0
1
1
0
0
1
1
ระบบเลขฐานสอง
ระบบเลขฐาน BCD
ระบบเลขฐานสิบหก
ตัวอยางที่ 3.1
การเปลี่ยนเลขฐานสิบหก(HEX)ใหเปนเลขฐานสอง (BIN) โดยใชตารางที่ 2.1
วิธีทํา แปลงเลข 2F61 ฐานสิบหกใหเปนเลขฐานสอง
2
F
6
1
เลขฐานสิบหก
เลขฐานสอง
0010
1111
- 49 -
0110
0001
20 = 1
0
1
0
1
0
1
0
1
0
1
0
1
0
1
0
1
บทที่ 3 ความรูพื้นฐานทางดานดิจิตอล
PNSPO
3.2 การแปลงเลขฐาน
3.2.1 การแปลงเลขฐานสองใหเปนเลขฐานสิบ
ตัวอยางที่ 3.2 ขอมูลซึ่งอยูในระบบเลขฐานสองขนาด 16 บิต มีคา 0000 0000 1001 0110 ถาจะ
เปลี่ยนเปนเลขฐานสิบ จะมีคา เทาใด
วิธีทํา
15
14
0 0
13
0
12
11
10
0
0
0
9
8
0 0
215 214 213 212 211 210 29
7
1
6
0
28 27
5
0
26
4
1
3
0
25 24
2
1
1
1
23 22
0
ฐานสอง
0
21
Bit
20
Weight
ในฐานสิบ
32768 16384 8192 4096 2048 1024 512 256
0
0
0
0
0
0
0
128 64
0 128 0
ขอมูล 0000 0000 1001 01102
32
16
8
4
2
0
16
0
4
2
=
=
1
128 + 16 + 4 + 2
15010
ตอบ
3.2.2 การแปลงเลขฐานสิบใหเปนเลขฐานสอง
ตัวอยางที่ 3.3 ตองการเปลี่ยนเลขฐานสิบ 1,750 ใหเปนเลขฐานสอง ขนาด 16 บิต จะไดคา เทาใด
วิธีทํา
215
214
213
212
211 210
29
28
27
26
25
24
23
22
21
20
Weight
ในฐานสิบ
Weight
32768 16384 8192 4096 2048 1024 512 256 128
0
0
0
0
64
32
0 1024 512 0 128 64 0
175010 =
=
16
16
8
4
2
1
0
4
2
0
1024 + 512 + 128 + 64 + 16 + 4 + 2
0000 0110 1101 01102
- 50 -
บทที่ 3 ความรูพื้นฐานทางดานดิจิตอล
PNSPO
สอง
3.2.3 การแปลงเลขฐานสองเปนเลขฐานสิบหก และการแปลงเลขฐานสิบหกเปนเลขฐาน
• การแปลงเลขฐานสองใหเปนเลขฐานสิบหก จะกระทําไดโดยแปลงเลขฐานสอง
ทีละ 4 บิตเปนเลขฐานสิบหก 1 หลัก
• ถาตองการแปลงเลขฐานสองขนาด 16 บิต ใหเปนฐานสิบหก ตองแบงเลขฐาน
สองเปน 4 กลุม กลุมละ4 บิต โดยแตละกลุมจะแทนไดดวยเลขฐานสิบหก 1 หลัก (1 ดิจิต)
หลักที่ 4
หลักที่ 3
1
0
0
0
15
14 13
หลักที่ 2
0
1
หลักที่ 0
A
0
0
0
0
1
0
1
12 11
10
9
8
7
6
5
เลขฐาน
สิบหก
F
0
4
1
1
1
3
2
1
0
1
เลขฐาน
สอง
0001 0000 1010 11112 = 10AF16
• เชนเดียวกับการแปลงเลขฐานสิบหกเปนเลขฐานสอง เราจะแปลงเลขสิบหก
1 หลักเปนเลขฐานสอง 4 บิต เชน 0001 0000 1010 11112=10AF1
3.3 การบวกและลบเลขฐาน
3.3.1 การบวกเลขฐานสอง เลขฐานสองมีความตางกันของคาน้ําหนัก (Weight) ของเลข
ฐานสองในแตละหลักที่อยูถดั กันเทากับ 2
23 22 21 20
0 1
1
0
+ 0 1
0
1
1 0
1
1
3.3.2 การบวกเลขฐานสิบหก เลขฐานสิบหกมีความตางกันของคาน้ําหนัก (Weight) ของ
เลขฐานสิบหกในแตละหลักที่อยูถัดกันเทากับ 16
163 162 161 160
0
4
B
6
+ 0
C
6
4
1
1
1
A
- 51 -
บทที่ 3 ความรูพื้นฐานทางดานดิจิตอล
PNSPO
3.3.3 การลบเลขฐานสอง เลขฐานสองมีความตางกันของคาน้ําหนัก (Weight) ของเลข ฐาน
สองในแตละหลักที่อยูถัดกันเทากับ 2 ดังนั้นในการลบของเลขฐานสองแตละหลักนั้น หากตัวตั้งมี
คานอยกวาตัวลบ จะตองยืมคาจากหลักถัดไปครั้งละ 2
23 22 21 20
1 1
1
0
- 0 1
0
1
1 0
0
1
3.3.4 การลบเลขฐานสิบหก เลขฐานสองมีความตางกันของคาน้ําหนัก (Weight) ของเลข
ฐานสองในแตละหลักที่อยูถดั กันเทากับ 16 ดังนั้นในการลบของเลขฐานสิบหกแตละหลักนัน้ หาก
ตัวตั้งมีคานอยกวาตัวลบ จะตองยืมคาจากหลักถัดไปครัง้ ละ16
163 162 161 160
1
4
B
6
- 0
C
6
4
0
8
5
2
3.4 ประเภทของขอมูล
ขอมูลภายใน PLC จะมีคาํ จํากัดความที่เรียกกันคือ บิต (Bit), ไบต (Byte), เวิรด (Word)
หลักการเรียกและความหมายของแตละคํามีดังนี้
15 14 13 12 11 10 9 8
7 6 5 4
3 2 1 0
เรียกวา ขอมูลขนาด 16 บิต หรือ 1 เวิรด หรือ 1 Channel ก็ได
1 ดิจิต
= 4 บิต = 1 ดิจิต
1 ไบต
= 8 บิต = 1 ไบต
1 เวิรด
= 16 บิต = 1 เวิรด
- 52 -
บทที่ 3 ความรูพื้นฐานทางดานดิจิตอล
PNSPO
ตัวอยางที่ 3.4 ขอมูลขนาด 256 กิโลบิต (kBits) จะสามารถเก็บขอมูลไดกี่กโิ ลไบต (kBytes)
วิธีทํา
8 บิต
=
1 ไบต
256 กิโลบิต
=
256 x 1000
= 32,000 ไบต
8
= 32 กิโลไบต
ตัวอยางที่ 3.5 Data memory ขนาด 6 kWords ถาจะเปลี่ยนหนวยเปน kBytes จะไดเทาไร
วิธีทํา
1 Word
=
2 ไบต
6 kWord
=
2 x 6 x 1000 = 12,000 ไบต
= 12 กิโลไบต
3.5 หลักการพื้นฐานทางลอจิก
PLC ทํางานดวยหลักการของ binary คือ เปนอยางใดอยางหนึ่งใน 2 สถานะ เชน สูงหรือต่ํา
ปดหรือเปด, 0 หรือ 1
3.5.1
หลักการของ AND
A B
0 0
0 1
1 0
1 1
3.5.2 หลักการของ OR
A B
0 0
0 1
1 0
1 1
Y
0
0
0
1
A
Y
B
Y
0
1
1
1
A
B
- 53 -
Y
บทที่ 3 ความรูพื้นฐานทางดานดิจิตอล
PNSPO
3.5.3 หลักการของ NAND
A B
0 0
0 1
1 0
1 1
Y
1
1
1
0
3.5.4 หลักการของ NOR
A B
0 0
0 1
1 0
1 1
Y
1
0
0
0
A
Y
B
A
Y
B
3.5.5 หลักการของ Exclusive OR
A B
Y
0 0
0
0 1
1
1 0
1
1 1
0
3.5.6 หลักการของ NOT
A
0
1
A
Y
B
Y
1
0
A
- 54 -
Y
บทที่ 4
การอางแอสเดรสของ PLC
การอางแอสเดรสของ PLC ถาเปรียบเทียบงายๆ คือ การเรียกชื่อตําแหนงของอุปกรณ
อินพุต/เอาตพตุ ที่นํามาตอรวมกับ PLC และเปนการเรียกชื่อพื้นที่หนวยความจําใน PLC นัน่ เอง
PLC แตละยี่หอ อาจมีชื่อเรียกที่แตกตางกันออกไป
4.1 โครงสรางของขอมูล
ในแตละบิตของ Word (จํานวน 16 บิต) จะบรรจุขอมูลในเลขฐานสอง (0 หรือ 1) และเมื่อ
แยกบิตทั้ง 16 บิตออกเปน 4 กลุมๆ ละ 4 บิต จะสามารถแสดงขอมูลของแตละ Word หรือ Channel
ในรูปของเลขฐานสิบหก 4 หลักหรือที่เรียกวา 4 ดิจิต
3
2
1
ดิจิตที่
0
15 14 13 12 11 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 0
0 0 1 0 1 1 1 0 0 1 0 0 0 1 1 0
บิตที่
ขอมูลในเลขฐานสอง
รูปที่ 4.1 แสดงโครงสรางของขอมูลใน Word หรือ Channel ที่ 0
-55-
บทที่ 4 การอางแอสเดรสของ PLC
PNSPO!
4.2 การกําหนดเบอรของรีเลย (Relay) ใน PLC
โดยปกติแลว PLC ของออมรอน จะกําหนดพื้นที่รเี ลย (Relay) เปน word หรือ Channel ซึ่ง
แตละ Channel จะประกอบดวยขอมูลขนาด 16 บิต ในแตละบิตจะบรรจุขอมูลในเลขฐานสองคือ
เลข 1 ซึง่ แทนสถานะ ON และเลข 0 ซึ่งแทนสถานะ OFF ดังตัวอยางขางลางนี้คือ เวิรด 000 ซึ่ง
ประกอบดวย 16 บิตจากบิตที่ 00 ถึง บิตที่15
การอางถึงรีเลยแตละบิต เราจะแทนดวยเลข 5 หลัก สามหลักแรกเปนเวิรด (Word) หรือ
Channel สวนสองหลักหลังเปนบิต (Bit)
Internal Relay(IR) Word 000, หรือ Channel 000
15 14 13 12 11 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 0
บิตที่
0 0 1 0 1 1 1 0 0 1 0 0 0 1 1 0 ขอมูลในเลขฐานสอง
000.06
000.15
สามหลักแรกหมายถึงเวิรด
(เวิรดที่ 000)
000.00
สองหลักหลังหมายถึงบิต
(บิตที่ 10 ของเวิรด 000)
รูปที่ 4.2 แสดงการกําหนดเบอรรเี ลยของ PLC
หมายเหตุ
1. ใน PLC บางรุนใชเปนตัวเลข 6 หลักโดย 4 หลักแรกเปนหมายเลข Channel
สวน 2 หลักหลังเปนหมายเลขบิตเชน 0000.00 เปนตน
2. ในกรณีที่ทา นใชงาน Programming Console จะไมปรากฎจุดทศนิยมระหวาง
หมายเลขเวิรด และบิตเชน เวิรด ที่ 0 บิตที่ 10 จะแสดงเปน 00010
3. ในกรณีที่ทา นใชงาน CX-Programmer หรือซอตฟแวรอื่น จะแสดงจุดทศนิยม
ระหวางหมายเลขเวิรด และบิตเชนเวิรด ที่ 0 บิตที่ 10 จะแสดงเปน 000.10
ที่กลาวถึงขางตนเปนการอางถึงแตละบิตของรีเลยในสวนที่เรียกวา CIO หรือ Internal
Relay (IR) ซึง่ ประกอบดวย Input Area, Output Area และ Work Area สําหรับ PLC รุนใหม เชน
CP1 จะเพิ่มหนวยความจํา Work Area ขึ้นมาและมีตวั อักษรนําหนา W เชน W0.00 ซึ่งสามารถนํา
ไปใชเปน Internal Relay ในการเขียนโปรแกรมได
ในกรณีของรีเลยชนิดอื่นๆ ก็มกี ารกําหนดเบอรในลักษณะเดียวกัน เชน Holding Relay,
Link Relay ดังตัวอยางตอไปนี้
- 56 -
บทที่ 4 การอางแอสเดรสของ PLC
PNSPO!
HR 15.01
Holding Relay
เวิรดที่ 15
บิตที่ 01
W 09.07
Work Area
เวิรดที่ 9
บิตที่ 07
นอกจากพื้นที่หนวยความจําที่กลาวถึงแลว PLC ยังแบงพื้นที่หนวยความจําออกเปน
สวนยอยๆ อีกหลายสวน สามารถแสดงรายละเอียดใหเห็นดังตารางที่ 4.1
4.3 ตารางแสดงขอกําหนดของพื้นที่ใชงานของ PLC
ตารางที่ 4.1 พืน้ ที่หนวยความจําของ PLC (อางอิง CP1L)
Data area
CIO Input
area area
Output
area
Work
area
Work area
DM
(Data Memory )
HR area
(Holding Relay)
AR area
(Auxiliary
Relay)
Timer
Counter
Words
CIO 000 ถึง CIO 099
(100 words)
CIO 100 ถึง CIO 199
(100 words)
3800 ถึง 6143
(2,344 words)
W000 ถึง W511
(512 words)
D00000 ถึง D32767
Bits
0.00 ถึง 099.15
(1,600 bits)
100.00 ถึง 199.15
(1,600 bits)
3800.00 ถึง 6143.15
(37,504 bits)
W0.00 ถึง W511.15
(8192 bits)
H000 ถึง H511
(512 words)
A000 ถึง A959
(960 words)
H0.00 ถึง H511.15
(8192 bits)
A0.00 ถึง A959.15
(15,360 bits)
Function
บิตเหลานี้ถกู ใชตอ ไปยังขั้ว อินพุตเอาตพุต
ภายนอก แตขนึ้ อยูกับรุนของ PLC ดวยวาใชกี่
บิต ดังนั้นบิตที่เหลือจะใชงานเปน Work Bits
หรือ Internal relay ได
Work Bits สามารถนําไปใชไดอยางอิสระ
ภายในโปรแกรม
บิตเหลานี้ใชเปน Work bit
ใชเก็บขอมูล
T000 ถึง T4095
C000 ถึง C4095
บิตเหลานี้ใชเก็บขอมูลและสถานะ ON/OFF
ไวไดเมื่อเกิดไฟดับ
บิตเหลานี้เปนบิตพิเศษภายในซึ่งมีหนาที่เฉพาะ
อยางเชนใชเปน Flags หรือ Control bits
ใชเปน Timers
ใชเปน Counters
- 57 -
บทที่ 4 การอางแอสเดรสของ PLC
PNSPO!
4.4 การระบุตําแหนงอินพุต/เอาตพุตของ PLC
4.4.1 การระบุตาํ แหนงอินพุต/เอาตพุตของ PLC ชนิดบล็อก (ยกตัวอยางรุน CP1L)
สําหรับ PLC แบบ Block นัน้ ตําแหนงของอินพุต/เอาตพตุ นั้นจะแสดงหมายเลขไว
ที่ PLC อยูแลวยกตัวอยางใหเห็นดังตอไปนี้
รูปที่ 4.3 แสดงตําแหนงของอินพุต/เอาตพตุ แตละขั้ว
จากรูปที่ 4.3 แสดงตําแหนงของอินพุต/เอาตพตุ ของ PLC รุน CP1L-L20DR ซีง่ มีจํานวน
20 จุด เปนพื้นที่หนวยความจําในสวนของ CIO หรือ IR
เชนในการเขียนโปรแกรม ถาตองการใชงานอินพุตที่ตออยูกับอินพุตของ PLC บิตที่ 0 เวลา
อางตําแหนงจะกําหนดเปน 000.00 หมายถึงใช CIO เวิรด ที่ 0 บิตที่ 0 (วิธีการกําหนดตําแหนงดูได
จากหัวขอ 4.2 การกําหนดเบอรรเี ลยของ CP1L)
- 58 -
บทที่ 4 การอางแอสเดรสของ PLC
PNSPO!
สําหรับ CP1L รุนอื่น สามารถดูไดจากตารางที่ 4.2 ซึ่งจะแสดงตําแหนงอินพุต/เอาตพุตที่
ตอรวมกับ Expansion I/O Unit
ตารางที่ 4.2 ตารางแสดงจํานวนและตําแหนงอินพุต/เอาตพตุ บิตของ PLC รุน CP1L แตละ
รุน เมื่อใชรวมกับ Expansion I/O Units (CP1W-20EDR1)
รุน
จํานวน I/O
บนตัว
CPU
Expansion I/O
Unit ตัวที่ 1
Expansion I/O
Unit ตัวที่ 2
Expansion I/O
Unit ตัวที่ 3
CP1L
CP1L-L20
CP1L-M30
CP1L-M40
IN
OUT
IN
OUT
IN
OUT
12 Points
000.00
000.11
8 Points
100.00
100.11
18 Points
000.00
000.11
12 Points
100.00
100.07
24 Points
000.00
000.11
16 Points
100.00
100.07
001.00
001.05
101.00
101.03
001.00
001.11
101.00
101.07
IN
OUT
IN
OUT
IN
OUT
12 Points
002.00
002.11
8 Points
102.00
102.07
12 Points
002.00
002.11
8 Points
102.00
102.07
12 Points
002.00
002.11
8 Points
102.00
102.07
IN
OUT
IN
OUT
12 Points
003.00
003.11
8 Points
103.00
103.07
12 Points
003.00
003.11
8 Points
103.00
103.07
IN
OUT
IN
OUT
12 Points
004.00
004.11
8 Points
104.00
104.07
12 Points
004.00
004.11
8 Points
104.00
104.07
ไมสามารถตอได
ไมสามารถตอได
Expansion ตัวที่1
Expansion ตัวที่2
-
CP1W-20EDR1
CPM1A-20EDT1
CP1W-20EDR1
CPM1A-20EDT1
CP1W-20EDR1
CPM1A-20EDT1
Expansion ตัวที่3
รูปที่ 4.4 แสดงการเชื่อมตอระหวาง CP1L กับ Expansion I/O Unit
- 59 -
ชือ่ รุน
Expansion
บทที่ 4 การอางแอสเดรสของ PLC
PNSPO!
4.4.2 การระบุตาํ แหนงอินพุต/เอาตพุตของ PLC ชนิดโมดูล
สําหรับ PLC ชนิดโมดูล ของ OMRON นัน้ แบงเปนหลายรุนไดแกรนุ CS1 และ
CJ1 ซึง่ ทั้งสองรุนมีการอางแอดเดรสเหมือนกัน จะขอยกตัวอยางการอางแอสเดรสของแตละรุน
ดังนี้
• การอางแอสเดรสของ PLC รุน CS1/CJ1
รูปที่ 4.5 ตัวอยางการอางแอสเดรสของ PLC รุน CS1/CJ1
การอางแอสเดรสของ PLC รุน CS1/CJ1จะอางตําแหนงตามการติดตัง้ ยูนติ อินพุต/เอาตพุต
นั้น โดยไมสนใจวาจะติดตั้งที่ตําแหนงใด การนับแอสเดรสจะนับเรียงตอกันไปเรื่อยๆ ดังรูป*
หมายเหตุ
*การอางแอสเดรสของ PLC รุน CS1/CJ1 นัน้ กลาวถึงเฉพาะ Standard I/O Unit
เทานั้น นอกจากนี้ยงั มี Special I/O Unit อื่นๆ ซึ่งมีการกําหนดแอสเสรสแตกตาง
กันออกไป สามารถศึกษาเพิม่ เติมไดจาก PLC รุน นั้นๆ
สําหรับเนื้อหาในบทตอไปเราจะกลาวถึงคําสั่งพื้นฐานตางๆ ที่มใี ชงานในการเขียน
โปรแกรม PLC
- 60 -
บทที่ 5
หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรม
และคําสั่งพื้นฐาน
แลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) จัดเปนภาษาสัญลักษณที่เทียบเคียงมาจากวงจร
รีเลย สามารถดูตามโครงสรางแลวเขาใจการทํางานได แตเวลาที่ PLC ทํางานจะอาศัยชุดคําสั่ง
(Instructions) ทํางานโดยวิธีการเขียนลงในสวนหนวยความจําขอมูล ในหนวยความจํานั้นจะจัดเก็บ
เปนรหัส (Code) ไมสามารถจัดเก็บในลักษณะของ Ladder Diagram ไดโดยตรง
ดังนั้นผูใชจึงจําเปนตองเขาใจชุดคําสั่งเพราะชุดคําสั่งนั้นแปลงภาษามาจาก Ladder
Diagram นั่นเอง
5.1 กลุมคําสั่งพื้นฐาน (Ladder Instruction & Output Control)
5.1.1 การใชคําสัง่ LOAD (LD), LOAD NOT (LD NOT)
B
B : BIT
CIO,A,T,C,IR,DR,D,TK,H,W
LOAD-LD
B
LOAD NOT-LD NOT
พืน้ ที่หนวยความจําที่ใชกบั คําสั่งได
-61-
PNSPO!! !
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
!
ตัวอยางที่ 5.1 ชุดคําสั่งและการเขียน Ladder Diagram คําสั่ง LD และ LD NOT
I 0.00
Address
00000
00001
00002
00003
Instruction
I 0.00
Instruction
Instruction
LD
Instruction
LD NOT
Instruction
Operands
0.00
0.00
การเขียน Mnemonic อางอิงมาจาก PLC รุน CP1L เขียนใน CX Programmer Version 7 และ
ไมสามารถเขียนใน Programming Console ได
5.1.2 การใชคําสัง่ AND, AND NOT
B
B : BIT
CIO,A,T,C,IR,DR,D,TK,H,W
AND-AND
B
AND NOT-AND NOT
พืน้ ที่หนวยความจําที่ใชกบั คําสั่งได
*หลักการเขียน Ladder Diagram และคําสั่งพื้นฐาน อางอิงมาจาก PLC รุน CP1L*
ตัวอยางที่ 5.2 ชุดคําสั่งและการเขียน Ladder Diagram คําสั่ง AND, AND NOT
I 0.00
I 1.00 W 0.00
Instruction
- 62 -
ddress
00000
00001
00002
00003
Instruction
LD
AND NOT
AND
Instruction
Operands
0.00
1.00
W 0.00
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
5.1.3 การใชคําสัง่ OR, OR NOT
OR-OR
B
OR NOT-OR NOT
B
B : BIT
CIO,A,T,C,IR,DR,D,TK,H,W
พืน้ ที่หนวยความจําที่ใชคาํ สั่งได
ตัวอยางที่ 4.3 ชุดคําสั่งและการเขียน Ladder Diagram คําสั่ง OR, OR NOT
I 0.00
Instruction
I 1.00
W 0.00
Address
00000
00001
00002
00003
Instruction
LD NOT
OR NOT
OR
Instruction
Operands
0.00
1.00
W 0.00
5.1.4 การใชคําสัง่ OUT, OUT NOT
เปนคําสั่งที่สั่งขับให OUTPUT ภายนอกทํางานหรือไมทาํ งานตามคําสั่ง
OUTPUT-OUT
B : BIT
CIO,A,T,C,IR,DR,D,TK,H,W
B
พืน้ ที่หนวยความจําที่ใชกบั คําสั่งได
ตัวอยางที่ 5.4 รูปแบบชุดคําสั่งจาก Ladder Diagram
I 0.00
Address Instruction
00000 LD
00001 OUT
Q 100.00
- 63 -
Operands
0.00
100.00
PNSPO!! !
!
!
OUTPUT NOT-OUT NOT:
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
การทํางานของคําสั่งนี้จะตรงกันขามกับคําสั่ง OUT
B
B : BIT
CIO,A,T,C,IR,DR,D,TK,H,W
พืน้ ที่หนวยความจําที่ใชกบั คําสั่งได
ตัวอยางที่ 5.5 จงเขียนชุดคําสั่งจาก Ladder Diagram
I 0.01
Address Instruction
00000 LD
00001 OUT NOT
Q 100.00
Operands
0.01
100.00
5.1.5 การใชคําสัง่ END ( END 01 )
เมื่อสิ้นสุดการเขียนโปรแกรมแลวจะตองจบดวยคําสั่ง END(01) เสมอ ถาไมมี
คําสั่งนี้ เมื่อผูใชสั่ง Run โปรแกรมที่เขียนขึน้ PLC จะเกิด Error โดยสังเกตที่ PLC ไฟ Error/Alarm
สีแดงจะติดคาง นั่นแสดงวาไมมีคําสั่ง END (01)
ในกรณีนี้โปรแกรมจะไมสามารถ RUN ได เพราะฉะนัน้ เมื่อเขียนโปรแกรมจบทุก
ครั้งควรใสคําสั่ง END(01) ดวย การเขียนโปรแกรมดวย CX-Programmer ไมจําเปนตองใสคาํ สั่ง
END(01) เพราะวาซอฟตแวรจะใสใหเองอัตโนมัติ
5.1.6 การใชคําสัง่ AND LOAD (AND LD), OR LOAD (OR LD)
คําสั่งทั้งสองจะทําหนาทีเ่ ชื่อมตอกลุมแลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) ใน
กรณีที่ตออนุกรม หรือขนานกันมากกวา 1หนาสัมผัส ซึ่งการใชคําสั่ง AND หรือ OR นั้น จะกระทํา
ทีละ 1 หนาสัมผัสเทานั้นจึงตองใช AND LD หรือ OR LD
ในการเขียนแลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) ดวยซอฟตแวรนั้น ไมมี
สัญลักษณของ AND LD และ OR LD ดังนั้นคําสั่งทั้ง 2 คําสั่งนี้ตองเขียนเปน Mnemonic หรือ
Instruction list เทานั้น
- 64 -
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
ตัวอยางที่ 5.6 ชุดคําสั่งในรูปการเชือ่ มแบบอนุกรมจะใชคาํ สั่ง AND LD
I 0.00
I 0.02
Instruction
I 0.01
I0.03
Address
00000
00001
00002
00003
00004
Instruction
LD
OR
LD
OR NOT
AND LD
Operands
0.00
0.01
0.02
0.03
ตัวอยางที่ 5.7 ชุดคําสั่งในรูปการเชือ่ มแบบขนานจะใชคําสั่ง OR LD
I 0.00
I 0.02
Instruction
I 0.01
I0.03
Address
00000
00001
00002
00003
00004
Instruction
LD
AND
LD
AND NOT
OR LD
Operands
0.00
0.02
0.01
0.03
---
ตัวอยางที่ 5.8 การเขียนโปรแกรมโดยใชคาํ สั่ง AND LD และ OR LD
AND LD คือ การเชือ่ มโปรแกรม 2 block ในแบบอนุกรม
I0.02
I0.04
I0.03
I0.05
Address
00000
00001
00002
00003
00004
00005
Q100.00
- 65 -
Instruction
Data
LD
0.02
OR
0.03
LD
0.04
OR NOT
0.05
AND LD
--OUT
100.00
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
OR LD คือ การเชือ่ มโปรแกรม 2 block ในแบบขนาน
I0.02
I0.04
I0.03
Address Instruction
Q100.01
00000
00001
00002
00003
00004
00005
I0.05
LD
AND NOT
LD
AND
OR LD
OUT
Data
0.02
0.03
0.04
0.05
--100.01
5.2 ขอกําหนดในการเขียนแลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram)
5.2.1 จากแลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) ขางลาง จะไมสามารถเขียน
โปรแกรมได จําเปนตองแปลงชุด Ladder Diagram กอน
I 0.00
I 0.02
Q 100.00
I 0.01
I 0.04
I 0.03
Q 100.01
แลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) ที่ผิด
- 66 -
PNSPO!! !
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
!
สามารถเขียนใหมได และวงจรทํางานเหมือนเดิม คือ
I 0.01
Q 100.00
I 0.04
I 0.02
I 0.04
I 0.03 Q 100.01
I 0.00
I 0.04
I 0.01
แลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) ที่ถูก
5.2.2 สําหรับแลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) จะพิจารณาการทํางานจากซายไป
ขวาเทานั้น ดังตัวอยางเชน
I 0.00
I 0.01
I 0.04
Q 100.00
I 0.02
I 0.03 Q 100.01
แลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) A
จากแลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) A ถาหนาสัมผัส 0.00, 0.02 และ 0.03
มีสภาวะ “ON” ก็ไมสามารถทําให เอาตพุต 100.01 นั้น “ON” ไดเลย ดังนั้นผูใชจะตองทําการจัด
โปรแกรมเสียใหมเพื่อใหการทํางานกระทําจากซายไปขวาดังรูปแลดเดอรไดอะแกรม B
- 67 -
PNSPO!! !
!
!
I 0.01
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
I 0.02
I 0.04
Q 100.00
I 0.02
I 0.03 Q 100.01
I 0.00
I 0.00
I 0.01
แลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) B
5.2.3 จํานวนหนาคอนแทคทั้ง NO และ NC ของอินพุต/เอาตพุต, รีเลยและไทมเมอร
(TIM)/เคานเตอร (CNT) จะนํามาเขียนโปรแกรมเปนจํานวนเทาใดก็ไดตามความประสงคของผูใช
แตถึงอยางไรก็ตามการเขียนโปรแกรมทีด่ ีจะตองพยายามประหยัดขนาดของโปรแกรมใหมากทีส่ ุด
เทาที่จะสามารถทําได ซึง่ จะเปรียบเทียบใหเห็นในแลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) A และ
แลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) B จะสังเกตเห็นไดวา การเขียนในแลดเดอรไดอะแกรม
(Ladder Diagram) B จะประหยัดคําสั่งได 2 คําสั่ง ในขณะที่โปรแกรมทํางานไดเหมือนกัน
Address Instruction Operands
Q 100.00
I 0.00
I 0.01
00000
LD
0.00
00001
LD
0.01
I 0.02
I 0.03
00002
LD
0.02
00003
AND
0.03
00004
OR LD
00005 AND LD
แลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) A
00006
OUT
100.00
I 0.02
I 0.03
I 0.00
Address Instruction Operands
00000
LD
0.02
00001
AND
0.03
00002
OR
0.01
00003
AND
0.00
00004
OUT
100.00
Q 100.00
I 0.01
แลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) B
- 68 -
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
5.2.4 เมื่อตองการใหเอาตพุต ON ตลอดเวลาเราจะใชแฟลค (Flag) ทีเ่ ปนแบบ “Always
ON Flag” (CF113) มาเปนตัวสรางเงื่อนไขเพราะไมสามารถตอคอยลเอาตพุตไดโดยตรงกับ Bus
Bar แตก็มีขอ ยกเวนเปนบางคําสั่ง เชน INTERLOCK CLEAR, JUMP END และ STEP
Q 100.00
OUT
END(01)
100.00
LD
OUT
END(01)
P_No
100.00
แลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) ที่ผิด
P_On
Q 100.00
Always ON Flag
แลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) ที่ถูก
5.2.5 จํานวนหนาสัมผัสที่ใชในการตออนุกรม หรือขนานไมมีขดี จํากัดจะใชเทาใดก็ได
ขึน้ อยูกับความตองการของผูใช
5.2.6 เอาตพตุ ทุกๆ ตัวจะมี Auxiliary Contact เพื่อใชงานในโปรแกรมได และสามารถ
ใชจํานวนไมจาํ กัด
5.2.7 ไมสามารถเขียนโปรแกรมใหหนาสัมผัสอยูตําแหนงหลังจากคอยลได
I0.00
Q 100.00
I0.01
แลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) ที่ผิด
I0.00
I0.01
Q 100.00
แลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) ที่ถูก
- 69 -
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
5.2.8 ไมสามารถเขียนโปรแกรมใหมเี อาตพตุ เบอรเดียวกันซ้ําหลายๆ ครั้งได ตองจัดรูป
เสียใหม
I 0.00
Q 100.00
I 0.01
Q 100.00
แลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) ที่ผิด
I 0.00
Q 100.00
I 0.01
แลดเดอรไดอะแกรม (Ladder Diagram) ที่ถูก
5.2.9 เอาตพุตคอยล สามารถเขียนโปรแกรมใหตอขนานไดเลย กรณีรับเงื่อนไขของ
หนาสัมผัสชุดเดียวกัน
I 0.00
I 0.01
Q 100.00
Q 100.01
5.2.10 PLC จะเริ่มประมวลผลโปรแกรมจาก Address แรกสุดจนกระทั่งถึงคําสั่ง END
ตําแหนงแรก โดยที่คาํ สั่ง END อาจจะมีหลายตําแหนงในโปรแกรมที่เปนเชนนี้เพื่อจุดประสงค
สําหรับการทดสอบโปรแกรม กรณีทตี่ องการแยกโปรแกรมออกเปนสวนๆ เพื่อใหงา ยตอการ
ตรวจสอบและแกไขโปรแกรม
- 70 -
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
5.3 กลุมคําสั่ง Program Control Instruction
5.3.1 การใชคําสัง่ IL(02), ILC(03)
คําสั่ง IL และ ILC จะตองใชรว มกันคือ ถาเริ่มตนมีการใชคาํ สั่งดวย IL เมื่อใดแลว
ถาตองการสิ้นสุดการทํางานตองจบดวย ILC เงื่อนไขของคําสั่งคือ คอนแทคตรงหนาสวนของ IL มี
สภาวะ “ON” จะทําใหโปรแกรมที่อยูระหวาง IL และ ILC ทํางานเปนปกติ แตถา คอนแทคตําแหนง
ดังกลาวมีสภาวะ “OFF” จะทําใหการทํางานของโปรแกรมระหวาง IL และ ILC ไมทาํ งาน ใน
ขณะเดียวกัน Output Coil ในชวงนัน้ จะมีสภาวะ “OFF” ดวย
ตัวอยางที่ 5.9 การใชคาํ สั่ง
ชุดคําสั่ง
Address
00000
00001
00002
00003
00004
00005
00006
00007
00008
00009
00010
Ladder Diagram
I 0.02
I 0.03 I 0.04
IL(02)
Q100.00
I 0.05
Q100.01
I 0.06
Q100.02
ILC(03)
END(01)
- 71 -
Instruction
LD
IL (02)
LD
AND
OUT
LD
OUT
LD NOT
OUT
ILC(03)
END(01)
Data
0.02
0.03
0.04
100.00
0.05
100.01
0.06
100.02
-
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
5.3.2 การใชคําสัง่ JMP (04) และ JME (05)
การใชงานของคําสั่งคูนจี้ ะตองใชงานคูกัน เงื่อนไขตางๆ ทีอ่ ยูระหวางคําสั่ง JMP
และ JME จะมีเงื่อนไขการทํางานเปนปกติ ในกรณีทชี่ ุดของคอนแทคตรงสวนหนาของ JMP มี
สภาวะเปน “ON” แตถาชุดคอนแทคดังกลาวมีสภาวะเปน “OFF” เมือ่ ใด Output, Timer, Counter,
Keep ที่อยูระหวางคําสั่งดังกลาวจะยังคงคางสภาวะเอาไวเชนเดิม และจะมีการเปลีย่ นแปลงอีกครั้ง
ถาชุดของคอนแทคมีสภาวะ “ON” เราใช JUMP 00 ไดหลายครั้งตามตองการ แต JUMP 01 ถึง 49
สามารถใชไดเพียงครั้งเดียว
ชุดคําสั่ง
Address
0000
0001
0002
0003
0004
0005
0006
0007
0008
0009
0010
Ladder Diagram
I 0.03 I 0.04
I 0.02
JMP(04)
#0
Q100.00
I 0.05
Q100.01
I 0.06
Q100.02
JME(05)
#0
END(01)
- 72 -
Instruction
LD
AND
JMP(04)
LD
OUT
LD
OUT
LD
OUT
JME(05)
END(01)
Operand
0.02
0.03
#0
0.04
100.00
0.05
100.01
0.06
100.02
#0
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
แบบฝกหัดทดสอบความเขาใจเกี่ยวกับคําสั่งพื้นฐาน
1. จงเขียนโปรแกรมจาก Ladder Diagramใหเปนรูป Mnemonic Code
I 0.00
I 0.01 I 0.02 I 0.05 I 0.06 Q 100.00
I 0.03
I 0.04
END(01)
Address
00000
00001
0002
00003
00004
00005
00006
00007
00008
00009
2. จงเขียนโปรแกรมจาก Mnemonic ใหเปนรูป Ladder Diagram
Address
00000
00001
00002
00003
00004
00005
00006
00007
00008
00009
00010
00011
00012
Instruction
LD
AND
LD NOT
AND
OR LD
LD
AND NOT
LD NOT
AND
OR LD
AND LD
OUT
END (01)
Operands
0.00
0.01
0.02
0.03
0.04
0.05
0.06
0.07
100.00
- 73 -
Instruction
Operands
PNSPO!! !
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
!
5.4 คําสั่งในกลุม Bit Control Instruction
5.4.1 การใชคําสัง่ เซต (SET) และรีเซต (RESET)
คําสั่ง SET จะทําใหบิตที่ถูกสั่ง “ON” และคงคางอยูจนกวาจะมีคาํ สั่ง RSET ที่บิต
เดียวกัน บิตนัน้ จึงจะ “OFF”
Ladder Symbol
B: Bit
CIO,W,H,A,IR
SET
RSET
B
B
พืน้ ที่หนวยความจําที่สามารถใชกบั คําสั่งได
ตัวอยางที่ 5.10 ตองการใหหลอดไฟทีเ่ อาตพตุ 100.00 ติดตลอดเวลา หลังจาก ON อินพุต
000.00 แลวครั้งเดียวโดยไมตอง Hold คําสั่งอินพุต จนกวาจะมีการ Reset ที่อนิ พุต 000.01 หลอดไฟ
จะดับ
ชุดคําสั่ง
Address Instruction Operands
00000
LD
0.00
00001
SET
100.00
0002
LD
0.01
00003
RSET
100.00
00004
END
Ladder Diagram
I 0.00
SET
Q 100.00
I 0.01
RSET
Q 100.00
END(01)
5.4.2 การใชคําสัง่ KEEP - KEEP(11)
การทํางานของคําสั่ง KEEP จะเหมือนกับคําสั่ง SET และ RESET เพียงแตจับขา
SET/RESET ใหรวมอยูในตัวเดียวกัน เพื่อใหผใู ชงานสามารถเลือกใชโปรแกรมไดสะดวกตาม
ความเหมาะสม
- 74 -
PNSPO!! !
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
!
Ladder Symbol
S
KEEP(11)
R
B
B: Bit
CIO,W,H,A,IR
พืน้ ที่หนวยความจําทีส่ ามารถใชกบั คําสั่งได
เมื่อขา S มีสถานะ “ON” บิตที่ B จะทํางานจนกวาขา R จะมีสถานะ “ON” บิต B ถึงจะเลิก
ทํางาน
ตัวอยางที่ 5.11 ตองการใหเอาตพุต 100.00 เปลี่ยนเปน “ON” ตลอดเวลาโดยการ ON
อินพุต 0.00 ไมวาจะ “OFF” แลวก็ตามจนกวาอินพุต 0.01 จะ ON (RESET)
ชุดคําสั่ง
Ladder Diagram
I 0.00
S
Address Instruction Operands
00000
LD
0.00
00001
LD
0.01
00002
KEEP
100.00
00003
END
KEEP (11)
I 0.01
R Q 100.00
END(01)
5.4.3 การใชคําสัง่ DIFFERENTIATE UP และ DOWN–DIFU(13), DIFD(14)
คําสั่ง DIFU(13) และ DIFD(14) จะเปนคําสั่งที่ทํางานเพียงขอบขาขึ้น หรือขอบขา
ลงของสัญญาณอินพุตเทานั้น และจะทํางานเพียงชวงเวลา One Cycle เทานั้น
Ladder Symbols
DIFU
DIFD
B
B
B: Bit
CIO,W,H,A,IR
พืน้ ที่หนวยความจําที่สามารถใชกบั คําสั่งได
ตัวอยางที่ 5.12 ตองการใหอินพุต 0.00 ทํางานเพื่อ ON บิต W2.00 ซึง่ จะทําใหเอาตพุต
หลอดไฟ 100.00 ใหตดิ ไดโดยอินพุต 0.01 เปนตัวสั่ง OFF
- 75 -
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
ชุดคําสั่ง
Address Instruction Operands
00000
LD
0.00
00001
DIFU
W2.00
0002
LD
W2.00
00003
OR
100.00
00004 AND NOT
00005
OUT
100.00
00006
END
Ladder Diagram
I 0.00
DIFU(13)
W 2.00
W 2.00
I 0.01
Q 100.00
Q 100.00
END(01)
5.5 กลุมคําสั่ง Timer/Counter
สําหรับ PLC บางรุน Timer และ Counter จะใชพนื้ ที่เดียวกันซึ่งเรียกใชไดทงั้ หมด 256 ตัว
ตั้งแตตวั ที่ 000 ถึง 255 ภายใน 256 ตัวนี้สามารถกําหนดใหเปน Timer หรือ Counter ก็ไดโดยที่หาก
ตัวใดถูกกําหนดใหเปน Timer แลวจะนําไปใชเปน Counter อีกไมได ดังนั้นตองดู Manual ของ
PLC รุนนั้นประกอบดวย ถา Timer/Counter อยูในพื้นทีเ่ ดียวกัน จะไมสามารถใชเบอรเดียวกันได
แต PLC บางรุน Timer/Counter จะอยูคนละพื้นที่ ดังนัน้ จึงสามารถใช Timer และ Counter
เบอรเดียวกันได เชน T000 และ C000
สําหรับคําสั่งในกลุม Timer/Counter มีหลายคําสั่ง ในที่นจี้ ะยกตัวอยางการใชงานคําสั่ง
Timer/Counter แบบพื้นฐานคือ คําสั่ง TIM และ CNT ดังนี้
การใชคําสัง่ TIMER: TIM
ใชในการจับเวลา, ตั้งเวลา โดยพื้นฐานแลวตองเขาไปกําหนดคา 2 คาคือ N และ
SV ตามตัวอยางขางลาง
5.5.1
TIM
N
SV
N: Timer Number (หมายเลขของ Timer)
T000-T4095 (CP1L)
SV: Set Value (คาตัง้ เวลา)
คาคงที่ (#) หรือการอางถึง CIO, W, H, A, T, C, D,
E, E?_, @D, @E, @E?_, *D, *E, *E?_, DR, ,IR
- 76 -
PNSPO!! !
N
SV
=
=
หมายเหตุ
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
Timer Number (เบอร 0000 - 4095) เลือกวาจะใช Timer ตัวที่เทาใด
Set Value คาตั้งเวลา ใชกําหนดวาจะให Timer ตั้งเวลานานเทาใด ซึ่ง SV
ที่ตั้งนั้น จะถูกคูณดวย 0.1 เพื่อแปลงเปนระยะเวลาจริง ซึง่ สามารถ
1. กําหนด SV เปนคาคงที่ #0000-9999 (000.0-999.9 วินาที คูณดวย 0.1
วินาที)
2. กําหนด SV เปน แอดเดรส CIO,A,T,C,IR,DR,D,TK,H,Wโดยใสคา
ตั้งเวลาที่เปนคาคงที่ 0000-9999 ไวใน แอดเดรส ที่อา งถึงอีกทีหนึ่ง
(คาที่กําหนดจะคูณดวย 0.1 วินาทีเชนเดียวกับการกําหนดแบบ
คาคงที่)
*ในที่นยี้ กตัวอยางหมายเลข Timer ของ PLC รุน CP1L เทานั้น
สําหรับ PLC รุน อื่นๆ สามารถใช Timer ไดมากกวาหรือนอยกวาที่
กําหนด
เมื่อมีสัญญาณสั่งให Timer ทํางาน (Contact B มีสถานะ “ON”) คําสั่ง Timer จะเริม่ นับ
เวลาตามคาที่ตงั้ ไวใน Timer เมื่อนับครบเวลา หนา Contact ของ Timer ตัวนัน้ ๆ ก็จะ “ON” แตถา
สัญญาณที่สั่งให Timer ทํางานหายไป (Contact B มีสถานะ OFF) Timer จะถูก Reset
ตัวอยางที่ 5.13 การใชงานของคําสั่ง Timer เมื่ออินพุต 0.00 ทํางาน (ON) คางเปนเวลา 5
วินาที เอาตพุต 100.00 จะ ON และ เอาตพตุ 100.01 จะ OFF
ชุดคําสั่ง
Ladder Diagram
I 0.00
I 0.01
TIM
0
#50
T0000
Q 100.00
T0000
Q 100.01
5 วินาที
END(01)
- 77 -
Address
00000
00001
00002
00003
00004
00005
00006
00007
Instruction Operands
LD
0.00
AND NOT
0.01
TIM 000
#050
LD
TIM0000
OUT
100.00
LD NOT
TIM0000
OUT
100.01
END (01)
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
5.5.2 การใชคําสัง่ COUNTER - CNT
เปนคําสั่งที่ใชนบั จํานวนครัง้ ของสัญญาณ อินพุต ที่ ON แตละครั้ง ซึง่ เปนคําสั่งที่
นับลงจากคาทีต่ งั้ ไว (Set Value)
CP
R
N
SV
CNT
N
SV
=
=
CP =
R
=
หมายเหตุ
N: Counter Number (หมายเลขของ Counter)
C000-C4095 (CP1L)
SV: Set Value (คาตัง้ จํานวนนับ)
คาคงที่(#)หรือการอางถึง CIO, W, H, A, T, C, D,
E, E?_, @D, @E, @E?_, *D, *E, *E?_, DR, ,IR
Counter Number (เบอร 000- 4095) เลือกวาจะใช Counter ตัวที่เทาใด
Set Value คาตั้งจํานวนนับ ใชกําหนดวาจะให Counter นับสัญญาณ
อินพุตเปนจํานวนกี่ครั้ง หนา Contact เอาตพตุ ของ Counter จึงจะเริ่ม
ทํางานซึ่งสามารถ
1. กําหนด SV เปนคาคงที่ #0000-9999
2. กําหนด SV เปน แอดเดรส CIO, W, H, A, T, C, D, E, E?_, @D, @E,
@E?_, *D, *E, *E?_, #, DR, ,IR โดยใสคา ตั้งจํานวนนับที่เปน
คาคงที่ 0000-9999 ไวในแอดเดรส ที่อางถึงอีกทีหนึ่ง
ขานับ เมื่อมีสัญญาณอินพุตในชวงทีเ่ ปลี่ยนสถานะจาก OFF เปน ON
เขามาที่ขานี้ Counter จะนับถอยหลังลง 1
ขา Reset เมื่อมีสัญญาณอินพุตเขามาที่ขานี้ เอาตพตุ ของ Counter จะหยุด
ทํางานและคานับของ Counter จะถูก Reset กลับไปเทากับคาตั้งจํานวน
นับ (SV)
*ในที่นยี้ กตัวอยางหมายเลข Counter ของ PLC รุน CP1L เทานั้นสําหรับ
PLC รุน อื่นๆ สามารถใช Counter ไดมากกวาหรือนอยกวาที่กาํ หนด
*Memory Area ของ Timer และ Counter จะใชพนื้ ที่แยกกัน แตใน PLC
รุนเกา เชน CPM2A จะใช Timer และ Counter กับเบอรเดียวกันไมได
- 78 -
PNSPO!! !
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
!
ตัวอยางที่ 5.14 แสดงการใชคาํ สั่ง Counter สัญญาณที่สงเขาที่ขาสัญญาณนับจะทําให
Counter นับถอยหลังเมื่อเทียบกับ SV ตัว Counter จะเริ่มนับที่ขอบขาขึ้นของสัญญาณอินพุตและจะ
นับใหมเมื่อสัญญาณเปลี่ยนเปน OFF หรือ ‘0’ แลวกลับมา ON อีกครั้ง และจะทํางานเชนนีไ้ ปจน
ครบคาที่ตงั้ ไว (SV) เอาตพตุ จึง ON
CP
R
CP
CNT
N
SV
R
จังหวะการนับ
CNT
N
SV
จังหวะการรีเซต
ตัวอยางที่ 5.15 การใชงานของคําสั่ง Counter เมื่อ อินพุต 0.00 ทํางาน (ON) 1 ครั้ง
Counter จะนับ 1 ครั้ง ถาอินพุต 0.00 ทํางาน (ON) ครบ 10 ครั้ง จะทําใหคาํ สั่ง Counter ทํางาน
พรอมกับ Contact ของ Counter (CNT0000) จะทํางานดวย และจะถูก Reset ดวยอินพุต 0.02
ชุดคําสั่ง
Ladder Diagram
Address Instruction
00000
LD
00001
LD
00002 CNT 001
00003
LD
00004
OUT
00005 END (01)
I 0.00
CNT
I 0.02
0000
C0000
#0010
Q 100.02
END (01)
- 79 -
Operands
0.00
0.02
#0010
CNT0000
100.02
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
• การประยุกตใชงานของ TIMER และ COUNTER
ตัวอยางที่ 5.16
ตองการนับจํานวนคนดูคอนเสิรต สถานที่จัดงานสามารถจุคนดูได 20,000 คน ใช Photo
Switch นับจํานวนคน หลังจาก 20,000 คนแลวให OUTPUT LAMP 100.00 ทํางาน เพื่อแสดงวาคน
เต็มแลว
I/O ที่กําหนด
PHOTO SWITCH
0.00
PB RESET
0.01
OUTPUT LAMP
100.00
ชุดคําสั่ง
Ladder Diagram
I 0.00
Count
Input
C0001
Reset
C0001
Count
Input
I 0.01
C0002
CNT
0001
#0100
CNT
0002
Reset
#0200
Q 100.00
100
counts
200
counts
END(01)
- 80 -
Address Instruction
Data
00000
LD
0.00
00001
LD
CNT 0001
00002
CNT
0001
#0100
00003
LD
CNT 0001
00004
LD
0.01
00005
CNT
0002
#0200
00006
LD
CNT 0002
00007
OUT
100.00
00010
END (01)
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
ตัวอยางที่ 5.17
เครื่องจักรเครื่องหนึ่งตองการอัดจารบีหลังจากใชงานไปแลวครบ 1,000 ชัว่ โมง
I/O ที่กําหนด
PB START
0.00
PB RESET
0.01
VALUE LUBRICATE 100.00
ชุดคําสั่ง
Ladder Diagram
I 0.00 TIM 0001
TIM
0001
#6000
T0001
C0001
I 0.01
C0002
600 sec
Count
Input
CNT
0002
Reset
#6000
Q 100.00
600
counts
Address
00000
00001
00002
00003
00004
00005
00006
00007
00008
END(01)
- 81 -
Instruction
Data
LD
0.00
AND-NOT TIM 0001
TIM
0001
# 6000
LD
TIM 0001
LD
0.01
CNT
0002
# 6000
LD
CNT 0002
OUT
100.00
END (01)
PNSPO!! !
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
!
ตัวอยางที่ 5.18
มอเตอรปมน้ํา ถากดปุม PB-START หลอดไฟสีแดงจะติดเพื่อแสดงวาปมทํางาน และปม
น้ําจะหยุดการทํางานพรอมกับหลอดไฟสีแดงดับ ก็ตอเมือ่ กด PB-STOP หลอดไฟสีเขียวจะติดแทน
(ปมจะทํางานไดตอ งมีน้ําในแทงคเทานั้น)
Pump
Tank
PB-START
PB-STOP
หลอดไฟสีแดง
หลอดไฟสีเขียว
SENSOR DETECT
LIQUID
I/O ที่กําหนด
INPUT
0.00
0.01
0.02
100.00
100.01
100.02
OUTPUT
Ladder Diagram
I 0.00
Q100.00
Q100.00
I 0.01
I 0.02
PB-START
PB-STOP
SENSOR DETECT LIQUID
MOTOR PUMP
หลอดไฟสีแดง
หลอดไฟสีเขียว
ชุดคําสั่ง
Address
Q 100.00
00000
00001
Q 100.01
00002
Q 100.02
00003
00004
00005
END(01)
00006
00007
00008
- 82 -
Instruction
LD
OR
AND NOT
AND
OUT
OUT
LD NOT
OUT
END (01)
Operand
0.00
100.00
0.01
0.02
100.00
100.01
100.00
100.02
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
แบบฝกหัด
จงเขียนโปรแกรมตั้งเวลา 24 ชั่วโมง โดยเมื่อครบตามเวลาที่กําหนดตองการใหมอเตอรทาํ งาน
Ladder Diagram
Mnemonic Code
Address Instruction
00000
00001
00002
00003
00004
00005
00006
00007
00008
00009
00010
Data
- 83 -
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
5.5.3 การใชคําสัง่ Reversible Counter CNTR (FUN 12) หรือ UP/DOWN Counter
คําสั่ง CNTR ใชอินพุต 3 อินพุตควบคุมการทํางานคือ II (Increment Input), DI
(Decrement Input) และ Reset Input (R) การใชงานตองระบุเบอรของตัวเคาทเตอรและกําหนดคา
การนับ (Set Value) เปนจํานวนเทาใดดวย
II
DI
R
N: Counter Number
(หมายเลขของ Counter)
C000-C4095
CNTR(12)
N
SV
II- คือขานับสัญญาณแบบนับขึ้น
DI- คือขานับสัญญาณแบบนับลง
R- คือขา Reset
SV: Set Value (word, BCD)
CIO, W, H, A, T, C, D, E, E?_,
@D, @E, @E?_, *D, *E, *E_, #, DR, ,IR
พืน้ ที่หนวยความจําที่ใชกบั คําสั่งได
การกําหนดคา SV (คาที่จะตั้งใหนับ) สามารถกําหนดเปนคาคงที่ หรือกําหนดผาน
หนวยความจําตางๆ ที่กําหนดไวใหเชน DM ตองตั้งอยูในยาน 1-9,999 ลักษณะการทํางานของ
CNTR แสดงไดดงั นี้
Execution condition
On increment (II)
ON
OFF
Execution condition
On decrement (DI)
ON
OFF
Completion Flag
ON
OFF
SV
SV
SV-1
SV-1
00001
PV
SV-2
00000
- 84 -
00000
SV-2
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
ตัวอยางที่ 5.19
การใชงาน Counter ชนิด UP/DOWN counter หรือ Reversible Counter
ชุดคําสั่ง
Ladder Diagram
I 0.01
CNTR(12)
I 0.02
000
I 0.03
#10
C0000
Address
00000
00001
00002
00003
00004
00005
00006
Operand
LD
LD
LD
CNTR(12)
LD
OUT
Data
0.01
0.02
0.03
0000
#
10
CNT 0010
100.00
Reversible Counter หรือเรียกอีกชื่อวา UP-DOWN Counter ทั้งนี้เพราะสามารถทําการนับ
ขึน้ ในกรณีที่มสี ัญญาณเขาที่ II และมีการนับลงเมื่อมีสัญญาณเขาที่ DI แตถา มีสญ
ั ญาณ UP และ
DOWN ที่อนิ พุตพรอมกัน จะไมทําใหเกิดการนับในทิศทางใดๆ การนับจะนับเปนลักษณะวนหรือ
ตอเนื่องกันไปเรื่อยๆ กลาวคือ เมื่อนับครบตามจํานวนทีก่ ําหนดไวแลว จะวนกลับมาเปน “0”หรือ
“10” ใหม เปนเชนนี้ไปเรื่อย และการแสดงคาเอาตพตุ ของคําสั่ง CNTR จะมีสภาวะ “ON” เพียง 1
ครั้งเทานั้น ในจังหวะทีเ่ ปนการวนคาเชนจาก “10” เปน “0” ในกรณีที่มีการเพิ่มหรือลดถึงคาที่
กําหนดเอาไว สวนสัญญาณ Reset ถือวาเปนอีกอินพุตหนึ่งของ CNTR ถามีสภาวะ “ON” เมื่อใดจะ
ทําใหคาที่นับไดมีคา เริ่มตนที่ “0000” ทันที
- 85 -
PNSPO!! !
!
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
5.6 กลุมคําสั่ง Data Movement
5.6.1 การใชคําสัง่ MOVE – MOV(21)
S: Source word
(@)MOV(21)
S
D
CIO, W, H, A, T, C, D, E, E?_, @D, @E, @E?_,
*D, *E, *E?_, #, DR, ,IR
พืน้ ที่หนวยความจําที่ใชกบั คําสั่งได
D: Destination word
CIO, W, H, A, T, C, D, E, E?_, @D, @E,
@E?_, *D, *E, *E?_, DR, ,IR
พืน้ ที่หนวยความจําที่ใชกบั คําสั่งได
S = เวิรดตนฉบับที่ตองการ Copy (Source word)
D = เวิรดปลายทางที่ Copy (Destination word)
เมื่อคําสั่งนี้ทํางาน มันจะทําการสําเนา (Copy) ขอมูลจาก S ไปยัง D โดยที่ S ยังมีขอ มูลเดิม
อยู ถาใสสญ
ั ลักษณ @ ขางหนา คําสั่งนี้จะทํางานเพียงแค 1 Scan time เทานั้น จะไมมีการสําเนา
ขอมูลจาก S ไปยัง D อีก แมวา จะยังมีสัญญาณอินพุต ON ที่คาํ สั่ง MOV
- 86 -
PNSPO!! !
!
Source Input
CH 000
00000
1
00001
1
00002
0
00003
1
00004
1
00005
0
00006
0
00007
1
00008
1
00009
1
00010
1
00011
0
00012
0
00013
0
00014
0
00015
1
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
Destination Output
CH 010
01000
1
01001
1
01002
0
01003
1
01004
1
01005
0
01006
0
01007
1
01008
1
01009
1
01010
1
01011
0
01012
0
01013
0
01014
0
01015
1
.
.
.
ตัวอยางที่ 5.20
คาของ S = H 0001 (มีคา ขอมูลคือ 1500) และ D = D 0005 (มีคาขอมูลคงคือ 0050) เมื่อ
คําสั่ง MOV(21) ทํางาน คาที่ D จะมีขอมูลใหมคือ 1500
Ladder Diagram
I 0.00
MOV(21)
H 0001
S
D 0005
D
END(01)
- 87 -
I0.00 = OFF
I0.00 = ON
H0001
1500
H0001
1500
D0005
0050
D0005
1500
PNSPO!! !
!
!บทที่ 5 หลักการเขียนแลดเดอรไดอะแกรมและคําสั่งพื้นฐาน
!
5.7 กลุมคําสั่ง Data Shifting
5.7.1 การใชคําสั่ง SHIFT REGISTER – SFT(10)
Ladder Symbol
I
SFT(10)
P
St
R
E
Operand
St : Starting word
CIO, W, H, A
E : End word
CIO, W, H, A
I คือ ขา Data Input กําหนดคาที่ใชในการเลื่อนขอมูลเปน “0” หรือ “1”
P คือ ขา Pulse Input ใชปอนสัญญาณพัลสเพื่อเลื่อนขอมูลจาก I เขาไป
R คือ ขา Reset ใชกําหนดคาขอมูลใน Starting Word ถึง End Word ใหมีคา เปน 0
การทํางานจะเลื่อนขอมูลทีละบิต จากบิต 0 ของ Starting word ไปจนถึงบิต 15 ของ End
word ถามีการ ON ที่ขา P (Pulse) แตละครั้ง ถาขา P ON หนึ่งครั้ง ขอมูลก็จะเลื่อนหนึ่งบิต
ตัวอยางที่ 5.21
END Word
15 . . . 03 02 01 00
15 . . . 03 02 01 00
Start Word
15 . . . 03 02 01 00
Data Input
ทดลองเขียนคําสั่ง SFT(10) โดยมี 1 Second clock puls (P_1s) ที่ขา P และ Turn On สวิตช
I0.00 ซึง่ เปนคาขอมูลที่จะเลื่อนเขาไป โดยเาอตพตุ เวิรด W0 จะ ON ตั้งแตบติ ที่ W0.00 แลวเลือ่ น
ไป ON ที่ W0.01
Address
00000
00001
00002
00003
I 0.00
P_1s
I 0.01
SFT(10)
W0
Instruction
LD
LD
LD
SFT(10)
Operands
0.00
P_1s
0.01
W0
W0
W0
END(01)
00004
- 88 -
END(01)
บทที่ 6
การใชซอฟตแวรปอ นโปรแกรม
ในบทที่ผา นมาเราไดกลาวถึงหลักการเขียนแลดเดอรโปรแกรมและคําสั่งพื้นฐานตางๆ เพื่อนํา
ไปประยุกตกบั การใชงานจริงไดอยางเหมาะสม ตอจากนี้ไปเราจะเริม่ ตนการเขียนโปรแกรมโดยจะใช
ซอฟตแวร CX-programmer ในการสรางแลดเดอรไดอะแกรม
6.1 การติดตั้งซอฟตแวร CX-Programmer
6.1.1 PLC ทีส่ ามารถใชงานกับซอฟตแวร CX-Programmer
CX-Programmer เปนซอฟตแวรที่พัฒนาขึ้นมาแทนซอฟตแวร Syswin สามารถใชงาน
ไดกับ PLC ของ OMRON รุน ตางๆ ไดดงั ตารางตอไปนี้
PLC Series
CP-Series
CJ-Series
CS-Series
CV-Series
C-Series
SRM1
หมายเหตุ
รุน
CP1L, CP1H
CJ1G, CJ1G-H, CJ1H-H, CJ1M
CS1G, CS1G-H, CS1H, CS1H-H, CS1D-H, CS1D-S
CV1000, CV2000, CV500, CVM1, CVM1-V2
C1000H, C2000H, C200H, C200HE, C200HE-Z, C200HG, C200HGZ, C200HS,
C200HX, C200HX- Z, CPM1A, CPM1, CPM2*, CPM2*-S*, CQM1, CQM1H
SRM1,SRM1-V2
สําหรับรุนของ PLC ตามตารางนั้น จะเปลี่ยนไปตามการพัฒนาซอฟตแวร
ถาซอฟตแวรสูงขึ้น รุน ของ PLC จะมีใหเลือกเพิ่มขึ้น
-89-
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.1.2 ขอแนะนําสําหรับเครื่องคอมพิวเตอรทใี่ ชงาน (System Requirements)
CX-Programmer (และ CX-Server) สามารถทํางานไดกบั เครื่องคอมพิวเตอร PC
(IBM-AT หรือ NEC PC-98) ตั้งแต Pentium II ขึ้นไป โดยทํางานภายใตระบบปฏิบตั ิการMS-Windows
95, 98, ME, XP หรือ Windows NT Service pack 5, 2000 (หรือ Version ที่ใหมกวา)
หมายเหตุ: CX-Programmer (และ CX-Server) ไมรบั ประกันการทํางานบนเครื่องคอม
พิวเตอรที่เปนระบบปฏิบัติการอยางอื่นนอกเหนือจากของ MS-Windows ปกติ (เชน พวก Windows
Emulation อยาง Apple Macintosh, หรือเครื่อง PC ที่ใชระบบปฏิบัติการ Linux)
อยางไรก็ตามขอแนะนําสําหรับของระบบคอมพิวเตอรขั้นต่ําที่ CX-Programmer (และ
CX-Server) จะสามารถทํางานไดอยางมีประสิทธิผล มีดงั นี้
Minimum system Requirements
Operating
system
Windows 95
Windows 98
Windows NT
(with SP5)
Windows
2000
Windows ME
Windows XP
Home
Windows XP
Professional
หมายเหตุ
CPU
Type
Pentium
Class
133MHz
Pentium
Class
150MHz
Pentium
Class II
300MHz
Minimum Specification
Memory
HDD
Display
(RAM)
Space
32Mb
100Mb 800x600
SVGA
64Mb
100Mb
800x600
SVGA
128Mb
100Mb
800x600
SVGA
Recommended Minimum Specification
CPU
Memory HDD
Display
Type
(RAM)
Space
Pentium
64Mb
150Mb 1024x768
Class II
SVGA
200MHz
Pentium
Class II
200MHz
Pentium
Class II
200MHz
64Mb
150Mb
1024x768
SVGA
64Mb
150Mb
1024x768
SVGA
แมวาจะสามารถทํางานโดยใช Keyboard ไดทั้งหมด อยางไรก็ตามเพื่อความสะดวก
ในการทํางานควรใช Mouse
- 90 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.1.3 การติดตั้งซอฟตแวร CX-Programmer
ซอฟตแวรตวั นี้จะทํางานบนระบบปฏิบัติการ MS Windows95, 98, ME, NT หรือ
2000 ขึ้นไป
1.คลิก ที่ RUN บน Task bar
จะปรากฏหนาจอดังนี้
2. เลือก Browse เลือก Setup จะ
ปรากฏหนาจอดังนี้
3. หลังจากเลือก Setup
ของ CX-Programmer
จะปรากฏหนาจอนี้
4.คลิก OK เพื่อเลือก
Setup จะขึ้นหนาจอ
เพื่อใหเลือกภาษา
5.เลือกภาษาอังกฤษ
เลือกตกลง จะปรากฏ
หนาจอดังนี้
- 91 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.เลือก NEXT
7.เลือก YES
- 92 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
8.หลังจากนัน้ จะใหเขา
มากําหนด License ของ
ซอฟตแวร
9.หลังจากใส License
เรียบรอยแลวให คลิก
Next จะปรากฏหนาจอ
ดังนี้
10.เลือก YES เพื่อ Install
Program ตามขั้นตอน
- 93 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
11.คลิก Next เพื่อ
ติดตั้งซอฟตแวรตาม
ขัน้ ตอนตอไป
12.หลังจากนัน้
จะเปนการติดตั้ง
CX-Server
13.คลิก Next เพื่อ
เลือกวาจะติดตั้ง
อะไรบาง
- 94 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
14.คลิก Next
15.เลือก NSB Support Board
(จะเลือกหรือไมเลือกก็ได) ปกติ
ถาใช USB และ RS232 ไม
จําเปนตองเลือก NSB จากนัน้
ใหคลิก Next
- 95 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
16.ขณะนีก้ าํ ลังติดตั้ง
CX-Server
17.ถาปรากฏหนาจอนีแ้ สดงวา
ติดตั้งซอฟตแวรเสร็จเรียบรอยแลว
เมื่อหนาตางนีป้ รากฎขึ้นมาแสดงวาการติดตั้งสมบูรณ จากนั้นเราสามารถเรียกใชซอฟตแวร
CX-programmer จาก Icon หรือ เมนูได
- 96 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.2 การสรางโปรแกรมแลดเดอร
เพื่อใหเกิดความคุนเคยกับการใชซอฟตแวรในการเขียนโปรแกรม PLC เราขอใชตวั อยางแลด
เดอรไดอะแกรมที่แสดงในบทที่ 2 มาประกอบการอธิบาย การเขียนโปรแกรมดวย CX-programmer
สามารถใช Mouse คลิกที่สัญลักษณตางๆ หรือใช Keyboard ก็ได แตในตัวอยางนี้จะใช Keyboard เปน
ตัวอยาง
รูปที่ 6.1 ตัวอยางโปรแกรมแลดเดอร
- 97 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.2.1 การเปดใชซอฟตแวร CX-Programmer
คลิกปุม [start] ที่ task bar แลวคลิก เลือก [program] → [OMRON]→[CX-One]→
[CX-Programmer] → [CX-Programmer] ดังรูป
- 98 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.2.2 คําอธิบายหนาตางและการใชงาน
ในสวนนี้จะอธิบายฟงกชันการใชงานตางๆ ของหนาจอหลักของ CX-programmer
• หนาตางหลัก (Main window)
Title bar
แสดงขอมูลเกีย่ วกับชื่อไฟลที่ถกู สรางโดย CX-programmer
Main menu
ใชเลือกฟงกชนั ตางๆ ของ CX-programmer
Toolbars
แสดงไอคอนของฟงกชันทีใ่ ชงานบอย
Project tree/ (6) Project workspace
ใชจัดการโปรแกรมและการตั้งคาตางๆ
Section
โปรแกรมที่เขียนขึ้นสามารถแยกเปนสวนๆ ได
Diagram workspace
ใชสรางและแกไขแลดเดอรโปรแกรม
- 99 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
I/O comment bar
ใชแสดง name, address/value และ I/O comment ของตัวแปรที่ถูกเลือกโดย Mouse
Output window
- ใชแสดงผลของการตรวจสอบโปรแกรมที่เขียนขึ้น
- ใชแสดงผลที่ไดจากการคนหา contact instruction และ coil
- ใชแสดงขอผิดพลาดที่เกิดขึ้นขณะโหลดโปรแกรม
Status bar
แสดงขอมูลตางๆ เชน PLC name และสถานะการ offline/online
• พื้นที่สาํ หรับเขียนโปรแกรม (Diagram workspace)
Rung number
Program address
Rung header
Bus bar
• Shortcut Key
แสดง Shortcut Key ที่ใชใน CX-programmer เวลาเขียนโปรแกรมเราสามารถกดปุม
เหลานี้หรือใช Mouse คลิกที่รปู บน Tool Bar ก็ได เชน ถาตองการใชหนาคอนแทค NO ใหกดปุม [C]
- 100 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.3 การปอนโปรแกรม
ใชแลดเดอรไดอะแกรมที่แสดงในรูปที่ 6.1 เพื่อเปนตัวอยางในการสรางโปรแกรม
6.3.1 การสรางโปรเจคใหม
เมื่อเรียกใช CX-programmer เปนครั้งแรกคุณจะตองสรางโปรเจคขึ้นมาใหม ตอน
สรางโปรเจคใหมคณ
ุ จะตองเลือก Device Type และ CPU ของโปรแกรมที่กําลังสรางขึ้น โดยมีขนั้ ตอน
ดังตอไปนี้
1. เลือก [File] - [New] จาก Main menu จะปรากฎ Dialog box ดังรูปขางลางนี้
2. เลือก [CP1L] จาก Device Type
- 101 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
3. คลิก [Settings] ไดอะลอกบลอก “Device Type Settings” จะปรากฎดังตอไปนี้
4. เลือกรุน CPU จาก CPU Type จากนั้นคลิก [OK] ไดอะลอกบลอก “Device Type
Settings” จะปดลง
- 102 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
5. ตรวจสอบดวยวา Network Type เปน [USB] จากนัน้ คลิก [OK] ถา PLC ไมใชรุน
CP1L/CP1H การเลือก Network Type ตองขึ้นอยูกับ PLC รุนนั้นๆ เชน
Toolbus หรือ Hostlink
เมื่อคลิก [OK] แลวไดอะลอกบลอก “Change PLC” จะปดลงและแสดงหนาตาง
Main window ดังรูปขางลางนี้
หมายเหตุ ถาไมสามารถเลือก [USB] ที่ Network Type ได ใหตดิ ตั้ง USB Driver ของ CP1L
- 103 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.3.2 การปอนคอนแทค
เราขออางอิงรูปวงจรแลดเดอรโปรแกรมในรูปที่ 6.1 สวนการอธิบายการปอน
โปรแกรมจะเนนการใช Shortcut Key เปนหลัก
• การปอนคอนแทค NO
1. กดคีย [C] หรือใช Mouse คลิกที่รูป
แลวเอามาวางที่ Workspace ไดอะลอกบลอก ‘New Contact’ จะปรากฎออกมา
2. ปอนแอดเดรส 0.04 ดวยการกดปุมเลข "4" แลวกด [Enter]
เมื่อ “4” ถูกปอนเขาไปแลว ไดอะลอกบลอก ‘Edit Comment’ จะแสดงออกมา
3. ปอน “Light detection sensor” เปน I/O comment แลวกด [Enter]
คอนแทคที่ปอนพรอมคอมเมนต Light detection sensor จะปรากฎอยูใน
โปรแกรม
ขัน้ ตอนถัดไป ปอนวงจร OR
- 104 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
• การปอนวงจร OR
1. ที่ตําแหนง cursor ปจจุบัน ใหกดปุม [Enter]
จะเกิดพื้นทีว่ า งใหมขึ้นมาเพือ่ สรางวงจร OR ดังแสดงในรูปขางลางนี้
2. กดคีย [W]หรือใช Mouse คลิกที่รูป
ไดอะลอกบลอก ‘New Contact OR’ จะปรากฎดังรูปขางลางนี้
3. ปอนแอดเดรส W0.00 ดวยการคีย “W0” จากนั้นกด [Enter]
เมื่อ “W0” ถูกปอนเขาไปแลวไดอะลอกบลอก ‘Edit Comment’ จะแสดงออกมา
4. ปอน "Work Area" เปน I/O comment จากนั้นกด [Enter]
วงจร OR จะปรากฎออกมา
ขัน้ ตอนถัดไป ปอนคอนแทค NC (normally close)
- 105 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
• การปอนคอนแทค NC
1. กดคียล ูกศรขึน้ ( up arrow)
Cursor จะถูกเลื่อนขึ้นขางบนดังแสดงในรูป
2. ที่ตําแหนง Cursor ปจจุบันใหกดคีย [/]
ไดอะลอกบลอก ‘New Closed Contact’ จะปรากฎขึ้น
3. ปอนแอดเดรส Timer หมายเลข 0 โดยการกด "T0" แลวกด [Enter]
“T0” ที่ถูกปอนแลวจะแสดงไดอะลอกบลอก ‘Edit Comment’ ตามรูปขางลางนี้
4. ปอน "Timer" เปน I/O comment จากนัน้ กด [Enter]
วงจร AND ที่เปนตัวแทนของ Timer หนาคอนแทค NC จะปรากฎออกมา
ขั้นตอนถัดไป ปอนเอาตพุต Work area
- 106 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.3.3 การปอนคอลยเอาตพุต
1. กดคีย [O]หรือคลิก
ไดอะลอกบลอก ‘ New Coil’ จะปรากฎออกมา
2. ปอนแอดเดรส W0.00 โดยการคีย "W0" จากนั้นกด [Enter]
เมื่อ "W0" ถูกปอนไดอะลอกบลอก ‘Edit Comment’ จะปรากฎออกมา
3. ปอน comment “Work Area” จากนั้นกด [Enter]
4. กดปุมลูกศรลง (down arrow) 2 ครั้ง
Cursor จะถูกวางใน Rung ถัดไป การปอนวงจรใน Rung แรกเสร็จสมบูรณ
- 107 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.3.4 การปอน Timer
1. เลื่อน Cursor ไปติดกับ Busbar จากนัน้ กดคีย [C] แลวปอน "W000" จากนั้นกด
[Enter] ขณะเดียวกันไดอะลอกบลอก ‘Edit Comment’ จะปรากฎออกมา จากนั้น
ทําตามขั้นตอนที่กลาวมาแลวขางตนเพื่อปอนหนาคอนแทค
2. กดคีย [I] หรือคลิก
ไดอะลอกบลอก ‘New Instruction’ จะปรากฎขึ้น
3. ปอนคําสั่ง Timer โดยการพิมพ "TIM 0 #50" จากนั้นกด [Enter]
เมื่อ "TIM 0 #50" ถูกปอน ไดอะลอกบลอก ‘Edit Comment’ จะปรากฎขึ้นเพื่อให
ปอน I/O Comment
"TIM 0 #50" หมายถึงหนวงเวลา 5.0 วินาที เมื่อครบเวลาที่ตั้งไว T0000 จะ On
4. ปอน “Timer” ในไดอะลอกบลอก ‘Edit Comment’ จากนั้นกด [Enter]
- 108 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
คําสั่ง Timer จะปรากฎในโปรแกรมแลดเดอร
5. กดปุมลูกศรลง (down arrow) 3 ครั้ง
เมื่อ Cursor ถูกวางใน Rung ถัดไปการปอนคําสั่งใน Rung 01 เสร็จสมบูรณ
ขัน้ ตอนถัดไป ปอนคําสั่ง Counter
- 109 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.3.5 การปอน Counter
1. เลื่อน Cursor ไปติดกับ Busbar จากนั้นกดคีย [C] แลวปอน "004" จากนั้นกด
[Enter] ขณะเดียวกันไดอะลอกบลอก ‘Edit Comment’ จะปรากฎออกมา จากนั้น
ทําตามขั้นตอนที่กลาวมาแลวขางตนเพื่อปอนหนาคอนแทค
2. กดคีย [I] หรือคลิก
ไดอะลอกบลอก ‘New Instruction’ จะปรากฎขึ้น
3. ปอนคําสั่ง Counter โดยพิมพ "CNT 0 #3" จากนั้นกด [Enter]
เมื่อ "CNT 0 #3" ถูกปอนไดอะลอกบลอก ‘Edit Comment’ จะปรากฎขึ้นเพื่อให
ปอน I/O Comment
“CNT 0 #3” คือ counter ที่เริ่มตนนับลงจาก 3 เมื่อครบตามที่ตั้งไว C0000 จะ On
- 110 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
4. ปอน Comment โดยการพิมพ "Counter" จากนั้นกด [Enter]
คําสั่ง Counter จะปรากฎในโปรแกรมแลดเดอร
ตอจากนั้นใหปอนขาสัญญาณ Reset ของคําสั่ง Counter โดยใชหนาคอนแทค
Timer (T0000)
5. วาง Cursor ต่ํากวาหนาคอนแทคที่เพิ่งสรางขึ้นใน step 1
- 111 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6. ปอนหนาคอนแทค "T0000"
7. กดลูกศรลง (down arrow) 2 ครั้ง
เมื่อ Cursor ถูกวางใน rung ถัดไป การปอนคําสั่ง Counter เปนอันเสร็จสมบูรณ
ขัน้ ตอนถัดไป ปอน Auxiliary Area
- 112 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.3.6 การปอน Auxiliary Area
Auxiliary area คือ รีเลยที่ออกแบบมาใหใชงานเฉพาะ ตัวอยางเชน ‘First cycle flag’
ซึ่งจะ ON เพียง 1 cycle เทานั้นหลังจากจายไฟใหกับ PLC ในตัวอยางที่เราเขียนโปรแกรมอยูนี้ ‘First
cycle flag’ จะถูกใชรีเซ็ต Counter เมื่อตอนจายไฟให PLC
1. กดคีย [W] จากนั้นปอนวงจร OR หนาคอนแทค "C0000" ตอจากนั้นกด [Enter]
ขณะเดียวกันไดอะลอกบลอก ‘Edit Comment’ จะปรากฎขึ้น (การปอนหนาคอน
แทคไดกลาวถึงไปแลวในหัวขอกอนหนานี)้
2. กด [Enter]
จะเกิดพื้นทีว่ า งขางใตวงจร OR ที่เพิ่งถูกสรางขึ้น ดังรูปขางลางนี้
- 113 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
3. กดคียลูกศรซายมือ (left arrow)
4. กดคีย [W]
ไดอะลอกบลอก ‘New Contact OR’ จะปรากฎขึ้น
5. ปอนแอดเดรส "A20011" จากนั้นกด [Enter]
‘First cycle flag’ จะปรากฎบนโปรแกรมแลดเดอรดังรูปขางลางนี้
- 114 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.3.7 การปอนคอนแทค Differentiated Up
1. ใหอา งอิงโปรแกรมแลดเดอรในรูปที่ 6.1 จากนัน้ ใหปอนโปรแกรมตามขั้นตอนที่
อธิบายขางตนจนถึงหนาคอนแทค De-escalation motor contact
แอดเดรส "10001" ดังแสดงในรูปขางลางนี้
2. กด [Enter]
จะเกิดพื้นทีว่ า ง เพื่อใสวงจร OR
- 115 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
3. กดคีย [W]
ไดอะลอกบลอก ‘New Contact OR’ จะปรากฎขึ้น
4. ปอนแอดเดรส 0.03 โดยการคีย "3" แลวกด [Enter]
ไดอะลอกบลอก ‘Edit Comment’ จะปรากฎขึ้น
5. ปอน Comment โดยการคีย "Car detection sensor" จากนัน้ กด [Enter]
หนาคอนแทค Car detection sensor จะปรากฎขึ้นเปนวงจร OR
6. ให Double-click ที่แอดเดรส "0.03"
ไดอะลอกบลอก ‘Edit Contact’ จะปรากฎขึ้น
7. คลิกที่ [Detail]
- 116 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
8. เลือก [Up] จากนั้นคลิก [OK]
หนาคอนแทคที่มีลูกศรขึ้นเปนสัญลักษแสดง Differentiated Up จะปรากฎออกมา
6.3.8 การปอนคําสัง่ END
โปรแกรมแลดเดอรจําเปนตองจบดวยคําสั่ง END แต CX-programmer จะสรางสวนที่
เปนคําสั่ง END ขึ้นเองอัตโนมัติ ถาตองการดูคําสั่ง END ให Double-click ที่สว นของ END ดังรูป
- 117 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.4 การโหลดและจัดเก็บโปรแกรม (Loading/Saving)
โปรแกรมที่สรางขึ้นอาจตองจัดเก็บ (Save) ซึ่งในหัวขอนี้จะอธิบายวิธีการจัดเก็บ และเรียก
(Load) โปรแกรมกลับขึ้นมาใชอีก
6.4.1 การ Compile โปรแกรม
การ Compile จะชวยใหเราสามารถตรวจสอบขอผิดพลาดในโปรแกรมได
1. เลือก [PLC] - [Compile All PLC Programs] จาก Main menu
การ Compile จะเริ่มขึ้นเมื่อ Compile เสร็จผลที่ไดจากการตรวจสอบจะแสดงที่
Output window
2. ถามีขอ ผิดพลาด(error) เกิดขึน้ ให double-click ที่ขอความ error นัน้ ใน Output
window
Cursor จะกระโดดไปยังตําแหนงที่ error นัน้ ถูกพบ จากนั้นจึงแกไข error
- 118 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.4.2 การ Save โปรแกรม
โปรแกรมจะถูกจัดเก็บเปนกลุมตามแตละโปรเจคที่สรางขึ้น
1. เลือก [File] - [Save As] จาก Main menu
ไดอะลอกบลอก ‘Save CX-Programmer File’ จะปรากฎขึ้น
2. ใหระบุสถานที่และชื่อไฟลที่จะจัดเก็บ แลวคลิก [Save]
ไฟลจะถูกจัดเก็บ
- 119 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.4.3 การ Load โปรแกรม
เราสามารถเรียกโปรแกรมทีจ่ ดั เก็บแลวมาใชงานได โดยโปรแกรมจะถูกโหลดเปน
กลุมของแตละโปรเจค
1. เลือก [File] - [Open] จาก Main menu
ไดอะลอกบลอก ‘Open CX-Programmer Project’ จะปรากฎขึ้น
2. ใหระบุสถานที่และชื่อไฟลที่จะเรียก แลวคลิก [Open]
โปรแกรมที่ถูกเรียกจะปรากฎออกมา
- 120 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.5 การแกไขโปรแกรม
โปรแกรมที่เขียนขึ้นสามารถแกไขใน CX-programmer ได รวมทั้งสามารถเพิ่มหรือแกไข I/O
comment และ rung comment ไดเชนเดียวกัน
6.5.1 การแกไข I/O comment
เราสามรถแกไขและเพิ่ม I/O comment โดยใชรายการแอดเดรส
1. เลือก [Edit] - [I/O Comment] จาก Main menu
หนาตาง I/O comment จะปรากฎออกมาดังนี้
- 121 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
2. ให Double-click แอดเดรสทีค่ ณ
ุ ตองการปอนหรือแกไข I/O comment
พืน้ ที่สําหรับปอน I/O comment จะใชงานได จากนัน้ ใหปอ นหรือแกไข I/O
comment
- 122 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.5.2 การปอน Rung comment
1. Double-click ที่ Rung header สําหรับ Rung ที่คุณตองการใส Comment
ไดอะลอกบลอก ‘Rung Properties’ จะปรากฎขึ้น
2. คลิกที่ General ปอน Comment ตามที่ตองการ
3. ปดไดอะลอกบลอก ‘Rung Properties’
Comment ที่ปอ นจะปรากฎบนโปรแกรมแลดเดอร
- 123 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
¾
6.5.3 การแกไข Rung
¾ การลบ
• หนาคอนแทค/คําสั่ง
1. วาง Cursor บนคอนแทคหรือคําสั่งที่ตองการจะลบ จากนั้นกดคีย [Delete]
• Rung
1. คลิกที่ Rung header
โปรแกรมใน Rung จะถูกลบทั้งหมด
2. จากนั้นกดคีย [Delete]
Rung ที่เลือกไวจะถูกลบทั้งหมด
- 124 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.5.4 การลากเสนแนวนอนและแนวตั้งเพื่อเชื่อมสัญลักษณแตละตัว
ในกรณีที่ตองการเชื่อมตอสัญลักษณโดยการลากเสนในแนวนอน ใหคลิกที่สัญลักษณ
รูปเสนในแนวนอน (Horizontal Line) จากนั้นคลิกที่ตําแหนงชอง Cell ที่ตองการวางรูปเสน ก็จะเปน
การวางรูปเสนในแนวนอนลงไปบนชอง Cell นั้น
แตถาตองการลากเสนในแนวตั้งเพื่อตองการจะตอรูปสัญลักษณแบบขนาน จะมีจุด
สังเกต โดยดูตามรูป
1. คลิกสัญลักษณของเสนใหยบุ ลงไป
เลือกตรงตําแหนงมุมของกรอบ
2. นํามาคลิกที่ตําแหนงที่ตอ งการโดยเลือก คลิกที่ตําแหนงมุมของกรอบที่เหลี่ยมที่
ตองการลากเสนแนวตั้ง
3. ในกรณีที่ตอ งการลบเสนใหใชเมาสคลิกอีกครั้งหนึ่งที่ตําแหนงเดิม
4. หลังจากนัน้ จึงนําสัญลักษณที่เปน Contact มาวางขนานดังรูป
- 125 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.6 การ Online
6.6.1 การ Online เพื่อ Transfer โปรแกรม
เมื่อตองการ Transfer โปรแกรมหรือทําการ Setting การทํางานตางๆ ของ PLC เราตอง
ทําการ Online กอน
1. ใช CX-programmer เปดโปรแกรมที่ตองการ Transfer
2. เลือก [PLC] - [Work Online] จาก Main menu
ไดอะลอกบลอกจะปรากฎขึน้ เพื่อใหยอมรับการ Online
3. คลิก [Yes]
ไดอะลอกบลอกจะปด
เมื่อระบบ Online ไดสําเร็จ สวนที่เปนแลดเดอรจะเปลี่ยนเปนสีเทาออน
- 126 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
หมายเหตุ ถาไมสามารถ Online ได กรุณาตรวจสอบการตัง้ คา PLC type และ Communication
setting
6.6.2 การทํา Auto-online
เราสามารถทํา Auto-online ในกรณีที่ไมทราบรุนและการตั้งคาพอรตสื่อสารของ PLC
เมื่อเปดซอฟตแวร ตัว CX-Programmer ขึน้ มาในขั้นตอนแรก จะขึ้นหนาจอดังรูป
1.เลือกที่เมนู [PLC]-[Select
Serial Port] เพื่อเลือก Comport
ของ Computer ทีใ่ ชงาน
2.เลือกพอรตสื่อสาร
ของ Computer ทีใ่ ชงาน
เชน COM1, COM2
- 127 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
3.หลังจากนัน้ เลือก Auto Online
4.ในขณะทํา Auto Online โปรแกรมจะทํา
การเลือกรุนของ PLC, Communication
Setting และ Protocol ที่ใชงานใหอัตโนมัติ
หลังจาก Online แลวจะ Load โปรแกรม
ขึน้ มาอยูบนคอมพิวเตอรอตั โนมัติ
- 128 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.7 การเปลี่ยนโหมด PLC
เปลี่ยนโหมด PLC ไปที่ PROGRAM ขัน้ ตอนตางๆ แสดงไดดังตอไปนี้
1. เลือก [PLC] - [Operating Mode] - [Program] จาก Main menu
หรือคลิกที่ Toolbar
จากนั้นไดอะลอกบลอกสําหรับการเปลี่ยนโหมด
จะปรากฎขึ้น ใหเลือก Program
2. คลิก [Yes] โหมดการทํางานจะเปลีย่ นไปตามที่เลือก
โหมดการทํางานจะถูกแสดงที่ Title bar และ Project tree
- 129 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
• โหมดการทํางานของ PLC
PLC จะมีโหมดการทํางานอยู 3 โหมด คือ PROGRAM, MONITOR และ RUN การ
เปลี่ยนโหมดจะมีผลตอการทํางานของ PLC ซึ่งอธิบายไดดังตอไปนี้
โหมด PROGRAM ในโหมดนี้โปรแกรมจะหยุดการทํางาน ซึง่ เหมาะสําหรับ
การเตรียมการเพื่อใชในการตั้งคาตางๆ เชน PLC setup,
Transfer โปรแกรม และการทํา Force-set/Force-reset
โหมด MONITOR ในโหมดนี้โปรแกรมจะทํางาน แตสามารถทํา Online edit,
Force-set/Force-reset และเปลี่ยนคาในหนวยความจําได
โหมดนี้เหมาะสําหรับการปรับแตงระหวางการทดสอบ
โปรแกรม
ในโหมดนี้โปรแกรมจะทํางาน ใชโหมดนี้เพื่อการควบคุม
โหมด RUN
แบบปกติ
ตารางขางลางนี้แสดงความสัมพันธระหวางสถานะการทํางานในแตละโหมด
Operating Mode
Program status
I/O refreshing
External I/O status
I/O memory
Non-holding memory
Operations from I/O memory monitoring
CX-Programmer Program monitoring
Program
From PLC
transfer
To PLC
Compiling
PLC setup
Changing program
Force-setting/Force-resetting
Changing timer/counter SV
Changing timer/counter PV
Changing I/O memory PV
PROGRAM
Stopped
Execute
OFF
Cleared
OK
OK
OK
OK
OK
OK
OK
OK
OK
OK
OK
- 130 -
RUN
Running
Execute
ขึน้ อยูกบั โปรแกรม
ขึน้ อยูกบั โปรแกรม
OK
OK
OK
X
X
X
X
X
X
X
X
MONITOR
Running
Execute
ขึ้นอยูกับโปรแกรม
ขึ้นอยูกับโปรแกรม
OK
OK
OK
X
X
X
OK
OK
OK
OK
OK
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.8 การ Transfer โปรแกรม
1. เลือก [PLC] - [Transfer] - [To PLC] จาก Main menu ไดอะลอกบลอก ‘Download
Options’ จะปรากฎขึ้น
2. เลือกสิ่งที่ตอ งการดาวนโหลด โดยคลิกในเช็คบล็อกจากนั้นคลิก [OK]
- 131 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
3. คลิก [Yes] ถาไดอะลอกบลอกนี้ปรากฎขึน้
ถาไดอะลอกบล็อกนี้ปรากฎขึ้น ใหคลิก [Yes] อีกครั้งหนึ่ง
การ Transfer จะเริ่มขึ้น
4. คลิก [OK]
การ Transfer โปรแกรมเสร็จสิ้น
- 132 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.9 การทํา Force-set/Force Reset
CX-programmer สามารถควบคุมอุปกรณ I/O ตางๆ ไดอยางอิสระโดยใชฟงกชนั นี้ ซึง่ สามารถ
สั่งใหบิตตางๆ เหลานั้น On หรือ Off ไดตามตองการ
1. เปลี่ยนโหมด PLC ไปที่ MONITOR หรือ PROGRAM
2. วาง Cursor ที่ตําแหนงที่ตองการทํา Force-set
3. เลือก [PLC] - [Force] - [On] จาก Main menu
- 133 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
เมื่อทําการ Force-set หนาคอนแทคนั้นจะมีสัญลักษ Force-set ปรากฎอยู
หมายเหตุ
- เลือก [On] เพื่อบังคับใหหนาคอนแทค ON และเลือก [Off] เพื่อบังคับให
หนาคอนแทค OFF
- ถาตองการยกเลิก force-set/force-reset ใหเลือก [Cancel]
- พืน้ ที่หนวยความจําที่สามารถ force-set/force-reset ได CIO area, work area
(WR), timer completion flag, holding area (HR), counter completion flag
- 134 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.10 การเปลี่ยนคา Timer
คาตั้งเวลาของ Timer หรือหนวยความจําตางๆ สามารถเปลี่ยนแปลงไดระหวางทํางาน เพื่อให
ไดคา ที่เหมาะสม
1. เปลี่ยนโหมด PLC ไปที่ MONITOR หรือ PROGRAM
2. Double-click คา Setting ของ timer ที่ตองการจะเปลีย่ น
ไดอะลอกบลอก ‘Set Timer/Counter Value’ จะปรากฎขึน้
3. ปอนคาใหม จากนั้นคลิก [OK]
คา Setting ของ Timer จะเปลี่ยนเปนคาใหม
- 135 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.11 เทคนิคการใชงานอื่นๆ
6.11.1 การแทรก/ลบ Rung
แตละชองของ Ladder Diagram เรียกวา 1 รัง (Rung) หรือ 1 เน็ตเวิรก (Network)
หมายเลข Rung <Rung ที่ 0>
แถวที่ 1
เสนแนวตั้ง
แถวที่ 2
6.11.1.1) เงื่อนไขในการแยก Rung ใหสังเกตเสนแนวตั้งระหวาง Ladder Diagram แต
ละบรรทัดวามีเสนแนวตั้ง ลากเชื่อมตอระหวางแถวหรือไม
- ถามีเสนแนวตั้งตองเขียน Ladder Diagram ใน Rung เดียวกัน เชน Ladder
Diagram ใน Rung ที่ 0 มีเสนแนวตั้งลากเชื่อมตอระหวางแถวที่ 1 และ 2
ดังนั้นจึงเปน Rung เดียวกัน
- ถาไมมเี สนแนวตั้ง ใหแยก Rung เชน Rung ที่ 0 กับ Rung ที่ 1(ที่มีคาํ สั่ง
END(01)) แยกกันคนละ Rung
- 136 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.11.1.2) การแทรก Rung สามารถทําไดหลายวิธีดังนี้
วิธีที่ 1 เลือกที่ Rung ที่ตองการ แลว คลิกขวา จะปรากฎหนาจอดังรูป
- เลือก<Rung>-<Insert Below> หมายถึง เพิ่ม Rung เขาไปทางดานลางของ
Rung ที่เลือก
- เลือก<Rung>-<Insert Above> หมายถึง เพิ่ม Rung เขาไปทางดานบนของ
Rung ที่เลือก
วิธีที่ 2 เลือกทางดานหนาของ Rung (จะปรากฎแถบสีฟาครอบคลุมพื้นที่ของ
Rung นัน้ ทั้งหมด) แลวคลิกขวา จะปรากฎหนาจอดังรูป
- 137 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
- เลือกที่ <Insert Below> เพื่อเพิ่ม Rung เขาไปทางดานลางของ Rung ทีเ่ ลือก
- เลือกที่ <Insert Above> เพือ่ เพิ่ม Rung เขาไปทางดานบนของ Rung ทีเ่ ลือก
วิธีที่ 3 เลือกที่ Rung แลวเขาที่เมนู<Insert>-<Rung>-<Below> (กดปุม R บน
Keyboard) หรือเลือก<Above> (กดปุม Shift+R บน Keyboard) ดังรูป
- 138 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.11.1.3) การลบ (Delete) Rung, Copy และ Cut Rung
สามารถทําการลบ (Delete) Rung นัน้ ทิ้งหรือการ Copy Rung นัน้ ไวแลวนํา
ไปวาง (Paste) ไวที่อื่นเพื่อไปทําการแกไขดัดแปลงเล็กนอย ถาโปรแกรม
สวนนั้นมันคลายๆ กันแทนที่จะตองเขียนใหมทั้ง Rung หรือทําการ Cut เพื่อ
ยายตําแหนง Rung นัน้ ไปไวที่ตําแหนงอืน่ ของโปรแกรมไดโดยการใชการ
Cut, Copy และ Paste เชนเดียวกับโปรแกรมอื่นๆ ทัว่ ไปที่ทาํ งานบน
MS-Windows ดังรูป
1. คลิกที่ชองสีเทาดานหนาเพื่อ เลือก Rung ที่
จะทําการลบ (Delete), copy, หรือ cut
2. แลวจะขึ้น Pop-up Menu มาให คลิกเลือก
วาจะทําการ cut, copy, paste, หรือ delete ได
- 139 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
หรือสามารถใชปุมที่ toolbar หรือจะใชเมนู
ดานบนของโปรแกรมก็ได หรืออาจใชการกด
Key เชน กด Shift+Del หรือ Ctrl+ x เพื่อ Cut
กด Ctrl + c เพื่อ Copy, กด Ctrl + v เพื่อ
Paste(วาง), กด Del เพื่อ ลบ,
1. คลิกที่นี่ (บริเวณสีเทา) เพือ่ เลือก Rung ที่เราตองการ
จะ copy ไปไวที่อื่น แลวกดคีย Ctrl + C หรือ คลิก
- 140 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
2. คลิกเลือกตําแหนง Rung ที่ตองการจะเอา Rung ที่
เรา Copy ไวไปแทรก แลวกด Ctrl + V หรือคลิก
3. Rung ที่แทรกเพิ่มเขามาแลวดัน
Rung ที่มีฟงกชัน End ลงไป
4. ดัดแปลงแกไข Rung นี้จากสัญลักษณรูปเดิมไดโดย
ไมตองมาวางสัญลักษณบน Rung ใหมทั้งหมด (กรณีที่
Rung ที่จะเขียนใหม คลายกันกับ Rung เดิม)
- 141 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
6.11.2 แทรก/ลบแถวแนวนอนและแนวตัง้ (Row/Column )
สามารถทําไดหลายวิธีเชนเดียวกับการแทรก Rung ดังนี้
วิธีที่ 1 คลิกขวาภายใน Rung ที่ตองการแทรก Row/Column ดังรูป
<Insert Row>-เพิ่มแถวทางแนวนอน
<Insert Rung Column>-เพิ่มแถวทางแนวตัง้
<Delete Row>-ลบแถวทางแนวนอน
<Delete Rung Column>-ลบแถวทางแนวตัง้
- 142 -
บทที่ 6 การใชซอฟตแวรปอนโปรแกรม
PNSPO
วิธีที่ 2 คลิกเมาสภายใน Rung ที่ตองการเพิม่ แถว หลังจากนั้นเขาไปทีเ่ มนู<Insert><Row>(กดปุม Ctrl+Alt+Down) หรือ <Column> (กดปุม Ctrl+Alt+Right) ดังรูป
จากที่กลาวมาขางตน เปนการแนะนําวิธีใชซอฟตแวร CX-Programmer ในการเขียนโปรแกรม
ใหกับพีแอลซี ซึง่ การเขียนนั้นสามารถทําได 2 แบบ คือ การใชเมาสกับการใชคียบ อรด แตทา นตองมี
พืน้ ฐานความรูเกี่ยวกับคําสัง่ ตางๆ เพื่อใชประกอบความเขาใจ ขอแนะนําที่อยูใ นบทนี้จะครอบคลุมการ
ใชงานพื้นฐานที่จําเปนสําหรับการเขียนโปรแกรม ถาตองการทราบวิธีการใชงานที่สงู กวานี้สามารถ
ศึกษาเพิ่มเติมไดจาก Help และคูมอื การใชงานของซอฟตแวร
- 143 -
บทที่ 7
ตัวอยางการประยุกตใชงาน
เนื้อหาในบทนี้จะกลาวถึงตัวอยางการประยุกตใชงานโดยนําเอาคําสั่งพื้นฐานตางๆ ที่กลาว
ในบทที่ 5 มาสรางโปรแกรมใหไดการทํางานตามที่โจทยกําหนดไว พรอมเฉลยโปรแกรมใน
ตัวอยางเพื่อประกอบความเขาใจ
7.1 ตัวอยางการประยุกตใชงานโดยใชคําสั่ง Timer
Host
Player 1
Player 2
Player 3
Buzzer
<กติกาการเลน>
หลังจากที่สนิ้ สุดคําถามจากผูดาํ เนินรายการ (Host) ใหผแู ขงขัน 3 คน แยงกันกดสวิตชที่อยู
ขางหนาเพื่อตอบคําถาม และผูที่กดสวิตชไดกอนจะมีเสียง Buzzer ดังขึ้นประมาณ 10 วินาที
ขณะเดียวกันจะมีหลอดไฟติด ที่หนาผูแขงขันที่กดกอน โดยผูดําเนินรายการสามารถกดปุม Reset
กอนถึงเวลา10 วินาทีก็ได
-144-
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
I/O Assignment
Input
I0.00
I0.01
I0.02
I0.03
-
PB1
PB2
PB3
RST (Reset)
Q100.00
Q100.01
Q100.02
Q100.03
-
Output
Buzzer
Player 1 Light
Player 2 Light
Player 3 Light
Ladder Diagram : Main 1 Rung 1
Main 1 – Who press first
(Priority Determination)
This program is to determine which players press the switch first, after the host have finished asking a question.
Rung 1 – Interlocked
Interlocked Rung for 3 player playing the game
I 0.00
Q 100.02
Q 100.03
W 5.01
PB1 PP1
I0.01
PB2
I 0.02
PLAYER2 PLAYER3 Reset
Q 100.01 Q 100.03
PLAYER1 PLAYER3
Q 100.02 Q 100.01
PB3
W 5.00
PLAYER2 PLAYER1
TIM0000
W 5.00
Rung 2 – Buzzer
ON Buzzer when any switch is pressed and timer will cut the buzzer after specified time
Q 100.00
W 5.00
BUZZER
TIM 0000
#0100
Rung 3 – Player 1
Player 1 Rung
I 0.00
PB1
Q 100.01
Q 100.02
Q 100.03
PLAYER2 PLAYER3
I 0.03
Q 100.01
RST
PLAYER1
PLAYER1
- 145 -
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
Rung 4 – Player 2
Player 2 Rung
I 0.01
PB2
Q 100.02
Q 100.01
Q 100.03
PLAYER1 PLAYER3
I 0.03
Q 100.02
RST
PLAYER2
I 0.03
Q 100.03
RST
PLAYER3
PLAYER2
Rung 5 – Player 3
Player 3 Rung
I 0.02
Q 100.01
Q 100.02
PB
PLAYER1 PLAYER2
Q 100.03
PLAYER3
Rung 6 – Reset
Reset for the Game
I 0.03
W 5.01
RST
RESET
Rung 7
END(01)
- 146 -
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
7.2 ตัวอยางการควบคุมการปด-เปดประตู
จากรูป เมื่อรถวิ่งเขาใกลประตู สัญญาณจากเซนเซอรอุลตราโซนิคจะสั่งใหประตูเปด และ
เมื่อรถผานไป จะสั่งใหประตูปดตามเดิม
Ultrasonic Sensor
Door position
Maker
Pushbutton
CP1L
Photoelectric
Sensor
I/O Assignment
Input
I0.00-Ultrasonic sensor
I0.01-Photoelectric sensor
I0.02-Door Upper limit switch
I0.03-Door Lower limit switch
Output
Q100.00-Motor to raise door
Q100.01-Motor to lower door
- 147 -
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
Ladder Diagram : Main 1 Rung 1
Main 1 – Auto door
This program shows the automatic control of warehouse door.
Rung 1 – Raise door
I 0.00
I 0.02
Q 100.01
Q 100.00
Ultra sensor
Q 100.00
Upper LS
Lower
Raise door
Raise door
Rung 2 – Photo sensor
Sense unit differentiation down
I 0.01
Photo sensor
DIFD(14)
W2.00
Rung 3 – Lower door
W 2.00
I 0.03
Q 100.01
Lower LS
Q 100.00
Raise door
Q 100.01
Lower door
Lower door
Rung 4 – End
END(01)
Timing diagram
I0.00
Ultrasonic switch
I0.02
Upper limit sensor
Q100.00
Motor to raise door
I0.01
Photoelectric sensor
W 2.00
DIFD
I0.03
Lower limit switch
Q100.01
Motor to low door
- 148 -
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
7.3 ตัวอยางการควบคุมระบบ Lubrication ของเกียรแบบอัตโนมัติ
เมื่อเกียรเคลื่อนที่มายังตําแหนง S1 จะสั่งให Valve (V1) จายน้ํามันหลอลื่นใหกบั ชุดเกียร
โดยใชเวลาเปนตัวสั่งหยุดจายน้ํามันหลอลื่น ถาน้ํามันหลอลื่นในแท็งก (Tank) ลดลงต่ํากวา Sensor
(S2) ก็จะไปสั่งให Alarm ดังขึ้น
V1
S2
S1
Lubricating Oil
Tank
Oil shortage alarm
indicator
I/O Assignment
Input
I0.00-Position detection (S1)
I0.01-Lower limit of level (S2)
Output
Q100.00-Electromagnetic valve for oil supply
Q100.01-Oil shortage alarm indictor
- 149 -
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
Ladder Diagram : Main 1 Rung 1
Main 1 – Auto lubricate
Auto lubrication of gear
Rung 1 – Start
I 0.00
Position detection
DIFD(13)
W 2.00
Rung 2 – Open valve
Open valve and delay 1.5 sec.
W 2.00
TIM0000
Q 100.00
Q 100.00
Valve close
Valve opens
TIM0000
Valve close
#0015
Valve opens
Rung 3 – Oil shortage
Q 100.01
I 0.01
Lower level
Oil shortage Alarm
Rung 4 – End
END(01)
Timing diagram
I0.00
Position Detection
W 2.00
Q 100.00
DIFU
Valve Opens
1 scan time
1.5 sec
TIM 0000
I 0.01
Q100.01
Timer’s preset time
Lower limit of oil level
Oil shortage alarm indicator
- 150 -
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
7.4 ตัวอยางการลําเลียงแผนทองแดงบนสายพานลําเลียง
มอเตอร 3 จะหมุนตลอดเวลา ขณะที่มอเตอร 2 จะหมุนเมื่อแผนทองแดงวิ่งผาน Sensor 3
และจะหยุดหมุนเมื่อแผนทองแดงวิ่งผาน Sensor 2 หรือหมุนครบเวลา 2 วินาที สวนมอเตอร 1 จะ
หมุนเมื่อแผนทองแดงวิ่งผาน Sensor 2 และจะหยุดหมุนเมื่อแผนทองแดงวิ่งผาน Sensor 1ไปแลว 2
วินาที
Copper
plate
Sensor 3
Sensor 2
Motor 3
Sensor 1
Motor 2
Motor 1
CP1H
I/O Assignment
Input
I0.00-Sensor 1
I0.01- Sensor 2
I0.02- Sensor 3
Output
Q100.00-Motor 1
Q100.01-Motor 2
Q100.02-Motor 3
- 151 -
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
Ladder Diagram : Main 1 Rung 1
Main 1 – Conveyor control Conveyor belt control application
Rung 1 – Motor 2
I 0.02
TIM 0000
Q 100.01
S3
Q 100.01
Motor 2
Motor 2
Rung 2 – Motor 1
I 0.01
TIM 0001
Q 100.00
S2
Q 100.00
Motor 1
Motor 1
Rung 3 – Delay for 2 sec
Q 100.00
Motor 1
I 0.01
S2
TIM
0000
#0020
Rung 4 – Sensor 1
I 0.00
TIM 0001
W 2.00
S1
W 2.00
Rung 5 - Delay for 2 sec
W 2.00
I 0.00
S1
TIM
0001
#0020
- 152 -
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
Rung 6 – Motor 3
P-On
Q 100.02
Always ON Flag
Motor 3
Rung 7 – End
END(01)
- 153 -
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
7.5 ตัวอยางการใช Line Control ในการ Packing
START
(0.00)
PB1
STOP
(0.01)
PB2
(100.00)
APPLE
CONVEYOR
SE (0002)
PART
SENSOR
SE (0.03)
BOX
(100.01)
BOX
CONVEYOR
เงื่อนไขการทํางาน :
เมื่อกด PB 1 (Start) เพื่อเริ่มตนการทํางาน กลองที่จะใสลูกแอปเปลจะถูกลําเลียงมาโดย
สายพานลําเลียง และจะหยุดเมื่อกลองที่จะใสลูกแอปเปลมาบัง Sensor (SE2) หลังจากนั้นสายพาน
ลําเลียงแอปเปลจะลําเลียงแอปเปลลงกลองจํานวน 10 ลูก ซึ่งเช็คโดย Sensor (SE1) เมื่อครบ 10 ลูก
แลว สายพานลําเลียงแอปเปลจะหยุดหมุน และสายพานลําเลียงที่ลําเลียงกลองแอปเปลจะหมุน
กลองที่ใสแอปเปลใบใหม เขามาแทนที่และระบบการทํางานจะเปนอยางนี้เรื่อยไปจนกวาจะกด
PB2 (Stop) เพื่อหยุดการทํางาน
- 154 -
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
I/O Assignment
Input
I0.00
I0.01
I0.02
I0.03
Devices
START Push button (PB1)
STOP Push button (PB2)
Part Present (SE1)
Box Present (SE2)
Output
Q100.00
Q100.01
Devices
Apple Conveyor
Box Conveyor
I0.00
I0.01
I0.02
I0.03
W2.00
CNT 0010
Q100.00
Q100.01
Mnemonic Codes
Address
0000
0001
0002
0003
0004
0005
0006
0007
Instruction
LD
OR
AND NOT
OUT
LD
AND NOT
OUT
LD
Data
0.00
W 2.00
0.01
W 2.00
W 2.00
100.01
100.00
0.02
Address
0008
0009
0010
0011
0012
0013
0014
- 155 -
Instruction
LD NOT
CNT
LD CNT
OR NOT
AND
OUT
END (01)
Data
0.03
0010
# 0010
0010
0.03
W 2.00
100.01
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
Ladder Diagram : Main 1 Rung 1
Main 1 – Packing
Packing line control for Apples
Rung 1 – Start condition
I 0.00
I 0.01
W 2.00
PB1
W 2.00
PB2
RUN
Q 100.01
Q 100.00
RUN
Rung 2 – Apples conveyor
W 2.00
RUN
Box Conveyor
Apple Conveyor
Rung 3 – Counter
Counter preset at 10
I 0.02
CNT
SE1
I 0.03
0010
#0010
SE2
Rung 4 – Box conveyor
CNT 0010
W 2.00
S1
I 0.03
RUN
Q 100.01
Box
Conveyor
SE2
Rung 5 – END
END(01)
- 156 -
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
7.6 ตัวอยางการควบคุมจํานวนรถในลานจอดรถ
ในลานจอดรถแหงนี้ สามารถจอดรถไดเพียงแค 100 คัน ตลอดเวลาจะมีรถเขา-ออก ที่
ทางเขาจะมี Sensor (S1) และทางออกจะมี Sensor (S2) พรอมกับมีปายแสดง (หลอดไฟนีออน)
แสดงวารถเต็มลานจอดรถแลวเมื่อครบ 100 คัน
(Q100.00)
Car incoming in
S1 (I0.00)
Car going out
S2 (I0.01)
I/O Assignment
INPUT
I0.00 - Sensor S1
I0.01- Sensor S2
OUTPUT
Q100.00 - Car park full sign
- 157 -
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
Ladder Diagram : Main 1 Rung 1
Main 1 – Car Park Control
Application: Car Park Control
Rung 1 – Car in
I 0.00
S1
DIFU(13)
W 2.00 Car in
Rung 2 – Add 1
W 2.00
CLC(41)
Car in
++B(594)
H0000
#0001
H0000
Rung 3 – Car out
I 0.01
S2
DIFU(13)
W 2.01 Car out
Rung 4 – Subtract 1
W 2.01
CLC(41)
S2
--B(596)
H 0000
#0001
H0000
- 158 -
บทที่ 7 ตัวอยางการประยุกตใชงาน
PNSPO
Rung 5 – Compare
P_On
CMP(20)
H0000
#0001
Always ON Flag
P_EQ
Equals(EQ)Flag
P_GT
Q 100.00
Car Park full
Greater Than
Rung 6 - End
End(01)
- 159 -
บทที่ 8
การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
ในบทนี้เหมาะสําหรับทานที่มปี ระสบการณการใชงาน PLC มาบางแลว เนื้อหาจะกลาวถึง
การควบคุมเซอรโวมอเตอรดวย PLC อยางงายๆ โดยการประยุกตใชฟง กชันบลอก ภายในเนื้อหา
จะไมลงรายละเอียดเกี่ยวกับหลักการทํางานของเซอรโวมอเตอร แตจะเนนที่การตอใชงานและ
เขียนโปรแกรมควบคุมเทานั้น
8.1 หลักการควบคุมเบื้องตน
ในรูปที่ 8.1 แสดงบลอกไดอะแกรมของระบบควบคุมเซอรโวมอเตอรเบื้องตน โดยปกติ
ระบบควบคุมเซอรโวมอเตอรจะมีองคประกอบหลักในการทํางานดังนี้
มอเตอร : ทําหนาที่ขบั โหลดมีทั้งชนิดที่มีเบรคและไมมเี บรค
เอ็นโคดเดอร : ติดอยูกบั ตัวมอเตอรเพื่อทําหนาที่ปอนกลับการเคลื่อนที่ของมอเตอร
ดังนั้นเราสามารถทราบตําแหนงและความเร็วของการหมุนไดจากเอ็นโคดเดอรนี้
เซอรโวไดรเวอร : ในปจจุบันจะรวมสวนที่เปนเซอรโวคอนโทรลเลอรและ
Positioning controller ไวดวยกันซึ่งเซอรโวคอนโทรลเลอรจะทําหนาที่เปนตัวจายไฟ
ใหกับมอเตอร สวน Positioning controller จะทําหนาที่ควบคุมตําแหนงการเคลื่อนที่
ของมอเตอรโดยรับคําสั่งมาจากอุปกรณภายนอก เชน PLC เปนตน
PLC : จะทําหนาในการสงคําสั่งไปยังเซอรโวไดรเวอรในรูปแบบตางๆ เชนอนาลอก
และพลัส เปนตน จากนั้นเซอรโวไดรเวอรจะควบคุมใหมอเตอรหมุนใหไดตําแหนง
และความเร็วตามที่ไดรบั คําสั่ง
-160-
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
รูปที่ 8.1 หลักการควบคุมเซอรโวมอเตอร
จากรูป 8.1 การทํางานจะเริ่มโดย PLC สง Position command ซึ่งเปนสัญญาณพลัสหรือ
อนาลอกใหกับ Position controller ที่อยูในเซอรโวไดวเวอร จากนั้น Position controller จะสั่งให
Amplifier จายกระแสไฟใหกับมอเตอรเพื่อทําใหมอเตอรหมุนใหไดความเร็วและระยะตามคําสั่ง
เอ็นโคดเดอรที่ติดอยูกบั มอเตอรจะทําหนาที่ปอนกลับขอมูลระยะและความเร็วในการหมุนกลับไป
ที่ Position controller ซึง่ มันจะมี Counter ทําหนาที่เปรียบเทียบกับคําสั่งที่ไดรับจาก PLC ถายังมี
ความแตกตางกันมันสงสัญญาณไปที่ Amplifier เพื่อสั่งใหมอเตอรหมุนใหไดระยะและความเร็ว
ตามตองการ
8.2 โครงสรางของเซอรโวมอเตอร
เซอรโวมอเตอรของออมรอนเปนประเภท AC Servo Motor แบบ Synchronous Servo
Motor มีลักษณะของโครงสรางดังนี้
รูปที่ 8.2แสดงโครงสรางของเซอรโวมอเตอร
- 161 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
สวนของสเตเตอรเปนขดลวดพันในรองสล็อต สวนโรเตอรเปนแมเหล็กถาวร ดังนั้นความ
สัมพันธของคาพารามิเตอร ตางๆ จะคลาย DC motor และมอเตอรประเภทนี้ไมมีแปรงถานบางทีจึง
เรียกวา เซอรโวมอเตอรแบบ DC Brushless สวนตัวเอ็นโคดเดอรจะตออยูกับเพลาเดียวกับโรเตอร
8.3 หลักการทํางานของเอ็นโคดเดอร
เอ็นโคดเดอรที่นิยมใชกับเซอรโวมอเตอรมอี ยูดวยกัน 2 ชนิด ดังนี้
• เอ็นโคดเดอรแบบ Incremental
จากรูปดานลาง แสดงสวนประกอบของเอ็นโคดเดอรชนิดนี้ โดยลําแสงจะถูกยิงจาก
lighting diode ผาน fixed disc ไปยัง rotation disc ที่ติดตั้งอยูบนแกนเพลา โดยมี photo diode เปน
ตัวรับแสง ลําแสงจะผานรูบน fixed disc และ rotation disc ตามจังหวะของการหมุนทําใหได
สัญญาณไฟฟาออกมาจาก photo sensor เนื่องจากรูของ A และ B บน fixed disc จะตางเฟสกันอยู
90 องศา ดังนั้นสัญญาณเอาตพุตทางไฟฟาจะไดรปู คลื่นที่ออกมาตางเฟสกันอยู 90 องศา ตามรูป
สวนรูของ Z บนfixed disc จะมีเพียงรูเดียวเทานั้น
ถานับคาเพาสที่ไดจากตัวเอ็นโคดเดอรจะเปนคามุมของการหมุนนั่นเอง สวนเอาตพุต
เฟส A และ B ที่ตางเฟสกันอยู 90 องศาจะเปนตัวชี้ถึงทิศทางการหมุนของมอเตอร สวนเฟส Z หรือ
Zero signal เปนตัวชี้ถึงจุด 0 องศาของการหมุน
- 162 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
รูปที่ 8.3แสดงโครงสรางและกราฟการทํางานของเอ็นโคดเดอร
• เอ็นโคดเดอรแบบ Absolute
โดยทั่วไป absolute encoder จะมีเอาตพตุ โคดใหเลือกเชน gray code, binary หรือ
BCD code แตสาํ หรับการเลือกประเภทของ detector ของตัวเซอรโว ไมจําเปนตองเลือกโคดของ
เอาตพุต ใหเลือกแตเพียงความละเอียดที่ตองการใชงานเทานั้น จะสังเกตเห็นวาสิ่งที่แตกตางจาก
incremental encoder ก็คอื จํานวนของสายสัญญาณเอาตพตุ ที่มีจาํ นวนมากกวาแบบ incremental ซึ่ง
จะขึ้นอยูกับความละเอียดที่เลือกใช และอีกประการหนึ่งคือ ความหมายของสัญญาณของ absolute
encoder ณ เวลาหนึง่ จะใหคาออกมาเปนคาสมบูรณ ไมใชเปนคาที่เปรียบเทียบจากจุดเริ่มตน
เหมือนกับแบบ incremental encoder ดังนั้นถาเซอรโวมอเตอรที่มี detector แบบ absolute encoder
ก็ไมจําเปนจะตอง search หาตําแหนงเริ่มตน (origin search) ใหมทุกครั้งที่ ปดเครื่องแลวเปดเครื่อง
ขึน้ มาใชงานใหม
8.4 ชนิดของอินพุตควบคุมสําหรับเซอรโวไดวเวอร
อินพุตของเซอรโวไดวเวอร ที่ตอใชงานกับ PLC มีอยูดวยกันหลายแบบแตที่นิยมมากที่สุด
คือ แบบ Pulse Train และ Linear (หรือ Analog) ซึ่งทั้ง 2 แบบจะเหมาะสมกับงานที่แตกตางกัน
แบบ Pulse trainจะเหมาะกับงานควบคุมตําแหนง เชน Feed-to-Cut และ Pick & Place เปนตน
สวนแบบ Linear จะใชกับงานที่เคลื่อนที่เปนเสนโคงหรือวงกลม ในที่นเี้ ราจะเนนการใชเซอรโว
ไดวเวอรที่รับสัญญาณอินพุตแบบ Pulse train เพื่อใหงา ยในการทําความเขาใจสําหรับผูเริ่มตน
- 163 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
8.4.1 PULSE TRAIN CONTROL
จากรูปที่ 8.1 PLC จะสงสัญญาณเปนพลัสใหกับเซอรโวไดวเวอรจากนั้นไดวเวอร
จะควบคุมการหมุนของมอเตอรใหไดตามการสั่งงานของ PLC ระยะในการเคลื่อนที่หรือการหมุน
ของเซอรโวมอเตอรจะขึ้นอยูกับจํานวนพลัสที่ PLC สงให ขณะเดียวกันความเร็วของเซอรโว
มอเตอรจะขึ้นอยูกับความเร็วหรือความถี่ของพลัสที่สงมาจาก PLC ดังแสดงในรูปที่ 8.4
ระยะการหมุน α
จํานวนพลัส
ความเร็ว
α
ความถี่ของพลัส
Speed
Pulse
ความเร็วที่ 1
ความเร็วที่ 2
ความเร็วที่ 3
รูปที่ 8.4 กราฟแสดงพลัสที่จายใหกับเซอรโวไดวเวอร
8.4.2 PULSE WIDTH MODULATION (PWM)
การทํางานจะคลายๆ กับ Pulse Train คือ ระยะทางการหมุนจะขึ้นอยูกบั จํานวน
พลัส แตความเร็วของมอเตอรจะขึ้นอยูกับความกวางของพลัสดังแสดงในรูปที่ 8.5
Speed
Pulse
ความเร็วที่ 1
ความเร็วที่ 2
ความเร็วที่ 3
รูปที่ 8.5 กราฟแสดงพลัสที่จายใหกับเซอรโวไดวเวอร
8.4.3 LINEAR
การควบคุมแบบนี้จะแตกตางจากทั้งสองแบบที่กลาวมาขางตน เพราะ PLC จะสง
สัญญาณอนาลอกใหกับเซอรโวไดวเวอร ซึ่งไดวเวอรจะตองเปนชนิดที่สามารถรับสัญญาณควบคุม
เปนอนาลอกได เชน ± 10Vdc
- 164 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
8.5 การสรางระบบควบคุมของเซอรโวมอเตอร
ในหัวขอที่กลาวมาขางตนเปนการอธิบายหลักการกวางๆ ของเซอรโวมอเตอร ตอไปนี้เรา
จะเขาภาคปฏิบัติที่สามารถนําไปใชงานไดจริง แตจะเนนเฉพาะระบบควบคุมเปนหลัก เชน PLC
และเซอรโวไดวเวอร เปนตน จะไมขอกลาวถึงระบบทางกล เชน Ball screw, สายพาน รวมถึงการ
คํานวณทางกล เชน Torque
เพื่อใหงายตอความเขาใจเราจะใชเซอรโวมอเตอรรุน Smart Step กับ CP1H เปนตัวอยาง
ซึง่ ทานสามารถนําเอาตัวอยางดังกลาวนี้ไปประยุกตใชงานไดจริง
ตัวอยางที่ 1
ระบบควบคุมการเคลื่อนที่แบบ Incremental
การเคลื่อนที่แบบ Incremental เปนระบบที่เขาใจไดงา ย การหมุนของมอเตอรจะเริ่มที่จุด
ใดก็ไดแตระยะการหมุนจะขึ้นอยูกับจํานวนพลัสที่ PLC สงให Driver สวนทิศทางจะขึ้นอยูกับ
เครื่องหมายบวกหรือลบของคาจํานวนพลัส เชน -1000 หมายถึง หมุนทวนเข็มนาฬิกา 1000 พลัส
ในตัวอยางนี้สมมติวามอเตอรตอกับบอลสกรูที่หมุน 1 รอบ มีระยะการเคลื่อนที่ 10 มม. และตั้งคา
Resolution ของ Driver ไวที่ 1000 พลัสตอ 1 รอบ ถา PLC สงพลัสให Driver เทากับ 10,000 พลัส
มอเตอรจะหมุนไป 10 รอบหรือ 10 ซม. ตอนี้ไปคือขั้นตอนตางๆ การทําระบบควบคุมเซอรโว
มอเตอรแบบ Incremental (หรือ Relative) อยางงาย
•
ขัน้ ตอนที่ 1 การจัดองคประกอบ (Configuration)
ในรูปที่ 8.6 แสดง Configuration ของระบบที่ตองจะควบคุมโดยใชสวิตช 2 ตัว
ทําหนาที่ในการควบคุม
START Switch คือ สวิตชที่ทาํ หนาที่สั่งใหเซอรโวมอเตอรเริ่มทํางาน
รูปที่ 8.6 รูปแสดงระบบควบคุมเซอรโวมอเตอร
- 165 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
•
ขั้นตอนที่ 2 การเดินสายไฟ
จากรูปที่ 8.6 เราสามารถเขียนเปนผังการเดินสายไฟไดดังรูปที่ 8.7 ในรูปนี้เปน
การแสดงการตอสายไฟระหวาง CP1H กับ Driver (รุน Smart Step) เทานั้นเพราะวาการเดินสายไฟ
ระหวาง Driver กับ Motor นัน้ ทําไดงา ยเนื่องจากเปนสายสําเร็จรูป
รูปที่ 8.7 รูปแสดงการเดินสายไฟระหวาง PLC กับ Driver
•
ขั้นตอนที่ 3 การตั้งคาการทํางานของระบบ
หลังจากทําการติดตั้งอุปกรณและเดินสายไฟแลว สิ่งที่ทานควรทําในลําดับถัดไป
คือ การตั้งคาการทํางานใหกับอุปกรณตางๆ ใหเหมาะสมกับการใชงาน เชน เซอรโวไดว
เวอรและการตั้งคา Setup ของ PLC ในกรณีตัวอยางนี้จะตั้งคาเฉพาะที่ Driver เทานั้น โดย
มีขนั้ ตอนดังตอไปนี้
- 166 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
การตั้งคา Servo driver
สําหรับ Servo driver รุน Smart Step สามารถทําการปรับตั้งคาไดงา ย เพียงแค
เลือกสวิตชบริเวณหนาตัวเครื่องก็สามารถเลือกโหมดการทํางานได แตถา ตองการ
ใชซอฟตแวรก็สามารถทําไดเชนกัน ในที่นเี้ ราจะไมกลาวถึงการตั้งคาดวย
ซอฟตแวร
- Gain Adjustment Rotary Switch: GAIN
สวิตชนใี้ ชเพื่อปรับความไวของการตอบสนองของ Servo
Motor โดยยิ่งใหคามาก Servo motor ก็จะตอบสนองไดเร็ว
ขึ้น แตก็จะทําใหการเคลื่อนที่ราบลื่นลดลง ตรงขามกับการ
ตั้งคาที่นอ ยกวา Servo motor จะสามารถเคลื่อนที่ไดราบลื่น
กวา แตตอบสนองชาลง ใหตั้งเปน “4”
- Function Setting Switch
Switch 6: ใชเลือกวาจะใชคาตั้งจากสวิตชหรือซอฟตแวร
Switches 5 และ 4: สําหรับตั้งคา Resolution
Switch 3: ตั้งคาชนิดของอินพุตพลัส
Switch 2: ตั้งคาdynamic brake
Switch 1: ใชทํา online autotuning
ขอควรระวัง ควรปดเครื่องกอนทําการปรับตั้งคาตางๆ
การ เปด – ปด สวิตช
ใหใชอปุ กรณที่สามารถดันสวิตชได เชน ใชไขควงแบนขนาดเล็ก การดันสวิตช
ไปทางซายคือการเปด สวนสวิตชที่อยูในตําแหนงคือการปด หากสวิตชทั้ง 6 ปด
อยู เปนการตั้งคา default ใหกับ Servo drive
- 167 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
มีสวิตชหลายตัว แตในกรณีนใี้ หตั้งเฉพาะที่จะใชงานเทานั้น
ถาตองการราย
ละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งคาใหดูไดที่ภาคผนวก F
- Resolution Setting (Switches 4 and 5)
สวิตช 4 และ 5 นีใ้ ชในการปรับตังคาความละเอียดของการหมุนของ Servo
motor โดยกําหนดเปนจํานวน pulse ตอการหมุนของ Servo motor 1 รอบ
Switch
Resolution Setting
5
4
OFF OFF 1,000 pulse/revolution (0.36º/step) ใหตงั้ ที่ตาํ แหนงนี้
OFF ON 10,000 pulse/revolution (0.036º/step)
ON OFF 500 pulse/revolution (0.72º/step)
ON ON 5,000 pulse/revolution (0.072º/step)
•
ขัน้ ตอนที่ 4 การสรางรูปแบบการทํางาน (Operation pattern)
รูปแบบการเคลื่อนที่แสดงไดดังรูปขางลางนี้ เมื่อมีสัญญาณ Start Sw(0.00) เขามา
PLC จะสงสัญาณพลัสใหกับ Driver ที่อัตราเรง 500Hz/4ms จนไดความเร็วที่ตองการ
(Target speed) จากนั้นจะเขาสูชวงอัตราหนวง 500 Hz/4ms และหยุดหมุนเมื่อครบ 10,000
พลัส
Target Speed=5,000 Hz
Acceleration
rate=500 Hz/4ms
Position=10,000 พลัส
Deceleration
rate=500 Hz/4ms
Start Sw(0.00)
รูปที่ 8.8 รูปแสดงรูปแบบการเคลื่อนที่ของมอเตอรที่ตองการ
- 168 -
PNSPO!
•
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
ขั้นตอนที่ 5 การเขียนโปรแกรม PLC
1. เรียกโปรแกรม CX-programmer จากนั้นเลือก [File] - [New] จากเมนู
จะปรากฎไดอะลอกบลอกดังรูปขางลางนี้
2. เลือก [CP1H] จาก Device Type
3. คลิก [Settings]
ไดอะลอกบลอก “Device Type Settings” จะแสดงดังตอไปนี้
- 169 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
4. เลือกรุน CPU จาก CPU Type เปน ‘X’ จากนั้นคลิก [OK]
ไดอะลอกบลอก “Device Type Settings” จะปดลง
5. ตรวจสอบดวยวา Network Type เปน [USB] จากนั้นคลิก [OK]
ถา PLC ไมใชรุน CP1H การเลือก Network Type ตองขึ้นอยูกับ PLC รุนนั้นๆ
เชน Toolbus และ Hostlink
เมื่อคลิก [OK] แลว ไดอะลอกบลอก “Change PLC” จะปดลงและแสดง
หนาตาง Main window ดังรูปขางลางนี้
- 170 -
PNSPO!
!
หมายเหตุ
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
ถาไมสามารถเลือก[USB] ที่ NetworkType ได ใหติดตั้ง USB Driver
ของ CP1H
6. เลือก [File] - [Function Block] - [Load Function Block from File] จากเมนู
ไดอะลอกบลอก ‘Select CX-Programmer Function Block Library File’ จะ
ปรากฎขึ้น
- 171 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
7. เลือก folder [FBL] - [omronlib] - [PositionController] - [NC-CPU(CP1H)]
รายการของ FB library สําหรับควบคุมเซอรโวมอเตอรจะปรากฎขึ้น
8. เลือก [_NCCP1H021_MoveRelative_DINT10.cxf] จากนั้นคลิก [Open]
_NCCP1H021_MoveRelative_DINT10 จะถูกเพิ่มเขามาที่ project tree ใน
หัวขอ [Function Blocks]
9. เลื่อน Cursor ในตําแหนงที่ตองการวาง FB (กรุณาอยาวางติด Busbar)
‘_NCCP1H021_MoveRelative_DINT10’
10. เลือก [Insert] - [Function Block Invocation] จากเมนู
- 172 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
ไดอะลอกบลอก ‘New Function Block Invocation’ จะปรากฎขึ้น
11. ปอนชื่อของ FB โดยพิมพ ‘ServoControl’ จากนั้นกด [Enter]
การพิมพชื่อหามเวนวรรค จากนั้นชื่อและ FB จะปรากฎขึ้น
- 173 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
12. ใหลากเสนอินพุตคอนแทค ‘P_On’ เขากับ FB
13. ทําการตั้งคา I/O parameters ของ FB
1) วาง cursor ที่ตําแหนงพารามิเตอรของ FB ที่ตองการจะตั้งคาจากนั้นกด
[Enter] ไดอะลอกบลอก ‘New Parameter’ จะปรากฎขึ้น
2) ปอนคาพารามิเตอรจากนั้นกด [Enter]
คาพารามิเตอรแตละตัวที่ตองปอนมีคาดังนี้
Axis
= &0 (ใหพมิ พ “&0” ที่ไดอะลอกบลอก ‘New Parameter’)
Execute
= 0.00 (Start switch)
Position
= &10000 (ระยะการหมุน 10,000 พลัส)
Velocity
= &5000 (ความเร็วในการหมุน 5,000 Hz)
Acceleration = &500 (อัตราเรง 500 Hz/4ms)
Deceleration = &500 (อัตราหนวง 500 Hz/4ms)
OutPulseSelect = &0 (เลือกโหมด CW และ CCW)
หมายเหตุ
1) ‘&’ หมายถึงเปนเลขจํานวนเต็ม (INT)
2) สามารถดูความหมายของพารามิเตอรไดในภาคผนวก E
- 174 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
หลังจากปอนพารามิเตอร โปรแกรมแลดเดอรที่เขียนเสร็จแลว จะแสดงดังรูป
ขางลางนี้
14. จากนั้นทําการ Online => Transfer => Run โปรแกรมตามขั้นตอนที่กลาวใน
บทที่ 6 และเลือกโหมด PLC ไวที่ Monitor
15. ทําการทดสอบการทํางานโดยเปดสวิตช ‘Servo Driver Run’ เพื่อให Driver
จายไฟเขามอเตอรจากนั้นให Turn-On สวิทช ‘Start (0.00)’ เพื่อสั่งให
มอเตอรเริ่มหมุน ในกรณีนเี้ ราจายพลัสใหกับไดวเวอร 10,000 พลัสจะทําให
มอเตอรหมุน 10 รอบ เพราะเราตั้ง Resolution = 1,000 พลัสตอรอบ
- 175 -
PNSPO!
ตัวอยางที่ 2
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
ระบบควบคุมการเคลื่อนที่แบบ Absolute
การเคลื่อนที่แบบ Absolute เปนระบบที่ซับซอนและมีอุปกรณเกี่ยวของมากกวา การหมุน
ของมอเตอรจะอางอิงจากจุดศูนย (Origin) ดังนั้นจะตองทํา Origin search เมื่อเริ่มเปดเครื่องเพื่อ
หาจุดศูนยทุกครั้ง ระบบนี้เหมาะกับงานที่มรี ะยะการเคลื่อนที่แนนอนกวาเพราะมีจุดอางอิงในการ
เคลื่อนที่ ตอไปนี้เปนตัวอยางแสดงการออกแบบและเขียนโปรแกรมควบคุมเซอรโวมอเตอรแบบ
Absolute
ในตัวอยางนี้เราจะใช CP1H ทําหนาที่สั่งงานและเขียนโปรแกรมดวย Function Block ซึ่ง
จะชวยใหผเู ริ่มตนใชงายระบบควบคุมเซอรโวมอเตอรเขาใจไดงา ยกวา
รูปแบบการทํางาน
จากรูปขางลางนี้เครื่องจักรจะมีแกนเคลื่อนที่ถูกขับดวย Ball screw ทําหนาที่ในการเคลือ่ น
ยายสินคาระหวางจุด A และ จุด B และมีจุด Origin อยูใกลกับจุด A นอกจากนั้นยังมี CW Limit
Sensor และ CCW Limit Sensor ทําหนาที่ตรวจสอบการเคลื่อนที่เกินกวาระยะที่กาํ หนด
- 176 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
•
การหาจุดศูนย (Origin search)
การทํา Origin search จะตองใชสัญญาณอินพุตเอาตพตุ หลายจุด เชน ‘Origin
proximity input’, ‘Origin input’, ‘Positioning completed’ และ ‘Error counter reset’ การทํา Origin
search สามารถทําไดดว ยคําสั่งเพียงคําสั่งเดียว เมื่อสั่งใหระบบทํา Origin Search เซอรโวมอเตอรจะ
หมุนเพื่อคนหาสัญญาณ “Origin proximity input” เมื่อพบสัญญาณนี้แลว มอเตอรยังคงหมุนอยู
จนกระทั่งสัญญาณ Z-Phase ของเอ็นโคดเดอรจะสงจาก Driver มาให PLC จากนั้นมอเตอรจะหยุด
หมุน แสดงวาการทํา Origin Search เสร็จสมบูรณดังแสดงในกราฟขางลางนี้ นอกจากนั้นเรายัง
เลือกโหมดการหา Origin ไดดังตารางขางลางนี้ สัญญาณ Z-Phase จาก Servo Driver นี้ เราเรียกวา
สัญญาณ Origin input
Original proximity input
Contact 0.01
Original input
Contact 0.00
Search high speed
10kHz
Search deceleration ratio
2000Hz/4msCW
Pulse
frequency
Search acceleration ratio
2000Hz/4msCW
Search proximity speed
1000Hz
CCW
CW
Origin Search Method
Search direction
Detection method
Setting
CW
Methd 0
Search operation
Operating mode
Invers 1
Mode 1
คําอธิบาย
Origin search จะทํางานในทิศทาง CW
ตรวจจับสัญญาณอินพุต Origin ทีเ่ กิดครั้งแรก
หลังจากไดรบั สัญญาณจาก Origin proximity switch
เปน OFF-ON-OFF ตามลําดับ
เคลื่อนที่ในทิศทางตรงขามเพื่อหา Origin
สงสัญญาณออกไปที่เอาตพุต Counter reset
เมื่อการตรวจจับสัญญาณ Origin ไดแลว
- 177 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
•
การเคลื่อนที่ตามตําแหนง (Positioning)
การตั้งคาการเคลื่อนที่ไปตามตําแหนงตางๆ มีรายละเอียดดังนี้ และแสดงรูปแบบ
การเคลื่อนที่ไดดงั รูปขางลางนี้
- Target frequency = 50 KHz
- Acceleration/Deceleration = 2000Hz/4ms
- Initial frequency = 0Hz
(1)
(2)
(3)
เมื่อกดสวิตช ‘Start origin search’ CP1H จะสั่งใหเซอรโวมอเตอรหมุน
เพื่อหาตําแหนง Origin หลังจากทํา Origin search เสร็จ CP1H จะสง
สัญญาณออกที่เอาตพุต ‘Origin search complete’ หลังจากนั้นมันจะ
เคลื่อนที่ไปที่จุด A (-1000)
เมื่อมีชิ้นงานลําเรียงมาอยูที่ตําแหนง A เซนเซอรชื่อ ‘Positioning to point
B’ สงสัญญาณให CP1H และสั่งใหเซอรโวมอเตอรหมุนเคลื่อนที่ไปยัง
ตําแหนง B เพื่อวางชิน้ งานบนสายพานลําเลียง
เมื่อวางชิน้ งานบนสายพานที่จุด B เซนเซอรชื่อ ‘Positioning to point A’
สงสัญญาณให CP1H และสั่งใหเซอรโวมอเตอรหมุนเคลื่อนที่ไปยัง
ตําแหนง A และจะทํางานซ้ําเชนนี้ไปเรื่อยๆ จนกวาจะไมมีชิ้นงานที่จุด A
- 178 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
การจัดองคประกอบของระบบ (Configuration)
• ตัวอยางการเดินสายไฟ (ยกตัวอยางรุน CP1H-X40DT-D)
เนื่องจาก PLC รุน นี้ใชควบคุมเซอรโวมอเตอรได 4 ตัว ถาใชเพียงตัวเดียว I/O
อืน่ ๆ สามารถใชเปน I/O ปกติได
Output Terminal
Input Terminal
- 179 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
หมายเหตุ
1. ควรใสตวั ตานทาน 1.6-2.2 KΩ ที่เอาตพตุ พลัสของ PLC เพื่อปองกันไมใหกระแสเกิน
พิกดั กรณีที่ใชไฟ 24VDC
2. ความหมายของสัญญาณทีเ่ ทอรมนิ อลของเซอรโวไดรเวอร
+CW/-CW (Input) : เปนสัญญาณพลัสสั่งใหมอเตอรหมุนตามเข็มนาฬิกา
+CCW/-CCW (Input ): เปนสัญญาณพลัสสั่งใหมอเตอรหมุนทวนเข็มนาฬิกา
+ECRST/-ECRST(Input ) : เปนสัญญาณสั่งรีเซ็ทเคาทเตอรในไดรดเวอร
Z/ZCOM(Output): เปนสัญญาณแจงให PLC รูวาเอ็นโคดเดอรอยูที่จดุ ศูนย
RUN(Input) : เปนสัญญาณสั่งใหไดรเวอรจายไฟเขามอเตอรพรอมทํางาน
ALM/ALMCOM(Output): เปนสัญญาณแจงใหรูวาระบบเซอรโวมีปญ
หา
3. ความหมายของสัญญาณทีเ่ ทอรมนิ อลของ CP1H
Origin search switch(Input) : เปนสวิตชใชสตารท Origin search
Positioning to point A/B(input) : เซนเซอรสั่งใหเคลื่อนที่ไปตําแหนง A และB
CW/CCW limit sensor(Input) : เปนเซนเซอรปองกันไมใหวงิ่ เกินระยะ
- 180 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
Origin proximity input : สัญญาณอินพุตที่เปนตัวบอก PLC วาการเคลื่อนที่เขาใกลจุด
ศูนย
Origin input : เมื่อ PLC ไดรบั สัญญาณ Origin proximity input แลวมันจะตรวจสอบ
สัญญาณ Origin (Z-phase) ของเอ็นโคดเดอรที่อยูบนตัวเซอรโวมอเตอร
• การตั้งคา Servo Driver setup ทําตามขั้นตอนในตัวอยางที่ 8.1
• PLC
1. เปดไดอะลอกบลอก ‘PLC Setting’ โดยการคลิกที่ Setting
2. คลิกที่ Tap ‘Pulse Output 0’ แลวตั้งคาตามนี้
- 181 -
PNSPO!
!
Base Setting
Item
Undefined Origin
Limit input Signal Operation
Limit input Signal
Search/Return Initial Speed
Speed Curve
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
Origin Search
Setting
Hold
Always
NO
Opps
Trapezoidal
Item
Use define origin operation
Search Direction
Detection Method
Search Operation
Operating Mode
Origin input Signal
Proximity Input Signal
Search High Speed
Search Proximity Speed
Search Compensation Value
Search Acceleration Ration
Search Deceleration Ration
Positioning Monitor Time
3. ปดไดอะลอกบลอก ‘PLC Setting’
4. เพือ่ ใหคาใน ‘PLC Setting’ มีผลใหปดไฟแลวเปดใหม
- 182 -
Setting
Use
CW
Methd 0
Invers 1
Mode 1
NO
NO
10000pps
1000pps
0
2000
2000
0ms
PNSPO!
!
การเขียนโปรแกรม
•
ตัวอยางโปรแกรมแลดเดอร
- 183 -
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
จากตัวอยางโปรแกรมขางตนเปนตัวอยางในการทํางานอยางงายๆ เทานั้น ในการ
ใชงานจริงจําเปนตองเขียนใหละเอียดกวานี้ สวนวิธีการสรางโปรแกรมสามารถทําตามขั้นตอน
ตางๆ ที่ไดกลาวไปแลว Function Block(FB) ที่ตองเรียกใชงานมีอยูดวยกัน 2 ตัว คือ
- ‘_NCCP1H051_Home_DINT’ ทําหนาที่เปน Origin search โดยใช I:0.04 เปน
ตัวสตารท
- ‘_NCCP1H011_MoveAbsolute_DINT’ ทําหนาที่สั่งใหมอเตอรเคลื่อนที่แบบ
Absolute โดยใชทั้งหมด 2 ตัว ตัวที่หนึ่งสั่งใหเคลื่อนที่ไปตําแหนง A คา
Position คือ DM0 และตองปอนคา DM0 เทากับ -1000 เพราะวา FB ไมสามารถ
ปอนเลขลบไดโดยตรง สวนตัวที่สองสั่งใหเคลื่อนที่ไปตําแหนง B โดยมีคา
Position เทากับ 100000
การใสคา ใน D0 จะตองทําขณะ Online ถาการแสดงผลเปนเลขฐาน 16 ให
เปลี่ยนเปนเลขฐานสิบแบบมีเครื่องหมาย (Signed decimal) โดยการคลิกที่ icon
ดังรูป
จากนั้นใหคลิกที่ D0 จะปรากฎไดอลอกบลอก ‘Set New Value’ ขึ้นมา จากนั้น
ใหปอน -1000 แลวคลิก Set จากนั้นคา D0 จะปน -1000
- 184 -
PNSPO!
!
บทที่ 8 การประยุกตใชงานกับเซอรโวมอเตอร
ทดสอบการทํางาน
• ทําการ Online->Tranfer->Run โปรแกรมตามขั้นตอนที่กลาวในบทที่ 6 และเลือกโหมด
PLC ไวที่ Monitor
• ทําการทดสอบการทํางานโดยเปดสวิตช Origin Search (I0.04) เมื่อทํา Origin Search เสร็จ
ใหเปดสวิตช Position to Point A เพื่อใหระบบเคลื่อนที่ไปยังตําแหนง A จากนั้นทดลอง
เปดสวิตช Position to Point B เพื่อใหระบบเคลื่อนที่ไปยังตําแหนง B
จากตัวอยางทั้ง 2 แบบที่กลาวมาขางตน จะชวยใหทานเขาใจถึงเทคนิคในการควบคุมเซอร
โวมอเตอรโดยใชฟง กชันบลอก ซึ่งชวยใหเรียนรูไดเร็วและงาย นอกจากนั้นเราอาจสรุปไดวาการ
ควบคุมตําแหนงอาจแบงไดเปน 2 ประเภทใหญๆ คือ แบบIncremental กับแบบ Absolute ซึ่งแบบ
Incremental การเคลื่อนที่จะอางอิงกับจุดปจจุบัน สวนแบบ Absolute อางอิงกับจุดศูนย ดังนั้น
จะตองทํา Origin Search เสมอเมื่อเริ่มใชงาน
- 185 -
APPENDIX-A
CP1L/CP1H Specifications
CP1L
General Specification
Type
Model
Program capacity
Control method
I/O control
method
Program language
M CPU Units
CP1L-M40DR-A
CP1L-M30DR-A
CP1L-M40DR-D
CP1L-M30DR-D
CP1L-M40DT-D
CP1L-M30DT-D
CP1L-M40DT1-D
CP1L-M30DT1-D
10 Ksteps
L CPU Units
CP1L-L20DR-A
CP1L-L14DR-A
CP1L-L20DR-D
CP1L-L14DR-D
CP1L-L20DT-D
CP1L-L14DT-D
CP1L-L20DT1-D
CP1L-L14DT1-D
5 Ksteps
Stored program method
Cyclic scan with immediate refreshing
Ladder diagram
Function blocks
Maximum number of function block definitions: 128
Maximum number of instances: 256
Languages usable in function block definitions: Ladder diagrams, structured text (ST)
Instruction length
1 to 7 steps per instruction
Instructions
Approx. 500 (function codes: 3 digits)
Instruction
execution time
Common
processing time
Number of
connectable
Expansion Units
and Expansion I/O
Units
Basic instructions: 0.55 µs min.
Special instructions: 4.1 µs min.
Maximum number
of I/O points
Pulse outputs
(Transistor output
Models only)
0.4 ms
3 Units (CP Series or CPM1A)
1 Unit (CP Series or CPM1A)
160 points
150 points
60 points
54 points
(40 builtin,
(30 builtin,
(20 builtin,
(14 builtin,
40- 3 expansion)
40- 3 expansion)
40- 1 expansion)
40- 1 expansion)
2 outputs, 1 Hz to 100 kHz
(CCW/CW or pulse plus direction)
Trapezoidal or S-curve acceleration and deceleration (Duty ratio: 50% fixed)
A-1
APPENDIX-A
CP1L/CP1H Specifications
Part Names และ Functions
• CPU Units
Model number
Description
Input
points
14-point I/O
20-point I/O
30-point I/O
40-point I/O
8
12
18
24
Output
points
Power
Supply
Transistor output
Relay output
Sink type
Source type
6
AC
CP1L-L14DR-A
---
---
8
DC
AC
CP1L-L14DR-D
CP1L-L20DR-A
CP1L-L14DT-D
---
CP1L-L14DT1-D
---
12
DC
AC
CP1L-L20DR-D
CP1L-M30DR-A
CP1L-L20DT-D
---
CP1L-L20DT1-D
---
16
DC
AC
CP1L-M30DR-D
CP1L-M40DR-A
CP1L-M30DT-D
---
CP1L-M30DT1-D
---
DC
CP1L-M40DR-D
CP1L-M40DT-D
CP1L-M40DT1-D
• Expansion I/O Units
Model number
Description
Input
points
Output
points
Relay output
Transistor output
Sink type
CP1W-20EDT
Expansion I/O Unit with
20 I/O points
12
8
CP1W-20EDR1
Expansion I/O Unit with
8 input points
8
--
CP1W-8ED (no outputs)
Expansion I/O Unit with
8 output points
---
8
CP1W-8ER
A-2
CP1W-8ET
Source type
CP1W-20EDT1
CP1W-8ET1
APPENDIX-A
CP1L/CP1H Specifications
• Analog I/O Unit
Description
Analog I/O Unit
• Temperature Sensor Unit
Description
Temperature Sensor unit
• CompoBus/S I/O Link Unit
Description
CompoBus/S I/O Link Unit
Specifications
2 analog inputs and 1 analog 0 to 5 V/1 to 5 V/0 to
10 V/−10 to +10 V/0
output
to 20 mA/4 to 20 mA
Resolution: 6,000
1 to 5/0 to 10 V/−10
to +10 V/0 to 20
mA/4 to 20 mA
4 analog input
0 to 5 V/1 to 5 V/0 to
Resolution: 6,000
10 V/−10 to +10 V/
0 to 20 mA/
4 to 20 mA
4 analog output
1 to 5 V/0 to 10 V/
Resolution: 6,000
−10 to +10 V/
0 to 20 mA/
4 to 20 mA
Specifications
Model number
CP1W-MAD11
CP1W-AD041
CP1W-DA041
Model number
2 thermocouple inputs: K, J
CP1W-TS001
4 thermocouple inputs: K, J
CP1W-TS002
2 platinum resistance thermometer inputs:
Pt100 (100 Ω), JPt100 (100 Ω)
4 platinum resistance thermometer inputs:
Pt100 (100 Ω), JPt100 (100 Ω)
CP1W-TS101
Specifications
CP1W-TS102
Model number
Operates as a CompoBus/S Slave and provides 8
inputs and 8 outputs to the CPM1A or CPM2A PC.
CP1W-SRT21
Function
Windows-based Programming Device
OS: Windows 95/98/NT
Model
WS02-CXPC1
(version 7 up)
• Support Software
Product
CX-Programmer
A-3
APPENDIX-A
CP1L/CP1H Specifications
• Personal Computer Connecting Cables
Description
RS-232C
Specifications
D-sub 9-pin port
D-sub 25-pin
port
Haft-pitch 14-pin
port
Specifications
-Can be used with a
peripheral bus or
Host link used
connector that
prevents ESD
(electrostatic
discharge.)
---
Cable
length
2m
5m
2m
5m
2m
5m
2 m+0.15 m
5 m+0.15 m
• Adapters
Name
RS-232C Adapter
RS-422 A/485
dapter
Function
Peripheral Port level
conversion
Model
CP1W-CIF01
CP1W-CIF11
Model
Standard
XW2Z-200S-V
XW2Z-500S-V
XW2Z-200S-CV
XW2Z-500S-CV
-----
XW2Z-200S
XW2Z-500S
XW2Z-200S
XW2Z-S001
XW2Z-500S
XW2Z-S001
-------
Specifications
N,L,CE
N,L,CE
• Battery
Product
Backup Battery
(One internal Backup Battery is provided as
standard)
Function
Backs up memory in the CPM2A
CPU Unit
Model
CPM2A-BAT01
• Peripheral Devices
Name
Memory Unit
Appearance
--
Model Number
CP1W-ME05M
A-4
Specifications
APPENDIX-A
CP1L/CP1H Specifications
CP1H
General Specification
Type
Model
Program capacity
Control method
I/O control method
Program language
Function blocks
Instruction length
Instructions
Instruction execution time
Common processing time
Number of connectable
Expansion
Units and Expansion I/O
Units
Max. number of I/O points
Number of connectable
CJ-series Units
Built-in
Normal I/O
input
terminals
(Functions
can be
assigned.)
X CPU Units
XA CPU Units
Y CPU Units
CP1H-X40DR-A
CP1H-XA40DR-A
CP1H-Y20DT-D
CP1H-X40DT-D
CP1H-XA40DT-D
CP1H-X40DT1-D
CP1H-XA40DT1-D
20 Ksteps
Stored program method
Cyclic scan with immediate refreshing
Ladder diagram
Maximum number of function block definitions: 128 / Maximum number of
instances: 256
Languages usable in function block definitions: Ladder diagrams, structured
text(ST)
1 to 7 steps per instruction
Approx. 500 (function codes: 3 digits)
Basic instructions: 0.10 µs min.
Special instructions: 0.15 µs min.
0.7 ms
7 Units (CPM1A Series)
(There are restrictions on the Units that can be used in combination, however,
based on the total number of I/O words and the total current consumption.)
320 (40 built in + 40 per Expansion Unit/
Expansion I/O Unit ×7 Units)
300 (20 built in + 40 per
Expansion Unit/
Expansion I/O Unit×7
Units)
2 Units (CPU Bus Units or Special I/O Units only. Basic I/O Units cannot be
used. A CP1W-EXT01CJ Unit Adapter is required.)
40 terminals (24 inputs and 16 outputs)
20 (12 inputs and 8 outputs)
Note Aside from the above,
2 1-MHz high-speed
counter inputs and 2 1-MHz
pulse outputs can be added
as special pulse I/O
terminals.
A-5
APPENDIX-A
CP1L/CP1H Specifications
Type
Direct
mode
Interrupt
inputs
Built-in
input
terminals
(Functions
can be
assigned.)
Counter
mode
Quickresponse
inputs
High-speed
counters
X CPU Units
XA CPU Units
8 inputs (Shared by the external interrupt
inputs (counter mode) and the quick-response
inputs)
Rising or falling edge
Response time: 0.3 ms
8 inputs, response frequency: 5 kHz total, 16
bits
Incrementing counter or decrementing
counter
8 points (Min. input pulse width: 50 µs max.)
4 inputs (24 VDC)
• Single phase (pulse plus direction, up/ down,
increment), 100 kHz
• Differential phases (4×), 50 kHz
Value range: 32 bits, Linear mode or ring mode
Interrupts: Target value comparison or
range comparison
Special
high-speed
counter
terminals
Pulse
outputs
(Transistor
output
models
only)
High-speed
counters
Pulse outputs
PWM outputs
None
Unit version 1.0 and earlier: 2 outputs, 1 Hz to
100 kHz 2 outputs, 1 Hz to 30 kHz
Unit version 1.1 and later: 4 outputs, 1 Hz to
100 kHz (CCW/CW or pulse plus direction)
Trapezoidal or S-curve acceleration and
deceleration (Duty ratio: 50% fixed)
Y CPU Units
6 inputs (Shared by the
external interrupt inputs
(counter mode) and the
quick-response inputs)
Rising or falling edge
Response time: 0.3 ms
6 inputs, response
frequency: 5 kHz
total, 16 bits
Incrementing counter or
decrementing counter
6 points (Min. input pulse
width: 50 µs max.)
2 inputs (24 VDC)
• Single phase (pulse plus
direction, up/ down,
increment), 100 kHz
• Differential phases (4×),
50 kHz
Value range: 32 bits, Linear
mode or ring mode
Interrupts: Target value
comparison or range
comparison
2 inputs (Line-driver inputs)
• Single phase (pulse plus
direction, up/ down,
increment), 1 MHz •
Differential phases (4×),
500 kHz
Value range: 32 bits, linear
mode or ring mode
Interrupts: Target value
comparison or range
comparison
Note: High-speed counter
terminals are line-driver
inputs, so they cannot be
used as normal inputs.
2 outputs, 1 Hz to 100 kHz
Trapezoidal or S-curve
acceleration and
deceleration (Duty ratio:
50% fixed)
2 outputs, 0.1 to 6,553.5 Hz
Duty ratio: 0.0% to 100.0% variable (Unit: 0.1%) (Accuracy: ±5% at 1 kHz)
A-6
APPENDIX-A
Type
CP1L/CP1H Specifications
X CPU Units
XA CPU Units
None
Special
pulse output
terminals
2 outputs, 1 Hz to 1 M Hz
(CCW/CW or pulse plus
direction, line-driver outputs)
Trapezoidal or S-curve
acceleration and deceleration
(Duty ratio: 50% fixed)
Note: Special pulse output
terminals are
line-driver outputs, so they
cannot be used as normal outputs.
Pulse outputs
None
4 analog inputs
and
2 analog outputs
(See note 1.)
Built-in analog I/O terminals
Analog
settings
Serial port
Analog
adjuster
External
analog setting
input
Peripheral
USB port
RS-232C port,
RS-422A/485
port
Y CPU Units
None
1 (Setting range: 0 to 255)
1 input (Resolution: 1/256, Input range: 0 to 10 V)
Supported. (1-port USB connector, type B): Special for a Peripheral Device
such as the CX-Programmer. (Set the network classification to USB in the
Peripheral Device's PLC model setting.)
• Serial communications standard: USB 1.1
Ports not provided as standard equipment. (2 ports max.)
The following Option Boards can be mounted:
• CP1W-CIF01: One RS-232C port
• CP1W-CIF11: One RS-422A/485 port
Applicable communications modes (same for all of the above ports): Host
Link, NT Link (1: N mode), No-protocol, Serial PLC Link Slave, Serial PLC
Link Master, Serial Gateway (conversion to CompoWay/F, conversion to
Modbus-RTU), peripheral bus (See note 2.)
7-segment display
2-digit 7-segment LED display (red)
• At startup: The Unit version is displayed.
• When a CPU Unit error occurs: The error code and error details are
displayed in order (fatal error, non-fatal error).
• When a special instruction is executed: The DISPLAY 7-SEGMENT LED
WORD DATA (SCH) instruction displays the upper or lower byte of
specified word data, and the 7-SEGMENT LED CONTROL (SCTRL)
instruction controls the ON/OFF status of each segment.
• While data is being transferred between a Memory Cassette and the CPU,
the remaining amount to be transferred is displayed as a percentage.
• When the analog adjuster is adjusted, the value is displayed from 00 to FF
หมายเหตุ ดูขอ มูลเพิ่มเติมไดในแคตตาลอก
A-7
APPENDIX-B
CP1L I/O Specification and connection
คุณสมบัตขิ องอินพุต
Specification
Item
High-speed Counter
Inputs
CIO 0.00 to CIO 0.03
Input voltage
Applicable inputs
Input impedance
Input current
ON voltage
OFF voltage/
current
ON delay
OFF delay
24 VDC +10%/−15%
2-wire and 3-wire sensors
3.0 kΩ
7.5 mA typical
17.0 VDC min.
1 mA max. at 5.0 VDC max.
2.5 µs max.
2.5 ms max.
Interrupt Inputs and
Quick-response Inputs
Normal inputs
CIO 0.04 to CIO 0.09
CIO 0.10 to CIO 0.11 and
CIO 1.00 to 1.11
3.0 kΩ
7.5 mA typical
17.0 VDC min.
1 mA max. at 5.0 VDC
max.
50 µs max.
50 ms max.
4.7 kΩ
5 mA typical
14.4 VDC min.
1 mA max. at 5.0 VDC
max.
1 ms max.
1 ms max.
Circuit
configuration
B-1
APPENDIX-B
CP1L I/O Specification and connection
คุณสมบัตขิ องเอาตพุต
• Relay Outputs
Item
Max. switching capacity
Specification
2 A, 250 VAC (cosφ= 1) 2 A, 24 VDC (4 A/common)
Min. switching capacity
Resistive load
Electrical
Service
Inductive load
life of
Mechanical
relay
Max. switching time
ON delay
OFF delay
10 mA, 5 VDC
100,000 operations (24 VDC)
48,000 operations (250 VAC, coφs = 0.4)
20,000,000 operations
1800 times/hour
15 ms max.
15 ms max.
Circuit configuration
• Transistor Outputs (Sinking or Sourcing) Normal Outputs
Specification
Item
Max. switching capacity
Min. switching capacity
Leakage current
Residual voltage
ON delay
OFF delay
Fuse
Circuit configuration
CIO 100.00 to CIO 100.03
CIO 100.04 to CIO 100.07
4.5 to 30 VDC.\, 300 mA/output, 0.9 A/common, M40DF-D 3.6 A/Unit
M30DF-D 2.7 A/Unit
L20DF-D 1.8 A/Unit
L14DF-D 1.4 A/Unit
4.5 to 30 VDC, 1 mA
0.1 mA max.
0.6 V max.
1.5 V max.
0.1 ms max.
0.1 ms max.
1 ms max.
1 fuse/output
Normal outputs CIO 100.00 to CIO
Normal outputs CIO 100.04 to CIO
100.03 (Sinking Outputs)
100.07 (Sinking Outputs)
B-2
APPENDIX-B
CP1L I/O Specification and connection
I/O Terminal Blocks ของ CPU รุน 14 I/O Points
• Input Terminal Block (Top Block)
• Output Terminal Block (Bottom Block)
I/O Terminal Blocks ของ CPU รุน 20 I/O Points
• Input Terminal Block (Top Block)
• Output Terminal Block (Bottom Block)
B-3
APPENDIX-B
CP1L I/O Specification and connection
I/O Terminal Blocks ของ CPU รุน 30 I/O Points
• Input Terminal Block (Top Block)
• Output Terminal Block (Bottom Block)
I/O Terminal Blocks ของ CPU รุน 40 I/O Points
• Input Terminal Block (Top Block)
• Output Terminal Block (Bottom Block)
B-4
APPENDIX-C
Programming Instructions
คําสั่งสําหรับเขียนโปรแกรม
C-1
APPENDIX-C
Programming Instructions
C-2
APPENDIX-D
Memory Areas
CP1L
• I/O Memory Area
Type
Model
I/O
Areas
Input bits
Output bits
1:1 Link
Bit Area
Serial PLC
Link Area
Work bits
Work bits
TR Area
HR Area
AR Area
Timers
Counters
DM Area
Data Register Area
Index Register
Area
Task Flag Area
Trace Memory
M CPU Units
L CPU Units
CP1L-M40DR-A
CP1L-M30DR-A
CP1L-L20DR-A
CP1L-L14DR-A
CP1L-M40DR-D
CP1L-M30DR-D
CP1L-L20DR-D
CP1L-L14DR-D
CP1L-M40DT-D
CP1L-M30DT-D
CP1L-L20DT-D
CP1L-L14DT-D
CP1L-M40DT1-D
CP1L-M30DT1-D
CP1L-L20DT1-D
CP1L-L14DT1-D
24 bits
18 bits
12 bits
8 bits
CIO 0.00 to CIO 0.11 CIO 0.00 to CIO 0.11 CIO 0.00 to CIO 0.11 CIO 0.00 to CIO
CIO 1.00 to CIO 1.11 CIO 1.00 to CIO 1.05
0.07
16 bits
12 bits
8 bits
6 bits
CIO 100.00 to
CIO 100.00 to
CIO 100.00 to
CIO 100.00 to
CIO 100.07
CIO 100.07
CIO 100.07
CIO 100.05
CIO 101.00 to
CIO 101.00 to
CIO 100.11
CIO 100.03
1,024 bits (64 words): CIO 3000.00 to CIO 3063.15 (words CIO 3000 to CIO 3063)
1,440 bits (90 words): CIO 3100.00 to CIO 3189.15 (words CIO 3100 to CIO 3189)
4,800 bits (300 words): CIO 1200.00 to CIO 1499.15 (words CIO 1200 to CIO 1499)
6,400 bits (400 words): CIO 1500.00 to CIO 1899.15 (words CIO 1500 to CIO 1899)
15,360 bits (960 words): CIO 2000.00 to CIO 2959.15 (words CIO 2000 to CIO 2959)
9,600 bits (600 words): CIO 3200.00 to CIO 3799.15 (words CIO 3200 to CIO 3799)
37,504 bits (2,344 words): CIO 3800.00 to CIO 6143.15 (words CIO 3800 to CIO 6143)
8,192 bits (1,536 words): W000.00 to W511.15 (words W0 to W511)
16 bits: TR0 to TR15
24,576 bits (512 words): H0.00 to H1535.15 (words H0 to H1535)
Read-only (Write-prohibited) 7,168 bits (448 words): A0.00 to A447.15 (words A0 to A447)
Read/Write 8,192 bits (512 words): A448.00 to A959.15 (words A448 to A959)
4,096 bits: T0 to T4095
4,096 bits: C0 to C4095
10 Kwords: D0 to D9999 and D32000 to
32 Kwords: D0 to D32767
D32767
Note: Initial data can be transferred to the
Note: Initial data can be transferred to the
CPU Unit's built-in flash memory using the
CPU Unit's built-in flash memory using the
data memory initial data transfer function. A
data memory initial data transfer function. A
set-ting in the PLC Setup can be used so that
set-ting in the PLC Setup can be used so that
the data in flash memory is transferred to
the data in flash memory is transferred to
RAM at startup.
RAM at startup.
DM fixed allocation words for Modbus-RTU
DM fixed allocation words for Modbus-RTU
Easy Master D32300 to D32349 for Serial
Easy Master D32200 to D32249 for Serial
Port 1
Port 1, D32300 to D32349 for Serial Port 2
16 registers (16 bits): DR0 to DR15
16 registers (16 bits): IR0 to IR15
32 flags (32 bits): TK0 to TK31
4,000 words (500 samples for the trace data maximum of 31 bits and 6 words.)
D-1
APPENDIX-E
Servo Driver Setup
การตั้งคา Servo driver
สําหรับ Servo drive รุน Smart Step สามารถทําการปรับตั้งคาไดงา ย ไมจําเปนตองปรับโดยใชโปรแกรม
อืน่ ๆ เพียงแคเลือกสวิชตบริเวณหนาตัวเครือ่ งก็สามารถเลือกโหมดการทํางานได
Setting Area
E-1
APPENDIX-E
Servo Driver Setup
- Unit No. rotary switch: UNIT No. (RS-422/485)
สวิตชนใี้ ชเพื่อตั้งคา unit number สําหรับการสื่อสารแบบ RS232/485
ของพอรต CN1 เมื่อมีการควบคุม Servo แบบหลายแกนในระบบ
เดียวกัน โดยสามารถสวิตชไดจากตําแหนง 1-F โดยทีห่ ามตั้งคาใหซ้ํา
กับเซอรโวไดรวตัวอื่น (การตั้งไวที่ 0 คือคา default)
- Gain Adjustment Rotary Switch: GAIN
สวิตชนใี้ ชเพื่อปรับความไวของผลตอบสนองของ Servo motor โดยยิ่ง
ใหคา มาก Servo motor ก็จะตอบสนองไดเร็วขึ้น แตกจ็ ะทําใหการ
เคลื่อนที่ราบลื่นลดลง ตรงขามกับการตั้งคาที่นอ ยกวา Servo motor จะ
สามารถเคลื่อนที่ไดราบลื่นกวา แตตอบสนองชาลง
ตารางแสดง Setting Value ของ GAIN หมายเลขตางๆ
Setting
0
1
2
3
4
5
6
7
8
9
A
B
C
D
E
F
Position
Loop Gain
Speed
Loop Gain
Speed Loop
Integral
Constant
Torque
command Filter
Timeconstant
เรียกใชคาจาก memory ในตัว driver และเปลี่ยนคาไดจากโปรแกรม CX-Drive
15
20
30
40
60
85
120
160
200
250
250
250
250
250
250
15
20
30
40
60
85
120
160
200
250
250
250
250
250
250
4,000
3,500
3,000
2,000
1,500
1,000
800
600
500
400
400
400
400
400
400
250
200
150
100
70
50
30
20
15
10
10
10
10
10
10
- Function Setting Switch
Switch 6: Switches between switch and parameter settings.
Switches 5 and 4: Set the resolution.
Switch 3: Sets the command pulse input.
Switch 2: Sets the dynamic brake.
Switch 1: Switch to online autotuning
E-2
APPENDIX-E
Servo Driver Setup
ขอควรระวัง ควรปดเครื่องกอนทําการปรับตั้งคาตางๆ
การ เปด – ปด สวิตช
ใหใชอปุ กรณทสี่ ามารถดันสวิตชได เชน ใชไขควงแบนขนาดเล็ก การดันสวิตชไปทางซายคือการเปด
สวนสวิตชทอี่ ยูในตําแหนงคือการปด หากสวิตชทั้ง 6 ปดอยู เปนการตัง้ คา default ใหกับ Servo drive
การตั้งคา Function Setting Switch
 Switch/Parameter Switch (Switch 6)
สวิตชนี้ทาํ หนาที่ในการเลือกโหมดการตั้งคาของ Servo drive ระหวาง การตั้งคาจาก DIP switch หรือ
การตั้งคาจากพารามิเตอรผา นโปรแกรมภายนอก
Switch 6
DIP Switch/Parameter Settings Selection
ใชการตั้งคาจาก DIP Switch บน Servo Drive
OFF
ใชการตั้งคาจากพารามิเตอรผานโปรแกรมภายนอก
ON
 Resolution Setting (Switches 4 and 5)
สวิตช 4 และ 5 นี้ใชในการปรับตังคาความละเอียดของการหมุนของ Servo motor โดยกําหนดเปน
จํานวน pulse ตอการหมุนของ Servo motor 1 รอบ
Switch
Resolution Setting
5
4
OFF
OFF 1,000 pulse/revolution (0.36º/step)
OFF
ON 10,000 pulse/revolution (0.036º/step)
ON
OFF 500 pulse/revolution (0.72º/step)
ON
ON 5,000 pulse/revolution (0.072º/step)
แตนอกจากคาที่กําหนดมาใหแลว ผูใ ชยงั สามารถกําหนดคา Gear ratio หรือคาที่ใชเปนตัวคูณสําหรับเพิ่ม/
ลด อัตราการรับ pulse ของ servo motor ตอการหมุน 1รอบ นีไ้ ดตามความตองการ โดยการบรรจุคา ลงไป
ในพารามิเตอรของ servo driver ดังนี้
E-3
APPENDIX-E
Servo Driver Setup
Parameter No.
Value
Condition
Range
เลือกอัตตราสวนเพื่อสรางเปนตัวคูณของ
Pn202
G1
1 - 65535
resolution setting โดยที่ 0.01 ≤ G1/G2 ≤ 100
1- 65535
Pn203
G2
ตัวอยาง ตองการให servo motor หมุนที่ความเร็ว 1,250 ppr โดยที่ resolution เปน 5,000 ppr
หาคา gear ratio: 1,250 / 5,000 = 0.25
เพราะฉะนั้น G1/G2 ตองมีคา = 0.25
 Command Pulse Input Setting (Switch 3)
สวิตช 3 ใชในการเลือกโหมดของ pulse input โดยเลือกระหวางรับสัญญาณ pulse แบบ CW/CCW
หรือแบบ PULSE+DIRECTION SIGNAL(CW/CCW)
Switch 3
Command Pulse Input Setting
Forward pulse (CCW)/reverse pulse (CW) input (Positive logic)
OFF
Feed pulse (PULS) forward/reverse signal (SIGN) input
ON
การปรับคานี้ตอ งตรงกับการใชคาํ สั่ง Pulse Output ใน PLC
 Dynamic Brake Setting (Switch 2)
ใน Servo motor รุนที่มี Dynamic brake ตองมาทําการเปดการใชงานใน Servo drive กอน
Switch 2
Dynamic Brake Setting
ปดการใชงาน Dynamic brake
OFF
เปดการใชงาน Dynamic brake
ON
ในรุนที่ไมมี Dynamic brake ใหทําการปดสวิตชนไี้ ว
 Online Autotuning Switch
สวิตช 1 ใชในการเลือกการทํางานของ Servo motor แบบปรับตั้งคาโดยอัตโนมัตขิ ณะใชงาน หากปด
การใชงานเครือ่ งจะทําการเก็บคาที่ใชงานไวใน inertia ratio parameter (Pn103)
Switch 1
Online Autotuning Switch
ปดการตั้งคาอัตโนมัติ และเก็บคาไวที่ (Pn103)
OFF
เปดการตั้งคาอัตโนมัติ
ON
E-4
APPENDIX-E
Servo Driver Setup
General Control Cables (R88A-CPUF F FS)
เปนสายที่ใชตอ เซอรโวไดรเวอรเขากับ PLC
รุน
R88A-CPU001S
R88A-CPU002S
ความยาว (L)
เสนผานศูนยกลางภายนอก
9.9 dia.
1m
2m
น้าํ หนัก
Approx. 0.3 kg
Approx. 0.6 kg
รายละเอียดสายเคเบิล
No.
Wire/Mark color
Symbol
No.
Wire/Mark color
Symbol
1
Orange/Black (−)
+CW
19
Pink/Red (−−)
GND
2
3
Orange/Red (−)
Gray/Black (−)
−CW
+CCW
20
21
Orange/Black (−−−)
Orange/Red (−−−)
RXD+
RXD−
4
Gray/Red (−)
−CCW
22
Gray/Black (−−−)
TXD+
5
White/Black (−)
+ECRST
23
Gray/Red (−−−)
TXD−
6
White/Red (−)
−ECRST
24
White/Black (−−−)
RT
7
Yellow/Black (−)
BKIR
25
White/Red (−−−)
8
Yellow/Red (−)
INP
26
Yellow/Black (−−−)
9
Pink/Black (−)
27
Yellow/Red (−−−)
10
Pink/Red (−)
28
Pink/Black (−−−)
11
12
Gray/Black (−−)
Gray/Red (−−)
29
30
Pink/Red (−−−)
Orange/Black (−−−−)
OGND
Orange/Black (−−)
+24VIN
31
Orange/Red (−−−−)
Orange/Red (−−)
+24VIN
32
Gray/Black (−−−−)
Z
14
White/Black (−−)
RUN
33
Gray/Red (−−−−)
ZCOM
15
White/Red (−−)
34
White/Black (−−−−)
ALM
16
17
Yellow/Black (−−)
Yellow/Red (−−)
35
36
White/Red (−−−−)
ALMCOM
18
Pink/Black (−−)
Shield
FG
13
RESET
Shell
E-5
APPENDIX-E
Servo Driver Setup
การตอสายเคเบิลเซอรโวมอเตอรกับ CP1L
E-6
APPENDIX-E
Servo Driver Setup
รายละเอียดฟงกชนั บลอก
E-7
APPENDIX-E
Servo Driver Setup
E-8
APPENDIX-E
Servo Driver Setup
E-9
APPENDIX-E
Servo Driver Setup
E-10
APPENDIX-E
Servo Driver Setup
E-11
APPENDIX-F
LCD (CP1W-DAM01)
!" # "
$ % " % & " ' ( $ ) '* + '* , '*-. # " " " /
" " ( (0 1 ( 2 ' % &
#"(" 3
(0 #"2& )
$
( 4 1 /" $ " !" " 2 '
0
#"2 56789 , :;<=89 $#"2 >
2& # "
( ? @ & AB ( ? *C &" + !" 2& # " D )&% & " .
1
D
" !" " @ & &"4
2& E " (" 3
20 1 ' + &"4 4$
F
G99:9.
(0
HI =6789, J88KLI =6789 $ HL8<MH9 =6789 @ &D @ (& 2 D
" " /(0
@ & *C N=8O ( " % & " * PQ
" " /4 R1 " (0 #" +S8==6<T. 2
&"4 $D
+ :HM. 20 "% & " @ &D @ (& (0
#"% + "$ !" 1 "
E "$@ (& (0 #"% .
" " /D /" 2& ) % >87:9I HNN8==8 @ &D (
(0 #"# " # , (0 #"
" ,(0 #" UHVK L6TW= ,% #& "D " $ ) $11 " !" " 2 '
@ &
!
" #
$
" # % $ &'() *+! #
F-1
APPENDIX-F
LCD (CP1W-DAM01)
* ",*X
"
(& % & " /) (&
F 4" @P% & 1 '
4$E1 1 &"4
2
)
HX
YX
VX
MX
)
\X
"
*
(& % & "
&"4 "
E "
'
F Z2 '
"2 '
+>:<[S;<.
% & " /) (& + 1#@
F 4" @P% & 1 '
2 .
4$E1 1 &"4
2
)
" $
)
'
\
&"4 "
% &"
#"
E " + 1#@
E "
.
4" ) 2& # "
" " ( ( E " % &( 4 R#
1"( ( "% &"
!"#] ) 2& #F F (& " % & "
(& !" " (0 6O S^6=VW E A 1 (
% & _`
+ # 0 (0 a' S^6=VW (& b
4" @P.
F-2
APPENDIX-F
cX
*X
\X
cX
LCD (CP1W-DAM01)
"
&"4
&"4 4$
4" !" " (0 #"% D d( E 1 &
& + (@
.
&"4
2& E " 4$ D (D ( F 1( % &# 1# @ !" " +_ee.
4$ 1 ) &"4
D (D ( F @ " % & " % D d( E $ "
*f "
F-3
APPENDIX-F
LCD (CP1W-DAM01)
./ 0 1 2 3-4
*X
(56
$
D
" !" " 2
'
\X 789 6:(;< &6))=>? (56
$
#"EF0 % >87:9I 2 '
@A
AX
&6)BC (56
$
" (0 #"% '
>D'(? (56
#" " R # 1#"@ &1 '
#" " R # E(
N8=;O
$
gX E;;(; F=G)(;< (56
" " $ " $ 2 G99:9 " " /
R1#" G99:9 @ & \f " "
CX 6:(;< DGG6))6 (56
D 2& ) 4" >87:9I % '
R12& ) 4" '
% >87:9I
1 12& ) $ " ' 1 >87:9I
&" 2& ) % >87:9I HNN8==8
F-4
APPENDIX-F
LCD (CP1W-DAM01)
hX HG6; (>=)(; &I;66> (56
&" F 1 &"4 )&% & " &" 20
$ 1 & ai_ ^:9M 787:9I, U6= 787:9I ,
58j= N=96<T " " / &" @ & / *C &"
BX
DGGD?6 &I;66> (56
&" F 12& # " )&% & "
&" "& 2& # " @ & *C &"
&" 20
" "/
kX J=:6; &K=)IL (56
(0 " !" " HI =6789, J88KLI =6789 $
HL8<MH9 =6789 " " /(0 @ & *C N=8O ( *
PQ
*fX D)D MDINBC (56
D 2& ) (" 32 )&% & " 4" EF0
>
R12& ) (" 32 )&% & " EF0
>
+2& # " *C X, &"4 )&% & " &" 20
*C X $#" 56789 *Cj c X.
**X D>?BD?6 (56
% & !" 1 "
l"?"
*\X 9)L6; (56
) " " !" " % * 12 '
(0 #" "2 '
2& ) (" 2 '
(0 #" 1#@ 2
1# " # 2
"& 4
1@ % & " #"D "
F-5
APPENDIX-F
LCD (CP1W-DAM01)
3 2! 4#
./ 0
A
(56
% PQ
'
0 " "/
@ &
3 2! +O,
D
>:M8 " !" " 2 '
" !" " 2 '
4" D
$ " "/
mn`
D
>:M8 " !" " 2
'mo
4" @P% & '
&"4
*X
p
2&"D
% &"
d( E
&"4
\X
F
) >:M8 &
)
D
p
" !" " 2 '
cX % & p
F
EF F
'm_omq> + ) " (.
D
" !" "
AX
p
D
EF
" !" "
'm_omq>
D
" !" "
gX
p
\# 0
" "/
D
1 &"4
)
D
" "! " 2 ' @ & c D
rmn`s, D
( r>_`s
F-6
#F D
D
r'mos,
APPENDIX-F
PA
LCD (CP1W-DAM01)
1 - 789 6:(;< &6))=>? # Q!
RS# +O,
(& " )#"2& ) \ J:9M #F *fff*[ *fff\, *fffc[ *fffA
@ # #F
" +n<N6T<8M 8V67HL `;7Y89.
3 2! +O, P
2t" 1 11
4" @P% & '
&"4
*X
p
2&"D
\X % & p
F
a_ >87:9I
cX
p
gX
EF F
F
p
#
d( E
EF 2&"
AX % & p
EF EF0
(0 #"EF0
+ ) " (.
&"4
) a_ >87:9I
>
uu H v EF0 2& )
Y v 2& )
V v 2 " 2& )
EF 2&" &"4 (0 #"
(!"
)
)
1(
p
i
&"4
)
/ \[A
EF0 2& )
fff\ % 11 2t" *C
CX
% &"
ffff, fff*,
# d % &
qMM98NN *fff*
F-7
APPENDIX-F
hX
p
LCD (CP1W-DAM01)
(!"
# d
"
(!"
# d
2 " 2& )
i
% &
BX
p
% &
i
+ ) " ( \.
*X
\X
EF0
" " /% & "
789 6:(;< )<C6
5a>
`5
>
qm
a_
Jm
-m
m
am
5z
uu w v
x v
2t" *C
2t" *f
11 # # F
"
y v
2t" *f
11@ # # F
"
uu J v 2& ) * ^:9M
J v 2& ) \ ^:9M
@ & +4" ) C.
6TDB') D55;6GG
ffff
ffff
fffff
fff
ffff
fff
fff
ff
ff
ff
UD>?6
ffff / Afkg
fffff / Afkg
fffff / c\hCh
fff / kgk
ffff / C*Ac
fff / g**
fff / g**
ff / *g
ff / *g
ff / c*
" (0 #"2 " 2 2& )
11 \ J:9M + J. "! % & " " / #) "EF0 @ &
/ *fff\ % / \ $ *fffc / *fffA % / A +4" ) B.
uu#"4$
F % EF0
) 2& ) )
F-8
*fff*
APPENDIX-F
@A
LCD (CP1W-DAM01)
* O,2
(&
V %44 -W
RS# +O, 789 6:(;<
2& ) \ ^:9M 1 EF0
2& ) * ^:9M EF0 J gfk
_ee
3 2! +O, @
"
Jfff % & #" *\cAgChB $ ( " #F
#" kBeg $@ # 1# 1( gfkXfg /" $
4" @P% & '
&"4
*X
p
2&"D
d( E
&"4
\X % & p
2&" &"
cX
)
" a_ >87:9I &
) a_ >87:9I
p
F EF0
Jm
&"4
AX
% &"
p
&"EF0
) a_ >87:9I
Jm
&"4 " (0 #"EF0
gX
p
F
2 " 2& )
F J
CX
p
# d @ (!"
% & p
i
2& ) % EF0
Jm
F-9
Jm
APPENDIX-F
hX
p
F
2 " 2& )
F J
BX
# d @ (!"
i
% & p
p
EF 1 #" (0 @ & $
1 &"4 " (0 #"EF0
p
+2& ) % Jm fff 4$ #"("
.
kX
*fX
LCD (CP1W-DAM01)
p
"
EF0
"
&"4 " (0 #"EF0
$% &
i
qMM98NN Jgfk
p
EF
#"
Jgfk + ) " ( \ .
EF0
Jm
)% EF0
&"4 " (0 #"# 1# 1(
**X % & p
*\X
2& )
kBeg
p
F # d @ (!"
U6= HMM98NN + " " / !" @ &#F
f[*g .
*cX % & p
fg
U6= HMM98NN
U6=
F-10
APPENDIX-F
LCD (CP1W-DAM01)
*AX
p
F # d @ (!"
U6= HMM98NN + " " / !" @ &#F
f[*g .
*gX
p
F # d @ (!"
Y6= N=H=8 /" $
4$ @ ("
#" )% '
*CX % & p
F
F /" $ "
!" " 1( _{{ " (0 #" ? $
" !" " 1( S, m 4$@ " " /
% & " PQ
0@ &
*hX
p
#" (0 @ & % & p
1 &" " (0 #"EF0 Jm
( #"EF0 J gfkXff #"4$
kB g
uu
1
*BX
p
c # 0 EF
1 &"4
F-11
APPENDIX-F
*X
LCD (CP1W-DAM01)
(" "
" $
&"4 " (0 #"EF0
X(A
C.
QYZ [ZV
1
2
3
4
5
\X
+4" )
Head channel address (Read only)
Display format (Read only)
Data length (Read only)
Data of I/O memory before change (Read only)
Data of I/O memory after change
(" "
" $
&"4 " (0 #"# 1# 1( U6= HMM98NN +4" )
X(A
*f.
Q \"$ 2
a
b
c
d
e
f
g
h
Leading word address (Read only)
Display format (Read only)
Data length (Read only)
Data of I/O memory before change (Read only)
Data of I/O memory after change
Bit address
Bit flag
Bit state
uuu " "& 4 % & "
2& )
2t" 1 11 y $ x F
2 2& )
\ J:9M + J. @ " " /(0 #" " % & " 111(@ &
cX
? $ " !" " 2 1( +4" )
M=) T'D?
N
S
R
*A.
Q3 - - 2
Normal
Force to SET
Force to RESET
F-12
2 "
APPENDIX-F
]A
LCD (CP1W-DAM01)
1 -
&6)BC
% PQ
0 " "/ ) $
" (0 #"% ' S8=;O @ &
(& "
#"2 ' 4" D D
+'mo. D
3 2! +O, ] " 4" @P% & '
# 0 4$ D
(&
D
+mn`.
) S8==6<T % D
+mn`.
0 F
1 " (0 #"%
4" @P% & '
&"4
*X
p
2&"D
d( E
&"4
\X % & p
cX
F '
p
2&"
)
S8=;O
)'
S8=;O
&"4
AX
% &"
) '
S8=;O
p
EF 2&"@ (0 #"
+ ) " (*.
&"4 " (0 #"
gX % & p
F D
+ ) " (\.
mn`
F-13
APPENDIX-F
CX
hX
p
LCD (CP1W-DAM01)
1
" (0 #" 0
p
c # 0 EF
1 &"4
*X
(" "
X(A
" $
a
Address of CPU Unit Operation Mode (Read only)
b
Present PLC mode (Read only)
c
CPU Unit Operating Mode after change (Read only
when PLC mode is RUN or MON)
CPU Unit Operating Mode before change (Read only)
d
uuH EF0
\X
D
2
&"4 " (0 #" +4" ) A.
QYZ [ZV
D
" !" " 2
'n n<6= 4$ ) fB*
" F D
" "! " 2
+'m_. " 0 " '
'n n<6= @ &
'n n<6= (& ( 4 1 " '
@ )% D
04$@ " " / F D
F-14
%) D
" !" "
APPENDIX-F
^A
LCD (CP1W-DAM01)
1 -
_1 2 W
% PQ
0 " " / &"
% ( $ &"4 " " /
@ & A
@ & " / *C &"
(& " &" &"4
3 2! +O, ^
#F
" % &
HG6; (>=)(; &I;66>
F 1 "& 4 % & " @ & !" % &
2& ) 4!"
1
d $ 1 & #"2 EF0 (" 3
F
)#"EF0
% 1
% " !" "
( ? R "!
fkfff 2 " * J_m
2t" 1 11@ #
* % &"2 SV988< " 2 \
4" @P% & '
&"4
*X
p
\X % & p
2&"D
cX
F
AX
p
% &"
d( E
&"4
)
&"4
) nN89 >:<6=:9
nN89 >:<6=:9
2&"
) nN89 >:<6=:9
p
EF 2&"@ (0 #"D
%)& & " + ) " ( *.
&"4 " (0 #"D
gX % & p
F
&"4
" 2\
F-15
%)& & "
APPENDIX-F
CX
p
F
>:<6=:9 {LHT
LCD (CP1W-DAM01)
# d @ (!"
hX % & p
F |% & "
+ " " " / ) &"4 0@ &
(0 #" 1 &
& } "
"
&"4
BX
p
F # d @
6<8* F * +% & " 1
kX
p
(!"
*fX % & p
**X
uu | v % & " "& 4
` v @ % & " "& 4
&"4
4"
) )%
.
(!"
*.
F # d @
6NOLHI =IO8 + ) " ( \.
F EF0
>
p
F # d @ (!"
ai_ >87:9I qMM98NN
*\X % & p
F % & " EF0
*cX % & p
F
F
2t" *f 11@ # # F
fkfff
"
F-16
APPENDIX-F
*AX
p
F
# d @ (!"
F J
F
# d @ (!"
2 " 2&
*gX
p
`H78
LCD (CP1W-DAM01)
*CX % & p
F
(0 F
:;<=89
+ " " /(0 F @ & h ( ? .
&
*hX
p
*BX
p
*kX
p
\fX
"& 4
&" 20
1
" (0 #" 0
1 &"4 " (0 #"
c # 0 EF
% & p
) (
1 &"4
EF ) &"4
"
F-17
APPENDIX-F
*X
LCD (CP1W-DAM01)
(" "
" $
X(A
"% &"
&"4 " (0 #"% & " D
2 V* O2
c
d
e
f
g
h
\X
M=)
>:<6=:9 {LHT
nN89 >:<6=:9 SV988< `:X +f* / fC.
6<8 <:X +* / A. :{ =W8 nN89 >:<6=:9 SV988<
6NOLHI =IO8
ai_ 787:9I HMM98NN
6NOLHI {:97H=
H=8 L8<T=W
ai_ 787:9I <H78
b
(" "
" $
" % & " EF0
"
Word
Bit
Text string
A.
"
(;5
a
)&% & " + )
+)
J6`) G);=>?
@
@
@
@
k.
Default address
Range
IO
0000
WR
000
HR
000
AR
000
TIM
0000
CNT
0000
DM
00000
DR
00
IR
00
TK
00
TMF (Timer flag)
0000
CTF (Timer flag)
0000
IOB
0000.00
WRB
000.00
HRB
000.00
ARB
000.00
ffff / C*Ac
fff / g**
fff / g**
fff / kgk
ffff / Afkg
ffff / Afkg
fffff / c\hCh
ff / *g
ff / *g
ff / c*
ffff / Afkg
ffff / Afkg
ffffXff / C*AcX*g
fffXff / g**X*g
fffXff / g**X*g
fffXff / kgkX*g
STR
-
-
F-18
APPENDIX-F
3 2! +O, a
(&
LCD (CP1W-DAM01)
" % & "& 4
4" " "&
&"4
(
(&
? ~8L8•H=:9€ 1
1&
&
&"4
" 2 \ 1
4" @P% & '
&"4
*X
p
2&"D
\X % & p
cX
F
p
AX
d( E
)
&"4
) nN89 >:<6=:9
) nN89 >:<6=:9
2&"@ (0 #"% & "
&"4
gX % & p
&"4
nN89 >:<6=:9
2&"
p
% &"
F
&"4
" 2\
CX
p
6<8 * % &
(!"
# d @
1
A
hX
p
(!"
6NOLHI =IO8 % & p
# d @
F S5m
F-19
() 0 #" nN89 >:<6=:9 S8=;O
A
APPENDIX-F
BX
LCD (CP1W-DAM01)
p
(!"
S=96<T `H78
# d @
kX % & p
F
(0 F
8L8•H=:9
+ " " /(0 F @ & *\ ( ? .
*fX
p
**X
p
S8=;O
*\X
p
*cX
"& 4
&" 20
1
" (0 #" 0
&"4 nN89 >:<6=:9
c # 0 EF
1 &"4
% & p
EF ) &"4
) ( "
F-20
APPENDIX-F
aA
$
LCD (CP1W-DAM01)
_ +O,
3 2! +O, c (&
4b# 1 2 W
" 1 &"4
6'6)=>? HG6; (>=)(; &I;66>
" 2\
4" @P% & '
&"4
*X
p
2&"D
\X % & p
cX
F
p
gX
F
p
p
F
&"4
)
&"4
) nN89 >:<6=:9
) nN89 >:<6=:9
8L8=8
EF 2&"@ 1 &"4
CX % & p
hX
d( E
nN89 >:<6=:9
2&"
AX % & p
% &"
&"4
" 2\
1 &"4
F-21
APPENDIX-F
BX
p
$
p
LCD (CP1W-DAM01)
1 "& 4 nN89 >:<6=:9
\ # 0 EF 1 "& 4
F-22
APPENDIX-F
LCD (CP1W-DAM01)
cA
_
4 Q3 - 6GGD?6 &I;66>
% PQ
0 " " / &" F 1 &"4
2& # "
D % " &" &"4
2& # "
" " / &" @ & " / *C &"
&"4
2& # " 4$ !" " D (D ( F 1( % #& 1# %)
/" $ _`
(& " &"4
2& # " " 2 \ +(0 #"% fkfAf[ fkfhg. % &EF0
J
3 2! +O, d
*ffXf* # 1# " !" " &"4
4" @P% & '
&"4
*X
p
\X % & p
d( E
&"4
)
&"4
) >8NNHT8
F >8NNHT8
cX
AX
2&"D
% &"
p
2&"
) >8NNHT8
p
(0 #"#
+ ) " ( *.
1(
&"4 >8NNHT8 S8=;O
gX % & p
F
+ ) " ( \.
&"4
" 2\
F-23
APPENDIX-F
CX
p
F
EF0
hX
LCD (CP1W-DAM01)
# d @ (!"
+ ) " ( c.
p
F # d @ (!"
>8NNHT8 {LHT
BX % & p
uu| v % & " "& 4 2& # "
` v @ % & " "& 4 2& # "
kX
F |
p
(!"
F # d @
J:9M HMM98NN
*fX % & p
J:9M *ff
+ " " /% & " @ &(0 ( Jfff[Jg**.
**X
p
1
" (0 #" 0
*\X
p
S8=;O
*cX
p
\ # 0 EF 1 "& 4
+ ) } " "& 2& # " % 2&
/ @ .
1 &"4 >8NNHT8
&"4
F 1( % #& 1#
"! " +_`.
F-24
APPENDIX-F
*X
LCD (CP1W-DAM01)
" $
&"4 (0 #"#
1(2& # " +>8NNHT8 SV988<. + )
X(A
Q \"$ 2
a
b
c
d
\X
Message Screen No. (01-16)
Leading word (Only DM) address
Message flag
Word (Only WR) address of control bit
(" "
# " E } $ " &"4 11( % &# 1# +EF0 J 4$
("
F % &"
F % & " J *ff 1((& % & J*ffXff[J*ffX*g. + ) g.
Screen No.
01
02
03
04
...
16
cX
A.
(" "
EF0
Screen No.
Control bit
W000.00
W000.01
W000.02
W000.03
...
W000.15
!" 1 !"
2& # " 1 &"4 + )
Default address
fkfff /
fkfAf /
fkfBf /
fk*\f /
XXX
fkCff /
fkfcg
fkfhg
fk**g
fk*gg
fkCcg
F-25
C.
Range
fffff / c\hc\
APPENDIX-F
3"\O
4 Q3 " &" 2& # "
&"4 F "% & " R4$
YI=8 + > * ( v\ YI=8.
J:9M (" (" " + " " /% &
LCD (CP1W-DAM01)
3 [
1 &"4
EF0 % " !"
0 * &"4
" EF0 @ &1"
0 (& 2&"@ !" % EF0
>2 ' d ( $
2& # " ("
@ " 1R ( ? * ( % &EF0 *
@ & AB ( ? 4$% &E0F % " 4 R1 AB UI=8 F \A
.
( " &" 1 F % & " "& 4 " 2 \ (& "
2& # " ~GL8•H=:9 S=:O H= *e€
% 1
\ $c2
"& 4 4 (& 2&"@ !" #"% EF0 (" (" " &" "
F-26
APPENDIX-F
)
LCD (CP1W-DAM01)
)
" !"
" !"
(
? 2& # " %
(
•['9:T9H7789 +>:<6=:9
? 2& # " %
F-27
•['9:T9H7789 +>:<6=:9
2t" *C.
qS aa.
APPENDIX-F
(" " :M8 !" 1 " ‚ #"(
LCD (CP1W-DAM01)
?
F-28
APPENDIX-F
LCD (CP1W-DAM01)
D
% & &"4
2& # " !" " 11 " 3 F
2& # " R4$ "! " E "$ 1( % #& 1# !" " +_`.
F-29
E( fXf !" "
&"4
APPENDIX-F
dA
$
F
LCD (CP1W-DAM01)
_
4 Q3 - 6'6)=>? 6GGD?6 &I;66>
% PQ
%0 & "! 1 " 1 "& 4
1 $ &"4 F 1 0
% #0
3 2! +O, e (&
" 1 &"4
2& # "
2& # "
@R &
&" 20
" 1 &"4 !"@ & \ 11 #F
&" 20
4" @P% & '
&"4
*X
p
\X % & p
2&"D
d( E
&"4
)
&"4
) >8NNHT8
F >8NNHT8
cX
p
2&"
AX % & p
F
) >8NNHT8 >8<;
8L8=8
gX % & p
F
F
&"4
(& " 1 F
p #&" @ &4 E1#!"
" HLL F (& " 1 &"4 0
CX
% &"
p
F
" 1 &"4
F-30
APPENDIX-F
hX
p
BX
p
LCD (CP1W-DAM01)
1 >8NNHT8 >8<;
\# 0
1 &"4
F-31
APPENDIX-F
eA
LCD (CP1W-DAM01)
%+-0*- 0 3" 0 J=:6; &K=)IL
% PQ
0 " !" " ) c ) 11#F HI =6789, J88KLI =6789, HL8<MH9 =6789 ( $ ) 11
&" @ & *C #" " $ !"1( F % & " @ # 1# F " ( @
(& " % & " PQ
HI =6789 % & !" " (0 ( " BXcf X/ *hX*g X
3 2! +O,
4 [ ƒ 1( F % & " #F JgfkX*g
./ 0
Q \"$ 2
Day timer
Weekly timer
Calendar timer
Sometime in a day, set the related control bit to ON.
Sometime in a week, set the related control bit to ON.
Sometime in a year, set the related control bit to ON.
4" @P% & '
&"4
*X
p
\X % & p
cX
AX
2&"D
% &"
d( E
&"4
)
p
&"4
) 56789 S^6=VW
F 56789
2&"
) 56789 S^6=VW
p
F HI 56789 EF 2&"@
(0 #"% & " + ) " ( *.
&"4
F-32
HI 56789
APPENDIX-F
LCD (CP1W-DAM01)
gX % & p
F HI 56789
*C + ) " ( *.
CX
p
F # d @ `
+56789 {LHT. % & p
F |
hX
p
** Y = % & " Timer
N = @ % & " Timer
F
# d @
_< 5678 $% & p
" B„cf
(!"
BX
" 2
# d @
(!"
_< J88K $% & p
EF F
+ F
4 .
kX
(!"
*fX
p
F
# d @
_{{ 5678 $% & p
" *h„*g
F
# d @
_{{ J88K $% & p
F
ƒ
p
F # d @
:<=9:L Y6=
F
(!"
F
p
(!"
**X
p
*\X % & p
F EF0
+ ) " (\.
Jm
F-33
APPENDIX-F
*cX
p
LCD (CP1W-DAM01)
F # d @
J:9M HMM98NN
(!"
*AX % & p
gfk
*gX
*CX
p
J:9M HMM98NN
1
p
" (0 #" 0
1 &"4
HI 56789
&"4 HI 56789
*hX
p
*X
c# 0
1 &"4
" $
&"4
HI 56789 + )
A, g.
X(A
a
b
c
d
e
f
(" "
Timer No.
01
02
03
04
...
16
Q \"$ 2
Time flag
Time No. (01-16)
On timer of PLC
Off time of PLC
Word type
Word address
#"
E }$ "
" 2 56789 11(% & "
Control bit
W001.00
W001.01
W001.02
W001.03
...
W001.15
F-34
APPENDIX-F
\X
LCD (CP1W-DAM01)
(" " EF0 % & " % PQ
Timer
3 2! +O,
56789 S^6=VW + )
Word
*\.
All
IO
Default address
0100
Day timer
WR
001
Weekly time
WR
002
Calendar timer
WR
003
All
HR
000
All
AR
448
Range
f*ff / C*Ac
ff* / g**
ff\ / g**
ffc / g**
fff / g**
AAB / kgk
(& " % & " PQ
HL8<MH9 56789 % & !" " (0 (
1( % & " #F - \fkXfg
* / " / * ( "#
4" @P% & '
&"4
*X
p
\X % & p
2&"D
cX
AX % & p
% &"
d( E
&"4
)
&"4
) 56789 S^6=VW
F 56789
p
F
2&"
) 56789 S^6=VW
HL 56789
F-35
APPENDIX-F
gX
LCD (CP1W-DAM01)
p
EF 2&"@ (0 #"
+ ) " ( *.
&"4 HL8<MH9 =6789 NV988<
CX % & p
F
" 2C
hX
HL8<MH9 56789
uu |v % & " 56789
` v@ % & " 56789
p
F # d @ `
+56789 {LHT. % & p
F |
BX
p
F
# d @
_< H=8 $% & p
fCif*
(!"
kX
p
(!"
*fX
p
(!"
F -m
**X
p
(!"
*\X % & p
\fk
F
# d @
_{{ H=8 $% & p
*fif*
F # d @
:<=9:L Y6= $% & p
F # d @
-m HMM98NN
-m HMM98NN
F-36
APPENDIX-F
*cX
*AX
p
1
LCD (CP1W-DAM01)
" (0 #" 0
p
1 &"4
56789 SV988<
HL8<MH9
&"4 HL8<MH9 56789
*gX
p
c# 0
*X
(" "
1 &"4
" $
2
&"4
HL8<MH9 SV988< + )
X(A
a
b
c
d
e
f
Q \"$ 2
Time flag
Time No. (01-16)
On timer of PLC
Off time of PLC
Word type
Word address
J=:=>? B;f6
F-37
g.
APPENDIX-F
uuu 4" ) " (0 % &
2
cf "
LCD (CP1W-DAM01)
!" "
* ( "# ( HL8<MH9 56789 4$
F-38
!" " (0 ( \AXff X
APPENDIX-F
A
LCD (CP1W-DAM01)
4 -W
% PQ
D)D MDINBC
0 &%) & " " " /#"(" (0 @ & ( 4 &"4 (" 3 @ %& EF0
> + Bfff[ Bkkk.
*
4" 0 " " / :HM 20 "% & " @ &%
"
. " $ 2& ) R1% EF0
>
% (" " &" "
!" 1
( % +(
User setting
User Monitor screen
Message screen
Timer Switch
Language
Other
Backlight
Contrast
3 2! +O, P (&
" 4 R1 " (0 #" 0
Quantity
16 screens
16 screens
16 x 3 timers
1
1
1
EF0
>
4" @P% & '
&"4
*X
p
\X % & p
2&"D
cX
AX % & p
F
p
d( E
&"4
)
&"4
) H=H UHVK;O
H=H UHVK;O
2&"
F
% &"
) H=H UHVK;O
) SH•8
F-39
APPENDIX-F
gX
p
LCD (CP1W-DAM01)
2&" &"4 SH•8 _O=6:<
&"4 SH•8 _O=6:<
CX % & p
hX
F _z
p
F
"1
2& )
&"4 SH•8 :<{697
BX
kX
*fX
p
&"4 4$
2& )
" 1 2& )
1 $ 12 " 1
F "! " 1
&"4 4$
p
c# 0
2& ) 1 &
" :7OL8=8
1 &"4
F-40
APPENDIX-F
(&
3 2! +O, @
LCD (CP1W-DAM01)
"
)% EF0
"& 4
> 20 "% & "
$% &2& )
0
D % & } " :HM 2& )
4" @P% & '
&"4
*X
p
2&"D
\X % & p
cX
F
p
AX % & p
% &"
d( E
&"4
)
&"4
) H=H UHVK;O
H=H UHVK;O
2&"
2&"
) H=H UHVK;O
) :HM _O=6:<
&"4 :HM _O=6:<
gX % & p
CX
F _z
p
F
" :HM 2& )
&"4 :HM :<{697
hX
p
&"4 4$
2& )
" :HM 2& )
1 $ 12 " :HM
F-41
APPENDIX-F
BX
kX
LCD (CP1W-DAM01)
F "! " :HM 2& ) 1 &
&"4 4$
" :7OL8=8
p
c# 0
1 &"4
F-42
APPENDIX-F
A
* O2
LCD (CP1W-DAM01)
Q! _ 1
gDI)(;< &6))=>?
% PQ
0 " " / % &#" (& (0 " 4" D " )& (@ &
% &#"4" D "
3 2! +O, ] (& "
4" @P% & '
&"4
*X
\X % & p
p
cX
2&"D
% &"
d( E
&"4
)
p
&"4
) _=W89
F _=W89
2&"
) _=W89
AX % & p
F eHV=:9I S8=
gX % & p
2&"
) eHV=:9I S8=
&"4 eHV=:9I S8=
CX % & p
F _z
F-43
APPENDIX-F
hX
BX
kX
p
LCD (CP1W-DAM01)
" % &#"D "
F "! " #"D "
&"4 4$
)
p
F
1&
1 &"4
F-44
APPENDIX-F
LCD (CP1W-DAM01)
2 V* O2
Yh-./ 0
X(A
Yh-
a
./ 0
" (0 #" $ 1 &"
ESC
b
Forward
c
d
e
p
(!"
Up
p F 20
Down
p F
OK
p (
# d
" (0 #"
%.
i V%.
2 (
(
Q3 - - 2
/" $ (
2& E "
F-45
)
APPENDIX-F
LCD (CP1W-DAM01)
QYZ [ZV
Y!
[ZV
R 0
S,
" ! S,
R"
V
1 1 Q
4
#
4 4
_
_ 3 3 [
4
3 [
O E
$j [
YZ jW-"
Q3 - S# 4ZV
Q3 -Q + !
j 3VQ3 - S#
!
'*J[ q>f*
U;6L=[6<
*E (
5::LY;N
g…„ Af 7q
\A„ f 7q
Ac j cC j\c X + &" j " j ) .
) \f
\XC j *XAg d X
A1
j *\ ( ?
g j h M:=
2 i
†?i] p + ‡E"$ "#" " $.
f / gg:
*fˆ / kfˆ
@
"
4" ‰
+ l" $@
F-46
0!" 2R .
APPENDIX-F
LCD (CP1W-DAM01)
i
R #1 "& 0 2 1
2 $
#R " R #1
"
F-47
$